"ไม่เป็นไรหรอก แผลข้าไม่ได้สาหัสนักท่านหมอก็พันผ้าให้แล้ว ตอนนี้ข้าแค่อยากกลับบ้าน พวกท่านมาเมืองโดยเรือใช่หรือไม่?"จางเจิ้นอันเอ่ยถาม
"อืม พวกเราพายเรือมาเจ้าค่ะแต่ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงมาในตัวเมืองโดยไม่เอาเรือมาเล่าเจ้าคะ เดินเท้ามาทั้งวันไม่เหนื่อยแย่หรือ?" อันซิ่วเอ๋อร์เอ่ยน้ำเสียงคล้ายตำหนิ แต่แววตาฉายชัดถึงความห่วงใย
"ข้าไม่รู้ว่าจะกลับเมื่อใดกลัวเจ้าจะเบื่อแย่ หากทิ้งเรือไว้ วันไหนเจ้าอยากผ่อนคลายก็ชวนสหายในหมู่บ้านไปพายเรือเล่นได้"
จางเจิ้นอันตอบ"อีกอย่าง ข้าไม่ได้เดินเท้ามาเสียหน่อย พอถึงเมืองลั่วเหอข้าก็เช่าเรือต่อมาแล้ว หากเดินเท้ามาจริงๆ เกรงว่ากว่าจะถึงนี่คงเหลือแต่ลมหายใจรวยรินกระมัง"
"ท่านยังจะมีแก่ใจมาพูดเล่นอีก"เห็นเขายังมีอารมณ์ขัน นางอดค้อนให้วงหนึ่งไม่ได้ก่อนยื่นมือไปประคองเขาเดินไปยังท่าเรือ
อันเถี่ยมู่เดิมทีตั้งใจจะค้างในเมืองอีกคืนวันนี้ได้เงินมาไม่น้อย ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะซื้อของกลับไปฝากคนที่บ้านแต่พอนึกถึงน้องเขยที่น้องสาวเป็นห่วงนัก ก็จำต้องเปลี่ยนใจเดินทางกลับพร้อมกัน
ระหว่างทางจึงตกกระไดพลอยโจนรับหน้าที่เป็นฝีพายไปโดยปริยายแต่เมื่อเห็นน้องสาวกับน้องเขยสนิทสนมดูแลกันดี ในใจเขาก็พลอยยินดีไปด้วย
เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่สำหรับน้องสาวคนนี้เขาทั้งรักทั้งห่วงสุดหัวใจการที่นางต้องมาแต่งงานกับคนอย่างจางเจิ้นอันอย่างกะทันหันที่จริงแล้วเขาก็รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ โทษตัวเองว่าไร้ความสามารถจนต้องให้น้องสาวใช้สินสอดไปจ่ายภาษีแทน
เขารู้ดีว่าอันซิ่วเอ๋อร์เป็นเด็กดีมีเหตุผล ทุกครั้งที่กลับบ้าน พอถามไถ่ นางก็มักเล่าแต่เรื่องดีๆ ไม่เคยปริปากบ่นเขาไม่อาจรู้สถานการณ์แท้จริงได้เลยจนกระทั่งวันนี้ได้เห็นภาพการใช้ชีวิตของทั้งคู่กับตา เขาจึงวางใจลงได้สนิท
แววตาที่จางเจิ้นอันมองน้องสาวเขาเปี่ยมด้วยความเอ็นดูรักใคร่ ไม่ใช่การเสแสร้ง ในความทรงจำ เขาคือชายหนุ่มเย็นชาไม่สุงสิงกับใคร ทว่าวันนี้ จางเจิ้นอันกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นผิดหูผิดตาใบหน้าคมคายก็ดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาวางใจได้แล้วจริงๆ
การเข้าเมืองครั้งนี้ถือว่าเขาได้เก็บเกี่ยวไม่น้อย ทั้งเงินทอง ทั้งความสบายใจพรุ่งนี้ต้องชวนภรรยามาหาหมอ ซื้อยาบำรุงดีๆ กลับไป จะได้แข็งแรงเผื่อวันหน้าจะมีเจ้าตัวเล็กอ้วนจ้ำม่ำให้เขาได้ชื่นใจ
พอคิดถึงอนาคตอันสดใส ชีวิตก็พลันเบาสบายเรี่ยวแรงในการพายเรือก็เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
หมู่บ้านชิงสุ่ยอยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควรกว่าทั้งสามจะมาถึง ท้องฟ้าก็เริ่มสางชาวบ้านที่ขยันขันแข็งต่างตื่นมาเริ่มงานกันแล้ว
อันเถี่ยมู่เทียบเรือเรียบร้อยก้าวขึ้นไปก็เห็นจางเจิ้นอันกับอันซิ่วเอ๋อร์หลับอยู่ เขาเขย่าตัวจางเจิ้นอันเบาๆจางเจิ้นอันสะดุ้งตื่น ลืมตาขึ้น เห็นว่าเป็นอันเถี่ยมู่ แววตาก็พลันอ่อนแสงลง"พี่รอง มีธุระอันใดหรือขอรับ?"
"ถึงหมู่บ้านแล้วอากาศยามเช้ายังเย็นอยู่ เกรงพวกเจ้าจะไม่สบาย ข้าเลยปลุก" อันเถี่ยมู่ดึงสติตอบ
กล่าวตามตรง เมื่อครู่ชั่วแวบหนึ่งเขารู้สึกสะท้านกับแววตาคู่นั้นของจางเจิ้นอันจริงๆ
แม้จางเจิ้นอันกับอันซิ่วเอ๋อร์จะแต่งงานกันมานานแล้วแต่นี่เป็นครั้งแรกที่อันเถี่ยมู่ได้ใกล้ชิดกับน้องเขยเช่นนี้จากที่เคยไม่ค่อยเข้าใจเขามากนัก มาเมื่อวานได้เห็นความดุดันในสนามประลองพอมาสบตาคมกริบคู่นั้นในวันนี้ เขาก็อดรู้สึกเกรงขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
"ขอบคุณพี่รองมากขอรับ" จางเจิ้นอันพยักหน้าอย่างสุภาพ อันเถี่ยมู่จึงกล่าวว่า "เช่นนั้น ข้าฝากทางนี้ด้วย ข้าขอกลับก่อนป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่คงเป็นห่วงแล้วที่ข้าไม่กลับบ้านทั้งคืน ไม่ต้องห่วงข้าจะบอกพวกท่านว่าเจ้ารู้สึกผิดเลยรีบกลับบ้าน ส่วนเรื่องเมื่อคืนข้าจะไม่พูดอะไร"
"ขอบคุณท่านพี่" จางเจิ้นอันประสานมือคำนับ ท่วงท่าตอนประสานมือนั้นทำให้อันเถี่ยมู่รู้สึกว่าเขามีกลิ่นอายของคนในยุทธภพอยู่หลายส่วนก่อนนี้ไม่เคยคิด แต่ตอนนี้กลับอดกังวลถึงที่มาที่ไปของเขาไม่ได้
เขาหวังเพียงว่าเขาจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปอย่าได้มีเรื่องราวซับซ้อนอื่นใดตามมาในภายภาคหน้าเลย
รอจนอันเถี่ยมู่ลับตาไปแล้วจางเจิ้นอันจึงก้มลงมองอันซิ่วเอ๋อร์เงียบๆ ยามหลับใหลนางดูราวกับหญิงสาวไร้เดียงสา แก้มยุ้ยๆ ที่แนบกับแขนนั้นดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
เขาอดใจไม่ไหว ค่อยๆ ยื่นมือไปหมายจะหยิกแก้มใสๆ นั้นเบาๆ แต่เพียงปลายนิ้วสัมผัส นางก็ขยับตัวตื่น
นางงัวเงียลืมตา ปรับสายตาเล็กน้อยพอเห็นว่าเป็นมือของจางเจิ้นอันยื่นมา และมองเห็นสภาพรอบตัวชัดเจนขึ้นก็เอ่ยถามเสียงอู้อี้
"ที่ไหนหรือเจ้าคะ?"
