เทพสงครามมังกรเทวะ

    บัลลังก์ราชันที่ใกล้ตาย

    ในขณะที่บัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงกำลังสำแดงพลังของมันอยู่นั้น ภายใต้โครงกระดูกเหล่านั้นเงาปราณสีดำน่าหวาดสะพรึ่งก็ค่อยๆปรากฏออกมาพร้อมยังร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ใช่มันคือเสี่ยววิญญานของพวกอาชูราที่ตายตก ณ ที่แห่งนี้นั่นเอง

     

    "เจ้าบัลลังก์ราชันแห่งความมืดท่านนี้คงจะมีความเก่งกาจหน้าดูถึงได้ทำให้พวกอาชูร่าตายตกมากมายขนาดนี้ได้ ช่างน่าเสียดายที่พวกเขาต้องสระชีพเพื่อปิดผนึกห้วงมิติและดาวดาวแห่งนี้"เฟยหรงบ่นพึมพำส่วนหญิงงามในอ้อมแขนนั้นตอนนี้ดูเหมือนนางจะงุนงงในคำกล่าวของเฟยหรงไม่น้อย เจ้าบัลลังก์แห่งความมืด?? แท้จริงแล้วชายหนุ่มมาที่นี่ก็เพื่อบัลลังก์ราชันอีกหนึ่งบัลลังก์งั้นหรือ เขาคิดจะรวบกลืนทุกบัลลังก์เลยหรือย่างไรกัน

     

    นางมองใบหน้าที่หล่อเหลาของเฟยหรงอย่างเหม่อลอยชายคนนี้คือตัวตนที่วิเศษจริงๆในความคิดของนางเวลานี้ ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไรใบหน้าที่หล่อเหล่าของเขาก็เหมือนจะหลอมละลายจิตใจของนางไปทีละน้อยๆ นี่ยังไม่รวมไปถึงที่เขาช่วยปกป้องนางในขณะที่สลบไปอีก ยิ่งคิดมาถึงตรงนี้หัวใจของนางก็เต้นแรงระรัวจนเฟยหรงยังสังเกตุได้ ชายหนุ่มหันมองมาที่นางพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เป่ยลู่หลินแทบจะไม่ได้อยากมองหน้าเฟยหรงแล้วในเวลานี้เพราะนางอับอายเกินไป

     

    แต่หัวใจไม่รักดีของนางก็ยังคงเต้นแรงอยู่เช่นนั้น เฟยหรงที่ได้เห็นเขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัวให้หญิงสาวพร้อมรอยยิ้มบางๆในหัวพลันคิดไปถึงคำพูดของประมุขแห่งนิกายหยินหยางที่ว่า

     

    'หากจะคาดเดาสตรีจะต้องรู้พื้นฐานนิสัยใจคอของนางเสียก่อน หากเป็นหญิงสาวที่เย็นชาไม่จำเป็นต้องหยอดคำหวานมากเกินไป และให้แสดงความจริงใจด้วยการกระทำ'

     

    เฟยหรงเมื่อเห็นเป่ยลู่หลินเป็นเช่นนี้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ่งเชื่อคำสอนของประมุขนิกายหยินหยางเจียชิงอย่างสุดหัวใจ ทั้งยังเคารพในตัวอีกฝ่ายประดุจผู้เป็นอาจารย์คนหนึ่งอีกด้วย

     

    "เมื่อไรจะลงจากบัลลังก์เจ้าคะ พวกโครงกระดูกถูกเผาไปหมดแล้ว"เป่ยลู่หลินกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางแทบจะไร้ซึ่งความเย็นชา เฟยหรงที่ได้ยินอดไม่ได้ที่จะกล่าวหยอกล้อ "ข้าว่าเราอยู่เช่นนี้อีกสักพักก็ดีเหมือนกันนะ ได้อยู่กับสาวงามเช่นเจ้าข้าไม่ขัดอะไรอยู่แล้ว"

     

    "หึ คงมีหญิงงามติดใจในคำหวานของท่านไม่น้อยน่ะสิ อายุเพียงเท่านี้ถึงกับช่ำชองในด้านการเกี่ยวสตรีแล้ว"นางกล่าวอย่างประชดประชัน เฟยหรงยิ่งกระชักกายของนางเข้ามาใกล้ก่อนที่เขาจะกระซิบข้างหูของนาง "จริงอย่างเจ้าว่า แล้วเมื่อไรหญิงงามบนตักข้าถึงจะติดใจในคำหวานของข้าบ้างละ"

     

    "นี่ท่าน!!"หญิงสาวใบหน้าแดงกล่ำ เฟยหรงที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ขำขันออกมา "ฮ่าๆๆไม่แกล้งเข้าแล้ว ไปกันเถอะ"

     

    เขาลุกขึ้นจากบัลลังก์ราชันมุงกฏเปลวเพลิงหายไปจากบนศรีษะพร้อมกับบัลลังก์ที่หายไป และลอยลงมายังพื้นดิน เป่ยลู่หลินที่เห็นจังหวะนางจึงดิ้นรนจนในที่สุดก็ออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่มได้ในที่สุด และทำท่าที่เหมือนต้องระวังตัวจากเฟยหรงตลอดเวลาจนเฟยหรงอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆออกมา สำหรับเขาแล้วการได้กลั่นแกล้งให้หญิงสาวที่เย็นชาร้อนรนได้ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

     

    ทั้งสองเริ่มเดินทางกันอีกครั้ง ชายหนุ่มกวาดสายตาไปทั่วพอนึกถึงโครงกระดูกเหล่านั้นที่ตนเผาไปในใจอดเสียดายไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะโครงกระดูกเหล่านั้นถูกไอปราณอาฆาตของพวกอาชูร่ากัดกล่อนเขาคิดว่าจะต้องนำมันออกไปเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการสร้างร่างคืนชีพให้กับกู่เทียนหลงอย่างแน่นอน

     

    หลังจากที่เดินมาสักพักเฟยหรงและเป่ยลู่หลินเดินทางมาถึงยังจุดสุดท้ายของวิหารเทพมาร ในเวลานี้บัลลังก์ราชันสีดำสนิทที่มีลวดลายคล้ายกับหมาป่าได้ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของชายหนุ่มพร้อมกับชายที่นั่งทำท่าทีเบื่อหน่ายด้านบนบัลลังก์

     

    "ในที่สุดก็มีคนเข้ามาได้เสียที หืม!! ผู้สืบทอดของอัสนีและเปลวเพลิงหรือ!!!"ชายคนนั้นกล่าวขึ้นก่อนที่ตัวเองจะลุกพรวดในที่สุดใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ

     

    "ขอรับ ข้าเป็นผู้ถือครองบัลลังก์ราชันแห่งอัสนีและเปลวเพลิง"เฟยหรงผสานมือคาราวะพร้อมกล่าว ชายหนุ่มที่อยุ่บนบัลลังก์เหมือนดังกำลังพิจารณาชายหนุ่มไม่ได้สนใจเป่ยลู่หลินเลยแม้แต่น้อย

     

    "ตัวเจ้ามีความลับมากมาย ทั้งของที่ติดมากับวิญญานของเจ้าทั้งกายและเส้นลมปราณแห่งพระเจ้าของหมู่มวลมังกร สมแล้วที่ถือครองบัลลังก์ราชันได้หลายชิ้น"ชายหนุ่มกล่าวเฟยหรงรีบหันหน้ามามองที่เขาโดยพลันใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

     

    "ท่านรู้!!"

     

    "ฮ่าๆๆแน่นอนข้าย่อมรู้ดี ข้าถึงจะเห็นแบบนี้แต่ข้าก็ถือครองบัลลังก์มาถึงสองรุ่นด้วยกัน และยังเป็นผู้ถือครองบัลลังก์ราชันที่เก่าแก่ที่สุดอีกด้วย"ชายหนุ่มกล่าวโอ้อวด เฟยหรงที่ได้ยินถึงกับดวงตาเบิกกว้าง สองรุ่น?คำนี้แม้เหมือนจะเล็กน้อยแต่มันไม่เล้กน้อยอย่างที่คิดหนึ่งรุ่นนั้นอยู่เกือบสิบล้านปีการที่ชายหนุ่มกล่าวอ้างว่าตนอยู่มาถึงสองรุ่นนั้นแสดงให้เห็นว่าเขามีคุณสมบัติมากจริงๆ

     

    "เจ้าหนูตกใจละสิ ผู้ถือครองบัลลังก์แห่งความมืดนั้นมีหน้าที่แตกต่างจากบัลลังก์อื่นมากนัก เพราะจะต้องคอยเฝ้าผนึกพลังปราณอาฆาตของพวกอาชูร่าและดูดกลืนพวกมันเข้ามาไว้ในบัลลังก์ราชันเพื่อไม่ให้มันมีมากจนเกินไป แม้จะดูเหมือนเป็นหน้าที่ๆเรียบง่ายแต่ก็สำคัญมากเลยทีเดียว และดูเหมือนว่าพลังชีวิตของข้าและบัลลังก์ราชันแห่งความมืดจะโดนกัดกล่อนจนแทบหมดพลัง ดังนั้นข้าจึงใช้พลังผนึกมันเอาไว้พร้อมกับปราณอาฆาตของพวกอาชูร่า ณ วิหารแห่งนี้และได้ตายลง"

     

    "ดังนั้นเจ้าหนูหากเจ้าจะสืบทอดพลังของบัลลังก์ราชันแห่งความมืดนี้เจ้าจะต้องรับหน้าที่นี้ไปโดยไม่อาจขัดขืนได้ ทั้งยังต้องหาวิธีในการฟื้นคืนพลังให้กับบัลลังก์ราชันนี้อีกด้วย เรียกได้ว่ามันช่างได้ไม่คุ้นเสีย ในเมื่อเป็นแบบนี้เจ้าจะรับได้หรือไม่"เจ้าบัลลังก์ราชันแห่งความมืดมิดกล่าว

     

    "ทำหน้าที่? ฟื้นคืนพลัง? ในเมื่อท่านรับรู้ถึงความลับในกายข้าในต้องกล่าวเช่นนี้ หน้าที่อะไรนั่นข้าจะทำให้มันหายไปเดี๋ยวนี้เลยก็ย่อมได้ ส่วนบัลลังก์ราชันแห่งความมืดข้าจะรับไว้ ข้าไม่เชื่อว่าส่วนหนึ่งของพลังแห่งพระเจ้าจะพ่ายแพ้แก่พวกอาชูร่า!!"เฟยหรงว่ากล่าว หอคอยเทพมังกรของเขาเปล่งประกายเจิดจ้าและมาปรากฏด้านหลังของชายหนุ่ม ทันใดนั้นร่างเงาของวิหคเพลิงและมังกรสายฟ้าก็ปรากฏอยู่ด้านข้าง

     

    พวกมันกู่ร้องคำรามและพวยพุ่งเข้าไปหาร่างเงาอาฆาตพร้อมทั้งกัดกินประดุจอาหารอันโอชะ ส่วนทางด้านบัลลังก์ราชันนั้นโซตรวนสีทองของหอคอยเทพมังกรพวกพุ่งและดึงมันเข้ามาด้านในหอคอยโดยพลัน เนื่องจากมันคือบัลลังก์ราชันที่ใกล้จะตาลแล้วดังนั้นจึงไม่มีการขัดขืนแต่อย่างใด บัลลังก์ราชันแห่งความมืดกลับกลายเป็นหมาป่าตัวใหญ่นอนหลับไหลอยู่ด้านในวิหารเทพมังกร

     

    "ฮ่าๆๆใช้กำลังเอาไปดื้อๆเลยหรือ นี่คือหนทางที่แตกต่างสินะ พวกเราผู้ถือครองบัลลังก์ให้ความสำคัญกับหน้าที่ๆได้รับมอบหมายมาโดยตลอดโดยไม่คิดถึงหนทางที่แตกต่าง โดนเหมือนว่าข้าจะล้าหลังเกินไปเสียแล้ว"ผู้ถือครองบัลลังแห่งความมืดคนก่อนหัวเราะอย่างขบขัน และไม่คาดคิดถึงคำตอบของเฟยหรง ส่วนทางด้านเฟยหรงนั้นเขาไม่ได้เลิกที่จะแบกรับหน้าที่ของผู้ถือครองบัลลังก์ราชันแห่งความมืดแต่เลือกที่จะทำลายบ่วงนั้นให้มหมดสิ้น เมื่อหอคอยเทพมังกรผสานพลังกับบัลลังก์ราชันกะอีค่าปราณอาฆาตจะมีค่าใดให้พูดถึงกัน

     

     

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน