ตอนที่ 78
ข้อเสนอของหยุนซินถง
ชัยชนะของหานเฟิงเป็นปริศนา ที่พาให้ผู้คนต่างก็อยากจะรู้คำตอบ ส่วนที่ว่า ผลลัพท์ของการหลบหนีบนข่ายเวทย์ ที่สุดท้ายแล้วจะเป็นเช่นไร ผู้คนก็ไม่คล้ายจะให้ความสนใจแล้ว พิธีกรเองก็เช่นกัน ยามนี้รีบปรับเปลี่ยนภาพ ไปยังสถานที่ของการปะทะกันของกิ้งก่ากัมปนาทกับหานเฟิง
หากภาพที่เห็นต้องพาให้ผู้ชมสูดหายใจเข้าอย่างตระหนก เพราะผืนป่ากลับกลายดำไหม้ ผืนดินเป็นหลุมเป็นบ่อ มองเห็นซากขนาดใหญ่ที่ดำเป็นตอตะโก จึงต่างก็เข้าใจว่า ซากร่างนั้นเป็นของกิ้งก่ากัมปนาท หากกิ้งก่ากัมปนาทเป็นธาตุอัคคี แต่กลับถูกอัคคีแผดเผาจนตาย นี่กลับกลายเป็นเรื่องราวที่พาให้ผู้คนขบคิดขึ้นมาได้ต้องตื่นตระหนก จึงต่างก็พากันเหลียวหน้ามองดูชายหนุ่มผู้มีชัยเหนือกิ้งก่า หากชายหนุ่มที่บัดนี้ก็หลับตาพริ้ม สภาพของมันดูปกติทุกประการ ไม่คล้ายว่าพึ่งจะผ่านการต่อสู้รุนแรงมาแต่อย่างใด
“ เจ้าหนุ่มนั่นเผาเจ้ากิ้งก่าได้จริงๆ?...”
“ นี่ไม่ตลกแล้ว อัคคีแบบใดจึงเผากิ้งก่าธาตุอัคคีได้ ทั้งเห็นชัดว่าเจ้าหนุ่มนั่นมีความสำเร็จเพียงขอบเขตปราณปฐพีขั้นสิบ แต่กับกิ้งก่ากัมปนาท…”
“ ย่อมต้องมีวิธี อาจเป็นเครื่องรางอาคม...”
“ มีชัยเหนือคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าเช่นนี้ มีแต่ต้องใช้เครื่องรางอาคมเป็นแน่แล้ว…”
“ ต้องเป็นเครื่องรางอาคมระดับสูงเป็นแน่ ไหนเลยที่ขอบเขตความสำเร็จเช่นมันจะสังหารกิ้งก่ากัมปนาทระดับปราณนภาขั้นปลายได้”
“ หากเสียดายยิ่งที่ไม่ได้รับชมข้อเท็จจริงกับตา”
ผู้คนพากันบ่นอุบ ที่ไม่อาจรับชมการต่อสู้ที่สามารถสร้างความเสียหายต่อพื้นที่ได้มากมายถึงเพียงนั้น ซึ่งพิธีกรเองก็จนปัญญา ภาพที่รับชมมีเพียงภาพสด หาใช่การบันทึกเหตุการณ์ สุดท้าย จึงได้แต่ติดตามรับชมผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ต่อไป หากจะมีก็แต่กลุ่มคนรอบกายของหานเฟิง ที่สามารถเค้นถามความจริงจากมันได้
“ เจ้าทำเช่นไรจึงสามารถล้มสัตว์ประหลาดเช่นนั้นลง”
ผู้กล่าวเป็นหลี่หานซาน บิดาผู้นี้อย่างไรก็ไม่คิดว่าบุตรชายตนจะมีความสามารถถึงเพียงนั้น
“ ย่อมโค่นมันลงด้วยความสามารถของลูกอยู่แล้ว”
“ โค่นด้วยความสามารถของเจ้า อย่าได้ล้อแม่เล่นแล้ว แม่เห็นเจ้าใช้ท่าร่างประหลาดแวบไปแวบมา ไม่เห็นว่าเจ้าจะสามารถต่อกรอันใด”
“ โอ้!! ที่แท้พวกทันก็เห็นข้าสู้?...”
