เหล่าศิษย์ที่เข้าการทดสอบในวิชาประดิษฐ์และเครื่องกลนี้ต่างเร่งรีบบทำำสิ่งที่ตนประดิษฐ์ขึ้นมาให้ทันก่อนที่อาจารย์สือซันจะบอกหมดเวลา จุดที่ปู้มั่วเสวียนกับปู้เฉินต่งช่วยกันทำสิ่งประดิษฐ์เป็จุดที่ไม่โดดเด่นนั้น เพราะปู้เฉินต่งเลิกจุดนี้จะได้ไม่เป็ที่สนใจของผู้คน เวลาเขาประดิษฐ์ของเขาจะทำอย่างตั้งใจแต่เมื่อสมาธิหลุดหันไปมองคนรอบกายก็จะทำต่อไปไม่ถูกทันที แต่เมื่อเห็นปู้มั่วเสวียนยืนอยู่ข้างเขาทั้งยังทำอย่างไม่สนใจผู้คนเขา เขาก็รู้สึกว่ายามนี้มันไม่ได้น่ากลัวเกินไป
"เ้าทึ่มเอ๊ย มองอะไรกัน หยิบตัวเชื่อมมาเพิ่มมาได้แล้ว "
ปู้มั่วเสวียนกล่าวออกไปอย่างหัวเสีย เวลาก็เหลือน้อยยิ่ง เ้าหนูนี่ก็ยังจะไปยืนเหม่อลอยมองงานคนอื่น ช่างไม่ดูเวลาล่ำเวลาเสียเลย งานนี้มันต้องใช้ความไวและสมาธิด้วย
ปู้เฉินต่งได้ยินปู้มั่วเสวียนกล่าวเช่นนี้ก็ใรีบเดินไปหยิบตัวเชื่อมมาเพิ่มอย่างไว กลัวนางจะไม่พอใจเสียแล้ว เขานำมันมายื่นให้ปู้มั่วเสวียนแบบกล้าๆกลัวๆยิ่ง เวลานี้พี่สาวผู้นี้ดันตั้งอกตั้งใจยิ่ง ไม่กล้าสร้างความลำบากใจให้นางแม้แต่น้อย ส่วนตนก็รีบไปเชื่อมต่อทันที
ผู้คนที่อยู่ใกล้สองพี่น้องก็เริ่มหันมามองด้วยความสนใจว่าสิ่งที่ทั้งสองประดิษฐ์นี่มันคืออะไร เพราะดูไม่ออก ยิ่งดูก็ยิ่งอยากรู้ว่ามันใช้อย่างไร เลยเบนความสนใจมาสนใจสองพี่น้องคู่นี้แทน
"เ้าว่า มันคืออะไร"
"ข้าว่ามันน่าจะเป็ของเล่นเด็กกระมัง"
"ของเล่นอะไรดูใหญ่เพียงนี้ ทั้งมีไม้ไผ่ต่อเรียงกันแนวนอนแล้วพวกเขาก็ยังเชื่อมกันทีละขั้นอีก "
"ใช่ๆ เหมือน้าสุดของไม้ไผ่จะมีกลไกด้วยหรือไม่ ช่างแปลกตายิ่งนัก "
เสียงคุยกันของคนรอบข้างทำให้ปู้มั่วเสวียนเริ่มเชื่อแล้วว่าไม่มีใครมองเ้าสิ่งนี้ออกจริงๆด้วย นางดันไปเอ่ยทักเ้าหนูนี่ก็คงทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย ก็ในยุคของนางเ้าสิ่งนี้มันคือฉากกั้นหน้าต่างอย่างไร สมัยนี้มีสิถึงแปลก เ้าหนูนี่มีความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อย
ปู้มั่วเสวียนคิดได้ดังนี้ก็ละสายตาจากงานตรงหน้าไปมองหน้าปู้เฉินต่ง และเขาก็หันมาพบเจอกับนางพอดี ทั้งยังเห็นนางยิ้มให้เขาน้อยๆเสียด้วย
"มะ..มีอะไรหรือ"
เพียงแค่รู้สึกว่าเ้าก็เก่งไม่ใช่น้อย
"เอ่อ..มะ..ข้า..."
ปู้เฉินต่งได้ยินก็รู้สึกใที่มีคนชมเขาว่าเก่งทั้งคนที่ชมยังเป็พี่สาวของเขาเสียอีก แม้จะอยากปฏิเสธ แต่ปากก็พันกันไปหมด เพราะเขาดีใจที่ปู้มั่วเสวียนชมเขา ใบหน้าของเขาจึงแดงขึ้นมาน้อยๆเสียแล้ว
"ไม่ต้องตอบข้า แค่รับรู้ว่าข้าชื่นชมเ้าก็พอ มีน้องชายที่ฉลาดและเก่งเช่นเ้าข้าก็ยินดีไม่น้อย"
ปู้เฉินต่งยามนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดเขารู้สึกว่าการได้รับการยอมรับเช่นนี้จากผู้อื่นทำให้เขารู้สึกดีเพียงนี้ ตลอดชีวิตมานี่ไม่มีใครชมเขาเลย ไม่มีใครมองเห็นความสามารถของเขา อาจจะเป็เพราะเขาไม่กล้าแสดงมันออกไปให้ผู้คนได้เห็น ยิ่งหากแสดงออกไปให้ฮูหยินรองเห็นนางจะมากลั่นแกล้งเขากับมารดาและด้วยนิสัยของเขาเป็คนเงียบๆจึงมักไม่มีคนมองเขาออก
เวลานี้ปู้มั่วเสวียนผู้เป็พี่สาวของเขายามนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวบนโลกใบนี้ขึ้นมาวันหนึ่งก็ยังดี
"ขอบคุณ"
ปู้เฉินต่งเอ่ยออกไปแล้วก็ก้มหน้าทำงานของตน
ผู้คนรอบข้างทั้งสองเริ่มมากขึ้น ทั้งยังลุ้นไปกับทั้งคู่ด้วยว่าจะทำทันหรือไม่จนอาจารย์สือซันเห็นมีคนไปมุงบริเวณนั้นอย่างผิดสังเกต จึงลองมองไปดูสักหน่อย เมื่อเห็นแล้วก็หันมองดูนาฬิกาทรายที่ไหลช้าๆบนโต๊ะ เหลือทราย้าน้อยลงทุกที
ปู้ปัวเยียนที่เห็นปู้เฉินต่งกับปู้มั่วเสวียนคิดจะเข้ามาเรียนวิชาประดิษฐ์ด้วยก็ไม่พอใจยิ่ง คนโง่เขลาจะเข้ามาเรียนวิชานี้เพื่อสิ่งใดกัน เห็นดังนั้นจึงจ้องมองไปที่นาฬิกาทราย ไหลช้ายิ่งนัก
"อาจารย์สือซันขอรับ นาฬิกาทรายใกล้บอกเวลาที่จะหมดลงแล้ว ยามนี้สมควรวางมือแล้วหรือไม่ขอรับ"
ปู้ปัวเยียนเอ่ยออกมาท่ามกลางสายตาผู้คนที่มองไปยังนาฬิกาทรายเช่นกัน ผู้คนก็หันไปมองหน้าอาจารย์ทันที อาจารย์สือปาทำเพียงจับเคราของตนนั่งอยู่ที่เดิม
เสียงซุบซิบของศิษย์ทั้งหลายก็พูดคุยกันไม่หยุดว่าสมควรแก่เวลาแล้วหรือไม่ เ้านาฬิกาทรายก็ดูจะไหลช้าลงจริงๆ ที่พวกเขารู้สึกเช่นนี้เป็เพราะก่อนหน้านี้สิ่งประดิษฐ์ของตนยังไม่เสร็จเลยมองว่านาฬิกาไหลปกติหรืออาจจะไหลเร็วยิ่งแต่เมื่อทำสิ่งประดิษฐ์ของตนเสร็จแล้วก็เลยมองว่านาฬิกาทรายไหลช้าไปแล้ว
"นาฬิกาทรายยังคงไหลอยู่จนกว่าจะหมดครึ่งบน เวลาก็เช่นเดียวกัน กติกาคือกติกา ยังจะมาแย้งสิ่งใดอีก "
เสียงของอาจารย์สือซันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงรำคาญเล็กน้อย ทำให้ทั่วทั้งบริเวณเงียบไปทันที บางคนที่ได้ยินว่านาฬิกาทรายจะไหลหมดแล้วตนทำไม่ทันก็ถอดใจปล่อยมือกลางทางเสียแบบนั้น บางคนก็สติกระเจิงมือไม้พันกันทำให้ของที่ประดิษฐ์เสียหาย ความวุ่นวายใจเหล่านี้เกิดขึ้นก็คนที่ทำช้าไม่เว้นแม้แต่ปู้เฉินต่ง แต่เมื่อรู้สึกเช่นนี้ทีไรก็จะหันมองไปที่พี่สาวของเขา รู้สึกว่าอยากสงบนิ่งให้เหมือนนางยิ่งนัก มองพี่สาวแล้วทำให้เขารู้สึกสงบ รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมันจะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่เป็ไร เพียงแค่ทำออกมาให้สมกับที่พี่สาวชมเขาก็พอแล้ว
"เสร็จแล้ว!"
"หมดเวลา!"
ผู้ช่วยของอาจารย์สือซันเอ่ยขึ้นเสียงดังลั่น ทำให้ผู้คนที่ลุ้นไปกับสองพี่น้องใไปตามๆกัน
ปู้มั่วเสวียนเดินไปตบไหล่น้องชายแล้วกล่าวกับเขาสักหน่อย
"รักษาเวลาได้ดี "
"ขอรับ"
ปู้เฉินต่งยิ้มกว้างตอบพี่สาวขอตน เขาดีใจยิ่งที่เขาทำเสร็จ ไม่สิ เขาและพี่มั่วเสวียนทำเสร็จทันเวลา
ปู้มั่วเสวียนและเฉินต่งนำสิ่งประดิษฐ์ของตนไปวางไว้บนแท่น
อาจารย์สือซันและผู้ช่วยมองดูสิ่งประดิษฐ์ของศิษย์ต่างลงความเห็นกันว่าใครสมควรผ่านเรียนวิชาของเขา ของที่อยู่บนแท่นไม่เพียงมีของศิษย์ที่ทดสอบ ยังมีของศิษย์รุ่นก่อนหน้าวางไว้ให้ได้รับชมเป็แรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นหลังดูด้วย หนึ่งในนั้นคือหูชิงไคที่ดูจะชื่นชมยิ่ง
เมื่ออาจารย์สือซันเดินมาตรวจสิ่งประดิษฐ์ของสองพี่น้องสกุลปู้ ก็หยุดมองพิจารณาอย่างไม่อาจก้าวข้ามไปได้
"ฉากกั้น?"
"ขอรับ "
ปู้เฉินต่งดีใจยิ่งที่อาจารย์ก็ดูออกว่าสิ่งนี้คืออะไรจนเขารีบตอบออกไปทันที
"แล้ว้านั้นเ้าสามารถอธิบายให้ข้าฟังได้หรือไม่ ว่าสร้างว้ทำไมกัน"
"เชิญอาจารย์รับชม"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกไปแล้วให้ปู้เฉินต่งขึ้นไปบนแท่นสาธิตวิธีการใช้งานของมัน
ปู้เฉินต่งในใจก็ไม่กล้าแต่พอพี่สาวมองมายังเขาด้วยสายตากดดันจึงต้องขึ้นไป
"สิ่งนี้เป็ฉากกั้น กั้นหน้าต่างหรือกั้นห้อง หรือกั้นสิ่งใดก็ได้ แต่ที่พิเศษคือมีกลไกอยู่้าใช้สำหรับสิ่งนี้ขอรับ"
ปู้เฉินต่งจับเชื่อที่อยู่ด้านข้างของฉากกั้นแล้วดึงมันลงมาทำให้ฉากกั้นที่แผ่อยู่เมื่อครู่ม้วนกลับขึ้นไปเก็บคล้ายหายไปในพริบตาเดียว หลังจากนั้นเขาก็นำเชื่อนั้นไปเกี่ยวกับตะขอด้านข้างฉากกั้นทำให้มันเปิดอยู่แบบนั้น หากจะให้มันลงมาก็เพียงนำเชือกนั้นออกจากตะขอเท่านั้น
"ไม่เลว!"
อาจารย์สือซันเอ่ยชมปู้เฉินต่งด้วยสายตาชื่นชมจริงๆ เ้าเด็กนี้มีแวว หลังจากเห็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ผู้คนก็รู้สึกว่าเป็สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และตอบโจทย์ของอาจารย์สือซันที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันเสียด้วย
ปู้เฉินต่งรับคำชมของอาจารย์ก็รีบวิ่งลงไปหาพี่สาวของตนทันที ยามนี้เขาเขินนัก รีบไปหาที่ซ่อนสักหน่อย
"ข้าบอกแล้วว่าเ้าเก่ง"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกไปเช่นนี้ก็เพราะปู้เฉินต่งวิ่งมายืนข้างหลังนางเสียอย่างนั้น ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆแล้วมาแอบหลังนางจะมิดได้ขนาดไหนเชียวแต่ปู้มั่วเสวียนก็ตัวใหญ่กว่าสตรีทั่วไปจริงๆ ดูแล้วอาจจะสูงได้อีกด้วย ก็ดียิ่งนางจะได้มีร่างกายที่เหมาะกับการออกกำลัง