"บนเรือ ถึงบ้านเราแล้ว"จางเจิ้นอันหยิบผ้าเช็ดหน้าซับมุมตาให้นางเบาๆ กล่าวว่า"ไปเถอะ กลับไปนอนในบ้านดีๆ"
อันซิ่วเอ๋อร์ยังง่วงจัด พยุงตัวลุกขึ้นเดินโซเซกึ่งหลับกึ่งตื่นกลับเข้าบ้าน พอถึงห้องก็ถอดรองเท้าล้มตัวลงนอนบนเตียงทันที
"ง่วงขนาดนั้นเชียว" เห็นท่าทางนาง จางเจิ้นอันก็ได้แต่ยักไหล่ แม้จะงีบไปบนเรือเพียงครู่แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกตื่นเต็มตา แถมยังปวดเมื่อยตามตัวอยู่บ้างจึงนั่งลงข้างเตียง มองนางหลับไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกออกไปเดินสำรวจรอบลานบ้าน
ช่วงนี้เขามัวแต่ยุ่งเรื่องอื่นไม่ได้ใส่ใจดูแลสวนผักหลังบ้านเลย แต่ตอนนี้มันกลับเขียวชอุ่ม สดใสงดงาม ทั้งพริกบวบ มะระ และผักอื่นๆ ต่างก็แข่งกันอวดผลอวบอ้วน
ปกติอันซิ่วเอ๋อร์เป็นคนทำกับข้าวดูท่าสวนผักนี้คงเป็นฝีมือนางดูแลกระมัง จางเจิ้นอันเดินเข้าไปเห็นมีวัชพืชขึ้นแซมอยู่บ้าง ก็ก้มลงถอนทิ้ง ได้ยินว่าตอนอยู่บ้านเดิมนางแทบไม่เคยต้องทำงานในไร่ในสวน แต่วันนี้กลับดูแลสวนผักได้งอกงามเพียงนี้
เดินไปยังมุมลาน ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ได้ยินเสียงไก่ร้องกุ๊กๆ ก่อนนี้ยังเป็นแค่ลูกเจี๊ยบตัวจ้อยแต่วันนี้กลับโตขึ้นมาก เขาแทบไม่เคยให้อาหารพวกมันเลยแต่ในเล้ากลับมีอาหารวางอยู่เสมอ
แต่ก่อนยามกินข้าวเขาไม่เคยนึกเลยว่าผักเหล่านี้ค่อยๆ โตขึ้นมาได้อย่างไรไม่เคยสนใจว่าเป็ดไก่เหล่านี้ใครเป็นคนเลี้ยงดู แต่วันนี้เขากลับได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกอย่างนี้ เรือนน้อยซอมซ่อหลังนี้ที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว ไม่เคยคิดจะดูแลใส่ใจ แต่วันนี้เพราะมีนาง ทุกสิ่งจึงดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ข้างกำแพงเก่าที่ทรุดโทรมมีเถาวัลย์เลื้อยพันเขียวชอุ่ม อันซิ่วเอ๋อร์คงกลัวกำแพงจะพังจึงหาเถาไม้เลื้อยมาปลูกไว้เพื่อช่วยยึด
รอบลานบ้าน นางไปหาดอกไม้ป่ามาจากไหนไม่รู้ทั้งกุหลาบป่า มณฑา พุทธรักษา และดอกไม้อื่นๆ ที่เขาไม่รู้จักชื่อนางไปแอบปลูกไว้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ แต่วันนี้พวกมันหยั่งรากลึกเติบโตผลิบานอย่างงดงาม
ยามเช้าตรู่ ดวงตะวันเพิ่งจะแย้มเปลือกตาหลังเขาเดินสำรวจลานบ้านครบรอบ มันก็ทะยานขึ้นพ้นขอบฟ้าอย่างรวดเร็วกลมโตดุจไข่แดงสด ลอยเด่นอยู่บนฟ้า ดอกพุทธรักษาข้างประตูบ้านกำลังบานสะพรั่งรับแสงสีทองอร่าม ดูงดงามเป็นพิเศษ
เขามัวแต่ยุ่งวุ่นวายไม่เคยรู้เลยว่านางลงมือลงแรงทำสิ่งต่างๆ ไว้มากมายเพียงนี้ ราวกับแค่พริบตาเดียวเรือนน้อยผุพังหลังเดิมก็หายไปกลายเป็นบ้านที่อบอวลไปด้วยสีเขียวของใบไม้และสีสันของดอกไม้ เปี่ยมด้วยชีวิตชีวามองแล้วช่างสบายตาสบายใจ
กำแพงที่เคยถูกเยี่ยนจิ่งซิวพังไปคราวก่อนนางก็ไปหาดินเหนียวมาซ่อมแซมจนเรียบร้อย ใต้แนวกำแพงนั้นนางปลูกไม้เลื้อยสีเขียวไว้อีกต้นหนึ่ง รออีกหน่อยเมื่อมันโตขึ้นคงจะเลื้อยคลุมกำแพงจนสวยงาม
ทุกสิ่งในลานบ้านล้วนดูสดชื่น มีชีวิตชีวามีเพียงกระท่อมซอมซ่อสองหลังเท่านั้นที่ยังคงทรุดโทรมหนักยิ่งนึกถึงครั้งก่อนที่มีตะขาบตัวเล็กไต่ลงมาจากหลังคาตามมุมกำแพงวันนั้นนางกำลังนั่งปักผ้าอยู่ ตกใจเสียขวัญหนีดีฝ่อตั้งแต่นั้นมายามนอนจึงต้องกางมุ้งแน่นหนา กลัวจะมีแมลงมารบกวน
แม้ภายหลังเขาจะซื้อยากันยุงอย่างดีมาจากในเมืองมาจุดทั้งเก็บสมุนไพรมาแขวนไว้มากมาย แต่นางก็ยังคงหวาดๆ อยู่
นางพูดถูกแล้วกระท่อมสองหลังนี้สมควรเปลี่ยนเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนได้แล้ว ในหมู่บ้านแห่งนี้นอกจากบ้านของเขาที่เป็นบ้านดินแล้วอย่างน้อยทุกครอบครัวก็มีเรือนหลักที่ดูดีกว่านี้
ควรจะมีเครื่องเรือนดีๆ ที่ดูภูมิฐานทาสีแดงสดเช่นกัน อย่างนี้จึงจะนับว่าสมหน้าสมตา
กำแพงลานบ้านก็ต้องก่อขึ้นใหม่ให้สูงและแข็งแรงกว่าเดิมอย่างนี้ในวันหน้านางอยู่บ้านคนเดียว ก็จะอยู่อย่างวางใจและปลอดภัยได้
ที่เขาตั้งใจไปหาเงินก็เพื่อต้องการสร้างทุกอย่างนี้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง จัดการทุกสิ่งในบ้านให้ดีให้นางได้อยู่อย่างสบายใจไร้กังวล ไม่ต้องห่วงว่าหลังคาจะรั่วในวันฝนพรำไม่ต้องกังวลกับเรื่องเงินเพียงเล็กน้อยอีกต่อไป
ยืนคิดอะไรเพลินๆ ในลานบ้านได้ไม่นานแดดก็เริ่มแรงขึ้น จางเจิ้นอันจึงหันหลังกลับเข้าห้อง เสียงเปิดประตูดังเอี๊ยดอ๊าดแสงสว่างสาดส่องลอดเข้ามาในห้อง ต้องใบหน้าอันซิ่วเอ๋อร์ที่ยังคงหลับสนิท
จางเจิ้นอันเดินเข้าไปยืนมองนางเงียบๆยามหลับใหลช่างน่าเอ็นดูนัก ขนตางอนยาวเป็นแพ จมูกโด่งรั้นเชิดน้อยๆ
เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นนิ้วไปเขี่ยปลายจมูกนางเล่นเบาๆนางเพียงพึมพำบางอย่างในลำคอ ปัดมือเขาออกอย่างรำคาญ ไม่แม้แต่จะลืมตาเขาแกล้งทำอีก นางก็พลิกตัวหนีหันหลังให้
เขาจึงอดที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกเงียบๆ
อันซิ่วเอ๋อร์นอนหลับยาวไปจนกระทั่งสายตะวันโด่งพอรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มเรี่ยวแรงกลับคืนมาแล้วจึงตื่นนางลืมตาขึ้นมาไม่เห็นจางเจิ้นอัน ก็รีบลุกขึ้นแต่งตัวคว้าได้เพียงรองเท้าก็เดินออกไปตะโกนเรียกชื่อเขา แต่ไร้เสียงตอบรับ
นางเดาว่าเขาคงออกไปหาปลาอีกแล้วพอนึกถึงว่าเมื่อวานเขาเพิ่งบาดเจ็บหนัก แต่วันนี้กลับออกไปทำงานอีกนางก็พลันรู้สึกทั้งสงสารทั้งปวดใจ รีบจัดการธุระส่วนตัวอย่างลวกๆแม้แต่ข้าวเช้าก็ยังไม่ทันได้กิน ก็ตรงไปยังริมน้ำทันทีตั้งใจจะไปตามเขากลับมาพักผ่อน
แม้ปากนางจะร้องบอกอยู่ทุกวันว่าต้องขยันหาเงินแต่ในใจของนาง เขานั่นแหละคือคนสำคัญที่สุดนางไม่อยากเห็นเขาต้องลำบากลำบนถึงเพียงนี้เลย