หานเฟิงกล่าวอย่างแปลกใจ ก่อนนี้มันยังเข้าใจว่าทุกคนล้วนไม่พบเห็นการต่อสู้ของมัน
“ ทุกคนล้วนเห็น หากเห็นเพียงเจ้าแวบไปแวบมาอยู่เป็นนาน พิธีกรจึงหันไปรับชมผู้อื่นแทน จึงต่างก็มิได้เห็นฉากการประหารกิ้งก่ากัมปนาทของเจ้า”
หานเฟิงฟังคำก็รู้สึกว่าโล่งอก นึกว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตนจะแง้มพลายออกมาให้คนที่ตนไม่ต้องการให้พบเห็น ได้เห็นเข้าเสียแล้ว ซึ่งคนที่ว่า ก็คือรัชทายาทแห่งอาณาจักรนภาทมิฬ เยี่ยหยุนเฟย ซึ่งมันที่ก่อนนี้ก็มิได้ระแวดระวังอันใดกับคนผู้นี้ ตนมีแค้น สักวันต้องคิดบัญชีแค้น หากเพราะคำเตือนของเสวี่ยเอ๋อร์ มันจึงไม่ตัดสินใจแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาให้ชมดู ซึ่งก่อนนี้ การที่มันเอาแต่เลี่ยงหลบเจ้ากิ้งก่าอยู่เป็นนาน ก็เพราะเกรงว่าตนจะถูกผู้คนจับตามองอยู่ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ตนจึงคิดถ่วงเวลาให้ผ่านไป กระทั่งปริดชีพในกระบวนท่าเดียวในเวลาต่อมา
“ ไม่มีผู้ใดพบเห็นก็ดีแล้ว ยังคงรอลูกเผยออกมาในการแข่งขันคราต่อๆไป”
จากนั้น เวลาก็ล่วงผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง ก็ได้ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมาที่เวที ที่ปรากฏ เป็นหลงจิ้งหยาง มันที่ยื่นส่งเกล็ดมรกตให้กับพิธีกร ก่อนจะกลับเข้าไปนั่งยังที่พักของตน หากมิทันไร แสงสว่างก็วาบขึ้นมาอีกครา กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดขาวล้ายริ้วเมฆ ที่สภาพร่างสะบักสบอบ เป็นชายหนุ่มที่หนีการตามล่าของผู้เข้าแข่งขันอาณาจักรนภาทมิฬผู้นั้น หากสุดท้ายเป็นมันสลัดหลุด เหินทะยานสู่ยอดเขา จำต้องทิ้งสหายเข้าสู่ค่ายกลมาเพียงลำพัง
มันที่มาถึงก็ยื่นส่งเกล็ดมรกตให้กับพิธีกร ก่อนจะเดินเข้าสู่ที่พักฝั่งตน เห็นมันกล่าวคำต่อตงฟางเยว่ด้วยสีหน้าท่าทีที่ไม่ค่อยสบายใจ คงเป็นรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งสหายให้ต้องต่อสู้ ขณะที่ตนผ่านเข้ามาเพียงแค่ผู้เดียว
เวลายังคงล่วงผ่านไป ภาพการต่อสู้ที่ฉายออกมาทางข่ายเวทย์ยิ่งมาก็ยิ่งดุเดือด เกล็ดมรกตก็คล้ายว่าจะถูกรวบรวมมาจากสัตว์อสูรจนครบแล้ว หากยังคงกระจายกันอยู่ตามกลุ่มต่างๆ จึงจำต้องต่อสู้แย้งชิงกัน เพื่อสิทธิ์ในการเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของฝ่ายตน
สู้กันอยู่นาน ก็เป็นสี่แดนผู้พิทักษ์ที่มีขุมกำลังอำนาจเหนือกว่าแย้งชิงมาได้ครบก่อน จึงพากันทยอยเข้าสู่ค่ายกลเคลื่อนย้าย กลับมาพร้อมกับเกล็ดมรกตกันครบทุกคน
สี่แดนผู้พิทักษ์ช่วงชิงไปสิบหกที่ หานเฟิงหนึ่งที่ หลงจิ้งหยางหนึ่งที่ และชายหนุ่มจากอาณาจักรเมฆครามผู้นั้น ที่ภายหลังทราบชื่อว่า ถังซาน ก็ได้มาอีกหนึ่งที่ ยามนี้จึงเหลืออีกเพียงสิบสามที่ ที่จะให้คนทั้งหมดแย้งชิงกัน
การต่อสู้หลังจากที่สี่แดนผู้พิทักษ์รามือกลับไปแล้วยิ่งกลายเป็นดุเดือด พาให้ผู้คนชมดูยังตื่นเต้น พิธีกรที่บรรยายก็มิได้หยุดปาก ท้ายสุด เมื่อกลุ่มคนตระหนักว่าไม่อาจสู้ต่อไปเช่นนี้ได้ ก็พยายามที่จะส่งมือดีของตนนำเอาเกล็ดมรกตเข้าสู่ค่ายกล ส่วนที่เหลือก็ช่วยกันสกัดขัดขวาง จึงกลายเป็นการต่อสู้ชุนมุนชุนกันอีกคำรบที่บริเวณยอดเขา
ท้ายสุด ก็มีผู้ที่สามารถถือเกล็ดมรกกตทยอยกันล่วงผ่านเข้ามาจนครบทั้งสามสิบสองคน ก่อนที่คนที่เหลือจะตามสมทบกันกลับออกมา
เมื่อการประลองสิ้นสุดลง ภาพบนข่ายเวทย์ก็แปรเปลี่ยนเป็นตารางรายชื่อ มองเห็นสามสิบสองรายชื่อที่ปรากฏสัญลักษณ์รูปเกล็ดมรกตอยู่ด้านหน้า บนเกล็ดมรกตเห็นเป็นตัวเลขหนึ่งถึงสามสิบสอง ซึ่งหานเฟิงก็มองเห็นเลขสามสิบสองบนเกล็ดมรกตที่อยู่หน้าชื่อของตัวเอง
“ ตัวเลขหมายถึงอะไร?”
ซวงเอ๋อร์ที่ข้างกายกล่าวถามขึ้นอย่างสงสัย
“ คงเป็นลำดับอะไรสักอย่างกระมัง” หานเฟิงตอบอย่างขอไปที
“ พี่ใหญ่ออกมาเป็นคนแรก ไฉนจึงเป็นลำดับสุดท้าย?”
“ เป็นตัวเลขที่สลักอยู่บนเกล็ดมรกต ที่ข้าได้นำส่งให้กับพิธีกรผู้นั้นไป”
ซวงเอ๋อร์พยักหน้ารับ สายตาจับจ้องบนข่ายเวทย์ด้วยความสงสัยใคร่รู้ ก่อนที่เสียงกล่าวของพิธีกรประจำการแข่งขันจะดังขึ้นสืบมา
“ ก็จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับการแข่งขันในรอบแรก ซึ่งก็ได้ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเป็นจำนวนทั้งสิ้นสามสิบสองคน…”
“ โดยจะเห็นว่า สามสิบสองคนที่กล่าวถึง จะมีสัญลักษณ์รูปเกล็ดมรกตที่สลักด้วยตัวเลขนำหน้าชื่อ หลายคนเห็นตัวเลขแล้วก็คงบังเกิดความสงสัย ว่าตัวเลขมาได้อย่างไร ตัวเลขหมายถึงอันใด เรามาไขความสงสัยที่ว่ากัน…”
สิ้นคำ ภาพของตารางรายชื่อก็กลับกลายเป็นตารางการแข่งขันแบบประกบคู่ ซึ่งมองเห็นเป็นสี่กลุ่มใหญ่ที่มีสายระโยงระยางไปมา จึงนับเป็นกลุ่มละแปดคน ก็คือมีสี่คู่การประลอง ซึ่งรายชื่อของผู้ประลองก็ต่อท้ายตัวเลข เห็นเป็นหนึ่งถึงสามสิบสอง โดยที่หนึ่งจับคู่กับสอง สามจับคู่กับสี่ ไล่ไปจนกระทั่งสามสิบเอ็ดจับคู่กับสามสิบสองในกลุ่มสุดท้าย
“ ทุกท่านคงเห็นตารางการแข่งขันในรอบที่สองของเรากันแล้ว ซึ่งจะเป็นการประกบคู่ต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ไล่เลียงไปตามลำดับตัวเลขที่อยู่ในสัญลักษณ์รูปเกล็ดมรกต ซึ่งที่มาของตัวเลข ก็มาจากเกล็ดมรกตที่ผู้ผ่านการแข่งขันนำส่งมา…”
“ ดังนั้นแล้ว เรื่องการประกบคู่แข่งขัน ทางผู้จัดเรานับว่าไม่มีความไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด”
“ โดยที่การแข่งขันของเรา จะประกบคู่ต่อสู้กัน แพ้ตกรอบ ชนะได้ไปต่อ จนกระทั่งกลายเป็นตัวแทนกลุ่มเข้าต่อสู้ในรอบสี่คนสุดท้าย…”
พิธีกรกล่าวอธิบาย ส่วนผู้เข้าแข่งขันก็ตรวจสอบดูว่า ตัวเองหรือสหายเป็นต้องประกบคู่แข่งขันในรอบแรกนี้กับใคร
“ คู่ต่อสู้ของพี่ใหญ่นามว่าจี้หมิง เป็นคนของอาณาจักรนภาทมิฬ”
หานเฟิงพยักหน้ารับ มันย่อมเห็นว่าคู่ต่อสู้ในรอบแรกของตนเป็นใคร หากได้อาณาจักรนภาทมิฬ นี้จึงคล้ายว่าสวรรค์เป็นใจก็มิปาน ตนที่เป็นผู้ร้ายของอาณาจักรนภาทมิฬ มีประกาศจับทนโท่ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ตนปรากฏตัว พวกมันก็คงจดจำกันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากมิรู้ว่ายามนั้นกระทำสีหน้ากันเช่นไรกัน ยิ่งโดยเฉพาะเยี่ยหยุนเฟย ที่พบว่ามันรอดตายจากเม็ดยาเพลิงกระสันนั่นมาได้ หานเฟิงขบคิดไปก็อยากที่จะเห็นสีหน้าตอนนั้นของมันจริงๆ
“ การแข่งขันในรอบที่สองนี้จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ส่วนการแข่งขันในวันนี้ก็ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมมาเป็นสักขีพยานการแข่งขันในวันนี้ พบกันใหม่ในอีกสามวันข้างหน้า วันนี้ข้าน้อยของตัวลาไปก่อน แล้วพบกัน...”
ยามค่ำ กลุ่มตัวแทนและผู้เข้าแข่งขันต่างก็พักผ่อน โดยเฉพาะบรรดาผู้เข้าแข่งขันที่วันนี้ต้องผ่านการต่อสู้มาอย่างหนัก หลายคนจึงถึงกับหมดแรงหลับผลอยไป ส่วนหานเฟิงที่วันนี้ได้รับชัยชนะอย่างปริศนา ก็พลันต้องถูกบิดามารดาและสหายรุมเร้า พากันซักถามว่าแท้จริงทำเช่นไร จึงสามารถมีชัยเหนือสัตว์อสูรที่กล้าแกร่งกว่าตนเอง
กว่าที่หานเฟิงจะผ่านค่ำคืนแห่งความวุ่นวายไปได้ก็ดึกดื่น มันออกไปนอกตำหนักที่พัก นั่งอยู่ในสวนจำลอง แหงนหน้ามองจันทร์สกาวกลางฟ้า ไม่นาน เงาร่างหนึ่งก็เยื้องกรายลงมา เป็นเงาร่างของชายชราในชุดคราม
“ ผู้เยาว์คารวะผู้อาวุโสหลงซุน”
ผู้มาย่อมเป็นหลงซุน
“ ดึกดื่นแล้วยังไม่หลับไม่นอนอีกรึ?”
“ ยังคงไม่ง่วงเท่าไรนัก”
“ มีเรื่องอะไรให้ลำบากใจหรือไม่?”
“ มีเพียงเรื่องที่มาถึงก็คืนที่สองแล้ว หากองค์หญิงเทพธิดาท่านกลับไม่เรียกตัวเข้าพบเสียที”
“ ฮาๆ ๆ เรื่องนั้นคงต้องรอการแข่งขันจบแล้วจริงๆ”
“ ว่าแต่ วันนี้ที่ผู้อาวุโสรุดมาด้วยตัวเอง ใช่มีธุระอะไรหรือไม่?”
“ เพียงแวะมาดู เห็นเจ้าคงอยู่จึงเข้ามาทักทาย”
หานเฟิงพยักหน้ารับ
“ อื่ม ยังมีเรื่องต้องบอกกล่าวต่อเจ้าล่วงหน้า ว่าค่ำคืนของวันพรุ่งนี้จะมีจัดงานเลี้ยง เชิญชวนพวกเจ้าทุกคนไปร่วม”
“ เรื่องเพียงเท่านี้ยังคงมิต้องรบกวนผู้อาวุโสมาบอกกล่าวด้วยตัวเอง”
“ ฮาๆ ๆ ยังคงเว้นให้เจ้าสักคน แต่อย่างไรเสีย พรุ่งนี้เช้าก็คงมีคนมาแจ้งข่าวอยู่ดี”
ค่ำคืนผ่านพ้น เช้าวันรุ่งมีคนมาแจ้งข่าว ยามค่ำก็รวมตัวกันไปร่วมงาน แต่จะกล่าวไป ก็น่าแปลก งานเลี้ยงต้อนรับควรจัดตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเริ่มแข่งขัน แต่นี้คล้ายว่าจะผ่านไปเกือบครึ่งทางแล้ว งานเลี้ยงกลับเพิ่งจะเริ่มขึ้นมา ใช่เป็นทางราชวงศ์มังกรลืมเลือนขนบนี้ไปหรือไม่ ก็ไม่ทราบ หากไม่มีใครกล้าว่ากล่าวมากความ ต่างก็พากันตบเท้าเข้างานอย่างสงบเจียมตัว เพราะบรรดาเจ้าภาพผู้ทรงศักดิ์ทั้งหลายต่างอยู่ครบ แม้ผู้เข้าแข่งขันที่วันก่อนยังห้ำหั่นชิงชัย หากวันนี้เพียงต้องปราศัยกันด้วยดี
หานเฟิงและคณะก็เข้าร่วมงาน กลุ่มคนที่ควรจะวุ่นวายวันนี้ ได้ถูกกำชับสั่งการมาเป็นพิเศษ จึงแลดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย เข้ากันกับบรรดาแขกเหรื่อในงาน
งานในค่ำนี้จัดในตำหนักหลังหนึ่ง เห็ฯเรียกว่าตำหนักมังกรซ่อน รอบตำหนักเป็นสวนอุทยาน บรรยากาศร่มรื่น ผู้คนโดยส่วนใหญ่จึงออกไปท่องชม หานเฟิงเองก็เช่นกัน มันมิชอบบรรยากาศที่มากไปด้วยผู้คน จึงปลีกตัวออกไปเดินอยู่ด้านนอก เดินเพียงลำพัง เดินบนเส้นทางหินเขียวที่สว่างไสวเพราะโคมตะเกียง
หานเฟิงทอดเดินอยู่เช่นนั้น สีหน้าที่สงบนิ่งมิได้คิดไปถึงอันใดเป็นพิเศษ เพียงปล่อยวางความคิด ทอดสายตามองบรรยากาศรอบกาย กระทั่งพบเห็นสองเงาร่างของบุรุษสตรีที่ไกลห่าง สองคนยืนสนทนากัน สตรีนั้นเป็นหยุนซินถง ส่วนบุรุษเป็นเยี่ยหยุนเฟย
หานเฟิงไม่ทราบว่าทั้งสองสนทนาถึงเรื่องราวอันใดกัน จึงคล้ายว่าจะต้องไปลอบสนทนากันจนไกลห่าง แต่เพราะมันก็หาได้มีใจคิดฟังเรื่องราว จึงผ่านเลยไปโดยที่คนทั้งสองต่างก็ไม่รู้ตัว
หานเฟิงมาหยุดเท้าอยู่ริมทะเลสาบ น้ำใสสะท้อนเงาจันทร์ มองเห็นหมู่มัจฉาที่สงบนิ่ง แลคล้ายว่าจะหลับไหลในค่ำคืน หานเฟิงยืนอยู่เช่นนั้น ในหัวขบคิดเรื่องราวเรื่อยเปื่อย เนิ่นนาน เบื้องหลังก็ปรากฏฝีเท้าแผ่วเบาดังมา มิต้องหันไปชมมองก็ทราบรู้จากสัมผัสวิญญาณ ว่าที่มาเป็นผู้ใด
หานเฟิงสืบเท้าหมุนตัวกลับ แย้มยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าวคำ
“ องค์หญิงไม่ร่วมอยู่ในงานออกมาเดินเช่นนี้ ผู้คนจะห่วงกังวลเอา”
หยุนซินถงยิ้มบาง “ เจ้าก็ด้วย ไม่พบเห็นในงาน ที่แท้กลับมาหลบยืนอยู่ตรงนี้”
“ กระหม่อมก็เพียงชนชั้นสามัญชน คิดกระทำสิ่งใดล้วนไม่มีใครต้องกังวลห่วง”
“ ไหนเลยไม่มี อย่างน้อยก็บิดามารดาเจ้า”
“ ฮาๆ ๆ ว่าแต่ องค์หญิงใช่กำลังตามหาตัวกระหม่อมอยู่หรือไม่?”
“ อื่ม” หยุนซินถงพยักหน้ารับ
หานเฟิงไม่กล่าวสิ่งใดต่อ เพียงจับจ้องมองลึกเข้าไปในตาของนาง รอชมว่านางมีอันใดจะว่ากล่าวต่อมัน
“ ข้าทราบเรื่องที่เจ้าได้สร้าวความวุ่นวายไว้ในอาณาจักรนภาทมิฬแล้ว”
“ โอ้!!...” หานเฟิงแซ่งเป็นตกใจ ซึ่งอันที่จริง มันเองก็พอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว จากการที่พบเห็นหยุนซินถงสนทนากับเยี่ยหยุนเฟย มันคาดเดาว่า คนเช่นเยี่ยหยุนเฟย ย่อมมองหาช่องทางที่จะจัดการกับตน ซึ่งครานี้ดูเหมือนว่าจะพยายามใช้มือของหยุนซินถง หากมันเองก็อยากจะรู้นัก ว่าเยี่ยหยุนเฟยจะมาไม้ใด
“ รัชทยาทแห่งอาณาจักรนภาทมิฬเยี่ยหยุนเฟย กล่าวว่าเจ้าเป็นนักโทษที่หลบหนีการจับกุม เป็นภัยต่อความมั่นคงของอาณาจักร มันทราบว่าเจ้าเป็นคนของอาณาจักรเมฆคราม จึงได้ขอความร่วมมือจากข้า ส่งตัวเจ้าที่เป็นนักโทษกลับไป”
หยุนซินถงกล่าวเสียงขรึม สีหน้านางสงบนิ่ง หากสองคิ้วที่ขมวดมุ่นฉายชัดซึ่งความไม่สบายใจ
“ โอ้!!...แล้วท่านจะทำเช่นไร จะจับข้าส่งมอบให้กับมันหรือ?” หานเฟิงยิ้มอย่างไม่ยี่หระ
“ ทุกอาณาจักรต่างมีมติร่วมกัน เรื่องการให้ความร่วมมือในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน… ซึ่งข้าเองก็ไม่อาจละเว้นเรื่องนี้”
“ แล้ว…” หานเฟิงจะกล่าวว่า แล้วท่านจะจับข้าไปเลยหรือไม่ หากคำกล่าวของนางที่แทรกมากลับพาให้หานเฟิงต้องแปลกใจ
“ ข้ามีข้อเสนอให้เจ้า”
“ ข้อเสนอ?” หานเฟิงทวนคำอย่างนึกแปลกใจ กระทั่งข้อเสนอดังมาจึงพาให้มันต้องเบิกตากว้างชมมอง
“ แต่งให้กับข้า ศักดิ์ฐานะองค์หญิงของข้า จึงสามารถปกป้องเจ้าได้”
หานเฟิงอึงงัน คาดคิดไม่ถึงว่านางจะมีข้อเสนอเช่นนี้ หากมิทันที่หานเฟิงจะได้เปิดปากกล่าวคำ เสียงฝีเท้าที่ย่ำเหยียบลงบนกิ่งไม้ก็ดังขึ้น
“ แกร๊บบ…”
เป็นเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างกระทันหัน กระทั่งที่สัมผัสวิญญาณที่ก่อนหน้ายังจับสัมผัสไม่ได้ถึงผู้มาเยือน