มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 69 แผนร้ายของเจ็ดพรรคใหญ่

    บทที่69แผนร้ายของเจ็ดพรรคใหญ่


            แรกสัมผัสรับรู้ถึงการสั่นไหวของพลังธรรมชาติที่สับสนวุ่นวายคล้ายมีสิ่งแปลกปลอมสอดแทรกอยู่เมื่อรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่กำลังมุ่งมา ฮุ่ยจวินจึงจำต้องกระโดดลงจากเรือเหยียบยืนบนผืนดินที่ลอยกลางผิวน้ำแรกเหยียบย่างทำให้มันสัมผัสได้ถึงความอ่อนยวบของผิวดินที่ราวกับชุ่มน้ำ มันจึงได้สังเกตุอย่างถี่ถ้วนว่าแท้จริงแล้วผืนดินที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าและขวางเรือไว้นี้ก็คือพวกพืชน้ำ ตะไคร่น้ำ และรวมถึงซากต่างๆ ที่สะสมแลอัดแน่นกันมาอย่างยาวนาน นานจนเกิดเป็นมวลของแข็งซ้อนทับทั้งยังมั่นคงราวกับผืนดินที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติทั่วไปพืชพรรณต้นไม้หลากชนิดสามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ได้ ยิ่งเวลานานเข้าพืชแทงรากออกหน่อเพิ่มพูน รากไม้แทงลึกไปถึงใต้น้ำ ผืนปฐพีกลางบึงเหล่านี้จึงยิ่งมั่นคงแข็งแรงและมิทำให้ถูกพัดพาไปตามกระแสน้ำที่เซี่ยวกรากของแม่น้ำแห่งนี้แม้เพียงกระผีก

             

            ฮุ่ยจวินลงมาตรวจสอบจนแน่ใจว่าสถานที่แห่งนี้นับว่าพร้อมให้มันได้รับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบเพราะหากเป็นบนเรือ หากมีเหตุทำให้เรือต้องอับปางในสถานที่แห่งนี้ ผลร้ายที่เกิดขึ้นย่อมมีมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน

             

            ผู้อื่นยังคงไม่อาจสัมผัสได้ถึงสิ่งใดพวกมันจึงเพียงคิดหาวิธีที่จะทำให้เรือหลุดจากการเคลื่อนชนผืนแผ่นดินกลางผิวน้ำนี้เท่านั้นพวกมันที่นำโดยคนของเจ็ดพรรคใหญ่จึงกระโดดติดตามฮุ่ยจวินลงไปติดๆ พินิจมองส่วนปลายด้านหน้าของเรือที่เกี่ยวอยู่กับไม้ใหญ่ต้นหนึ่งพร้อมกับหัวเรือที่เกยอยู่บนผืนปฐพีกลางผิวน้ำ พวกมันก็พากันออกแรงหวังโค่นล้มต้นไม้และขุดพื้นที่เปิดช่องให้เรือสามารถถอยคืนกลับหลังได้

             

            แต่ก็มีหลายผู้ที่ได้คาดเดาไปต่างๆนานา บ้างก็คิดว่าบนผืนแผ่นดินกลางผิวน้ำนี้อาจมีของวิเศษบางอย่างหรือปริศนาใดซ่อนอยู่อาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าลึกมากกว่านี้ หรือเสี่ยงอันตรายใดจากการเดินทางที่เกินกว่านี้ก็ได้เช่นนั้นพวกมันจึงคิดที่จะออกค้นหาปริศนาแลเมินเฉยที่จะร่วมมือกับคนอื่นเพื่อนำเรือที่ติดออกไป

             

            ฮุ่ยจวินคิดห้ามปรามคนที่แยกกลุ่มแต่ความปั่นป่วนของพลังธรรมชาติที่มุ่งหาเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมันมิอาจเบนสมาธิไปได้หมอกหนาปกคลุมเช่นนี้ยากนักที่จะสังเกตสิ่งใดในระยะไกล เช่นนั้นชายหนุ่มจึงเพียงระแวดระวังและเตรียมตนให้พร้อมที่สุดมือทั้งสองข้างจึงยกขึ้นมาขวางที่หน้าอก เร่งเร้าพลังลมปราณถึงขีดสุดทันใด

             

            ปากอยากกล่าวเตือนผู้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการนำเรือที่ติดออกแต่นี่เป็นเพียงลางสังหรณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของชายหนุ่มเอง มันจึงเกรงว่าลางสังหรณ์นี้อาจผิดพลาดก็ได้และเมื่อเป็นเพียงลางสังหรณ์ หากกล่าวออกไปคงจะไม่มีผู้ใดใส่ใจ

             

            จวบจนกระทั่งม่านหมอกที่เบื้องหน้าบังเกิดการหมุนวนคล้ายมีลมหวนหอบหนึ่งดึงดูดฮุ่ยจวินจึงเกร็งพลังลมปราณที่เร่งเร้ามาไว้บนฝ่ามือเตรียมฟาดออก แต่มิทันได้ฟาดสวนไปจุดใจกลางบริเวณลมหวนที่พัดหมอกหนาจนเป็นเกลียวก็พลันปรากฏร่างของบุรุษผู้หนึ่งทะยานมาเห็นเครื่องหมายบนกายมันแสดงสัญลักษณ์ของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฮุ่ยจวินจึงหยุดมือ เช่นเดียวกับฝ่ายของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ซึ่งอยู่บนเรือลำที่ฮุ่ยจวินโดยสารมาด้วยเมื่อพวกมันเห็นพวกพ้องในภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ปรากฏออกมาก็กล่าวทักด้วยความยินดี

             

            “กลุ่มผู้กล้าทางแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันออกก็มารออยู่แล้วหรือ"

             

            วาจาพึ่งกล่าวทักก็เป็นจังหวะที่ฮุ่ยจวินเหลือบสายตาไปยังทิศทางที่หมอกหนาแน่นเบื้องหลังของคนจากภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ผู้มานี้ทันที

             

            “ไม่ใช่"

             

            คำกล่าวประโยคเดียวนี้ของฮุ่ยจวินเกิดขึ้นหลังจากที่คนผู้นั้นปรากฏกายผ่านพ้นจากม่านหมอกคำว่ามิใช่มิได้หมายความว่าบุรุษผู้นั้นมิใช่คนของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ แต่ความหมายของคำว่ามิใช่สำหรับฮุ่ยจวินก็คือ

             

            คนของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ผู้นี้มิใช่ผู้ที่ทำให้พลังธรรมชาติปั่นป่วนตั้งแต่ต้น!

             

            ทว่าสิ่งที่ทำให้พลังธรรมชาติกระเพื่อมไหวแลไร้ความนิ่งสงบที่ฮุ่ยจวินสัมผัสได้แต่ต้นก็คือ

             

            ธนูลูกหนึ่งที่พุ่งติดตามหลังของบุรุษผู้นั้นมา!

             

            ฉึก!!!!

             

            บุรุษจากภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ผู้มาพึ่งบังเกิดความยินดีเมื่อได้พานพบพรรคพวกเดียวกันมันพึ่งทะยานออกไปตรงหน้าเตรียมถ่ายทอดเรื่องราวบางสิ่งแก่คนเหล่านั้น ทว่ายังมิทันได้ไปถึงยังมิทันที่มันจะได้เอ่ยปาก ลูกธนูก็ทะลวงผ่านแผ่นหลังของมันจนโลหิตพร่าพรมเป็นฟูฝอยทั้งยังราดรดเต็มใบหน้าของคนเจ็ดพรรคใหญ่ที่ออกมาต้อนรับ!

             

            บุรุษผู้นั้นตาเหลือกถลนมันพยายามฝืนกล่าวเพื่อถ่ายทอดข้อมูลบางอย่าง แต่มันก็ได้สิ้นใจตายไปก่อนแล้ว

             

            ความแตกตื่นจึงปรากฏประกอบกับเมื่อมีเสียงโหวกเหวกโวยวายของเหล่าคนที่แยกกลุ่มออกไปควานหาปริศนาบนผืนดินกลางบึงน้ำก่อนความวุ่นวายที่ยากควบคุมจึงเริ่มก่อตัวในจิตใจผู้คนไปกันใหญ่

             

            “เกิดสิ่งใดขึ้น!”

             

            เสียงของเหล่าผู้กล้าที่เข้าป่าไปก่อนดังแว่วออกมา

            “คนของเจ็ดพรรคใหญ่และเหล่าผู้กล้าจากฝั่งตะวันออกถูกลอบโจมตี!”

             

            สถานการณ์ตรึงเครียดยิ่งกว่าเดิมในทันใดฮุ่ยจวินและคนของเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งตะวันตกรีบทะยานไปตามเสียงที่ดังมา เดินทางไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่งของผืนดินกลางบึงน้ำก็เห็นว่ามีเรือลำใหญ่อับปางอยู่ที่อีกฟากฝั่งเรือลำนั้นแน่นอนเป็นของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ที่แบ่งไปรวบรวมเหล่าผู้กล้าทางฝั่งตะวันออกของแผ่นดินใหญ่นั่นเอง

             

            เรือยังอับปางกลางลำน้ำที่เชี่ยวกรากคนสูญหายและตกตายแทบทั้งหมด บางส่วนที่รอดจากห้วงมหานทีอันเลวร้ายมาได้ก็ต่างนอนระเนระนาดทอดร่างจมกองเลือดบนผืนดินกลางแม่น้ำแห่งนี้!

             

            “เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่"

             

            “นี่คือฝีมือใคร!”

             

            จนกระทั่งมีคนของเจ็ดพรรคใหญ่ผู้หนึ่งได้ไปตรวจดูศพที่กองทับถมบนแอ่งเลือดที่เจิ่งนองเห็นลักษณะการแต่งตัวที่แปลกตาของอีกหลายศพซึ่งระเนระนาดปะปนกันอยู่ มันก็กล่าวเสียงสั่นเครือ

             

            “ฝีมือของผู้ฝึกญาณ!”

             

            ความแค้นระหว่างเหล่าผู้ฝึกญาณและคนของเจ็ดพรรคใหญ่แน่นอนว่าแทบทุกผู้ล้วนล่วงรู้เป็นอย่างดีเพราะครั้งหนึ่งเหล่าเจ็ดพรรคใหญ่เองก็เป็นเหล่าคนในมหาวิถีการฝึกญาณ แต่เพื่อหวังรักษาชีวิตและคงไว้ซึ่งทรัพย์กับพลังอำนาจพวกมันจึงยอมทรยศสหายร่วมมหาวิถี เป็นสุนัขรับใช้ให้แก่นิกายเทวะวจนะ เผยความลับ มอบที่ซ่อนทั้งยังมีส่วนร่วมในการกำจัดเหล่าผู้ฝึกญาณให้สิ้นซาก

             

            ผู้ฝึกญาณจึงโกรธแค้นและหาทางเอาคืนอย่างลับๆแต่เมื่ออยู่ในที่แจ้ง เมื่ออยู่ภายใต้แสงแห่งวจนะที่ส่องถึง เหล่าผู้ฝึกญาณจึงมิอาจทวงแค้นกับเหล่าคนจากเจ็ดพรรคใหญ่ได้แต่พอเป็นแม่น้ำร้อยลี้ สถานที่อันเป็นปริศนาที่แม้แต่แสงแห่งวจนะยังมิอาจส่องถึง พวกมันจึงได้โอกาสแลรวบรวมกำลังพลเท่าที่จะหามาได้ดั้นด้นฝ่าอันตรายของแม่น้ำร้อยลี้เพื่อติดตามล้างแค้นกับทุกสิ่งที่เจ็ดพรรคใหญ่มอบให้แก่พวกมัน!

             

            “รีบกลับไปแจ้งคนบนเรือ!”

             

            คนของภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ผู้นั้นตะโกนเสียงดังแต่มันยังมิทันได้หันกลับ คมดาบที่แฝงไว้ด้วยพลังธรรมชาติก็ผุดขึ้นมาจากดินเลนเบื้องล่างดาบนั้นฟันเข้าใส่ลำคอของมันจนขาดแหว่งห้อยตก!

             

            “สังหารคนของเจ็ดพรรคใหญ่แก้แค้นให้พี่น้อง!”

             

            เสียงชราคำรามก้องมาแต่ไกลเสียงฝีเท้าที่มากมายก็พุ่งทะยานมา ฮุ่ยจวินก็รับรู้ได้ทันทีว่าลางสังหรณ์แห่งพลังธรรมชาติรอบกายที่เกิดขึ้นมิใช่เพียงเพราะธนูดอกนั้น แต่มันเป็นกองกำลังของผู้ฝึกญาณเดนตายที่ดักซุ่มอยู่ต่างหาก!

             

            และพอได้คิดถึงตรงนี้ฮุ่ยจวินก็คล้ายได้เข้าใจในจุดประสงค์ของเหล่าประมุขของเจ็ดพรรคใหญ่ทันที ว่าเหตุใดพวกมันจึงรวบรวมเหล่าผู้กล้าไร้สังกัดทั่วแผ่นดินเหตุใดจึงประกาศไปทั่วปฐพี เหตุใดจึงเดินเรือลำใหญ่อย่างเอิกเกริกมุ่งลงใต้ ทั้งที่เป้าหมายอยู่ทางเหนือและเหตุใดจึงมิเห็นหัวของเหล่าประมุขในที่นี่

             

            ทั้งหมดล้วนเป็นแผนของพวกมันแผนที่จะยืมกำลังของผู้อื่นหรอกศัตรู ใช้เหล่าผู้กล้าเป็นตัวล่อผู้ฝึกญาณ ใช้เหล่าผู้กล้ารับมือกับผู้ฝึกญาณให้เกิดการเข่นฆ่าสังหารกันโดยเปลืองไพร่พลของพวกตนน้อยที่สุด!

             

            ปล่อยให้คนอื่นสู้กันปล่อยให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวต้องมารับมือกับศัตรูคู่อาฆาตแทน  ส่วนพวกตนก็ลอบเดินทางไปยังเป้าหมายเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของพวกตนอย่างสบายใจ

             

            การกระทำเช่นนี้นับได้ว่าชั่วช้าแลน่าแค้นใจยิ่งนักมิแปลกใจเลยเหตุใดเหล่าผู้ฝึกญาณถึงได้อาฆาตแค้นพวกมันถึงเพียงนี้!

             

            ฮุ่ยจวินเห็นเหล่าผู้ฝึกญาณที่มีสภาพผอมโซมิต่างจากผีดิบเข้าเข่นฆ่าคนของเจ็ดพรรคใหญ่อย่างไม่คิดชีวิตดูอเนจอนาถและน่าสังเวชยิ่ง ส่วนเหล่าผู้กล้าที่ไม่รู้ความ ตอนแรกพวกมันยังคงตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์อันกระทันหันแต่พอรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมิใช่อาถรรพ์ของแม่น้ำร้อยลี้ แต่เกิดขึ้นเพราะมารนอกรีตที่หลบหนีอยู่ในซอกหลืบความกล้าที่จะปราบมารจึงเอ่อล้น พวกมันเองก็มั่นใจในฝีมือ จึงเข้าเข่นฆ่าห้ำหั่นผู้ฝึกญาณเดนตายอย่างไม่คิดชีวิต

             

            ร่างอันไร้ชีวิตจึงทอดลงบนผืนดินกลางผิวน้ำแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ฝึกญาณหรือแม้แต่เหล่าผู้กล้าเอง แต่ดูเหมือนในที่แห่งนี้มีผู้ฝึกญาณคนหนึ่งที่ฝีมือโดดเด่นโดยเฉพาะธนูไม้ในมือของมัน ทุกหนึ่งการปลดปล่อยอย่างน้อยต้องมีสองศพทอดร่างภายใต้ธนูนี้ซึ่งธนูสังหารดอกแรกที่ปลดปล่อยออกตอนนั้นก็คงมาจากมันนั่นเอง

             

            ยิ่งการต่อสู้ผ่านไปเนิ่นนานฝ่ายผู้กล้าและเจ็ดพรรคใหญ่ยิ่งดูจะเสียเปรียบ และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ผลสุดท้ายพวกมันก็คงมิรอดพ้นจากชะตากรรมเฉกเช่นคนบนเรือที่มาจากฝั่งตะวันออกแน่

             

            คนของเจ็ดพรรคใหญ่จึงรีบไปตามประมุขของพวกตนสุดท้ายแล้วกลับไม่พบเห็นแม้แต่เงาของประมุข เหล่าคนของเจ็ดพรรคใหญ่จึงหน้าถอดสี พวกมันที่ได้รับคำสั่งให้รวมตัวอยู่บนเรือกับเหล่าผู้กล้าคราแรกที่เห็นว่าใช้กำลังเพียงน้อยนิด พวกมันก็คิดว่าคงแค่ไปคอยรับใช้เหล่าประมุขบนเรือเท่านั้นพวกมันถูกประมุขสั่งให้ทำหน้าที่บนเรือและห้ามให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนเหล่าประมุขได้ เสมอมาพวกมันกระทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกไม่มีใครเข้าไปกวนประมุขของพวกตนได้จริงๆ ซึ่งสุดท้ายพวกมันก็พึ่งได้รู้ว่าตลอดมาพวกตนได้เฝ้าห้องเปล่าห้องหนึ่งเท่านั้น

             

            ประมุขทั้งสามกลับมิได้อยู่บนเรือตั้งแต่แรก

             

            “นี่มันอะไรกัน"

             

            “ประมุขของพวกเราไปไหน”

             

            ฮุ่ยจวินที่พยายามหยุดการต่อสู้เป็นตายในครั้งนี้พอมันได้รู้ว่าแม้แต่คนของตนเหล่าประมุขแห่งเจ็ดพรรคใหญ่ยังหลอกได้ลงคอ ฮุ่ยจวินก็ยิ่งรู้สึกเข้าใจในความรู้สึกของปู้ชิงเถาที่มีต่อพวกมันทันที

             

            บางทีคนกับเดรัจฉานก็แตกต่างแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น!

             

            “หยุดได้แล้วพวกเจ้าจะถูกจูงจมูกไปถึงเมื่อใด!"

             

            เสียงคำรามก้องของฮุ่ยจวินทอดผ่านคลื่นบรรยากาศแผ่สยายออกไปไกลนัยน์ตาของมันทอแววเจิดจ้า นำพาจิตสังหารอันรุนแรงที่แฝงทั้งพลังลมปราณอันลึกล้ำ แลกอปรรวมไปด้วยคลื่นพลังธรรมชาติที่คลอเคล้าสอดประสานอย่างไม่รู้ตัวเสียงนี้จึงมีพลังอันกดข่ม เช่นนั้นทุกผู้จึงต่างชะงักค้างแทบจะพร้อมเพรียง

             

            เป็นบุรุษชราที่ถือธนูไม้ซึ่งดูจะเก่งกาจที่สุดและเป็นผู้นำของกลุ่มผู้ฝึกญาณเดนตายมันมองฮุ่ยจวินด้วยแววความครุ่นคิด ก่อนที่มันจะคืนสติพร้อมกับยิงธนูเข้าหาชายหนุ่มทันใด

             

            ฮุ่ยจวินเสมอมามันเพียงลงมือป้องกันร่างของตนเองเท่านั้นมิว่าเหล่าผู้ฝึกญาณมีจุดประสงค์จะฆ่ามันเพียงใด แต่มันก็เพียงทำให้เหล่าผู้ฝึกญาณสลบไปเท่านั้น

             

            “ข้าไม่ใช่ศัตรูของพวกท่าน”

             

            สันมือของฮุ่ยจวินตวัดออกหนึ่งกระบี่ร่องธาราพริ้วไหว กระแสธารแห่งพลังลมปราณสามัญกวาดม้วนสาดซัดรับเข้าใส่ลูกธนูทันใดพลังญาณบนลูกธนูพยายามทะลวงเจาะพลังลมปราณของฮุ่ยจวิน แต่ดูเหมือนว่าพลังธรรมชาติรอบกายที่สมควรจะผสานส่งเสริมกับพลังญาณในมหาวิถีเดียวกันมันกลับตอบสนองต่อท่าร่างแลพลังลมปราณสามัญของฮุ่ยจวินอย่างเหนือความคาดหมาย ส่งเสริมหนึ่งกระบี่ร่องธาราของชายหนุ่มให้มีอานุภาพที่ลึกล้ำเพิ่มพูนจนฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองท่อนในชั่วพริบตา!

             

            บุรุษชราลดคันธนูในมือลงด้วยความแปลกใจ

            “บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่มีพลังญาณแต่เหตุไฉนพลังธรรมชาติจึงตอบสนองต่อมันมากกว่าผู้ฝึกญาณ!”

             

            ฮุ่ยจวินอาศัยจังหวะที่บุรุษชราชะงักค้างนี้คว้าจับเอาส่วนปลายของลูกธนูที่หักครึ่ง คนเตะเท้าใช้ออกด้วยท่าร่างเหยียบม่านเมฆาปรากฏเงาวูบไหวสายหนึ่ง ปลายลูกธนูก็ไปจ่อที่ลำคอของบุรุษชราแล้ว!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน