ตอนที่ 91 รายงานทางวิชาการ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ผ่านไปสามวันในที่สุดเมอร์ลินก็พบกับออสตินที่ออกมาจากห้อง
ชายชราไม่แม้แต่จะออกมารับประทานอาหาร
เมอร์ลินได้ยินว่าห้องทำงานของออสตินนั้นเป็นชั้นส่วนตัว มีทั้งห้องทดลองและห้องพักผ่อน เนื่องจากเขาเป็นถึงจอมเวทชั้นสูง จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากวัสดุเวทที่แผ่พลังออกมาอยู่แล้ว
อีกอย่างหากวัสดุเวทที่ทดลองมีพลังเวทที่สูงมากจริงๆ เขาก็จะใช้ห้องทดลองในชั้นที่มีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันมากกว่า
แม้เมอร์ลินจะเป็นลูกชายของศาสตราจารย์ออสติน แต่เขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องทำงานเหล่านี้
เมอร์ลินนั้นรู้ขอบเขตของตนเอง เขาจึงไม่ดึงดันที่จะเข้าไปในห้องทดลองเหล่านั้น แต่เลือกที่จะพูดคุยเรื่องรายงานทางวิชาการกับเหล่านักวิจัยมากกว่า
ยังไงซะเขาในตอนนี้ยังห่างไกลกับการเป็นนักวิจัยอีกมาก และเขาก็รู้สึกว่าตนเองควรจะค่อยๆ ก้าวไปในแต่ละขั้นให้มั่นคง
ในวันนี้ออสตินได้พบกับทุกคนในมื้ออาหารเย็นที่ชั้นสันทนาการ
มาท่าเลิกงานก่อนหกโมงดังนั้นทุกคนจะต้องมาทานข้าวก่อนเวลานี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนนี้ทุกคนจึงมารวมกันที่นี่
“ศาสตราจารย์คุณออกมาแล้ว” โอริเวอร์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นออสตินเดินออกมาจากวงเวท
“โอ้ ทุกคนอยู่ที่นี่หมดเลยหรอ?”
“ใช่ครับ พวกเรากำลังจะทานอาหารกันอยู่พอดี ศาสตราจารย์รีบมานั่งเร็วเข้าสิ” เกรซกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขี้เล่น
เมอร์ลินมองเห็นว่านักวิจัยทุกคนต่างเข้ากับออสตินได้ดี แม้ว่าชายชราจะเป็นเจ้านายของพวกเขาก็ตาม
พวกเขาสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมาท่าก็นำอาหารมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ
บทสนทนาช่วงหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับงานวิจัยของพวกเขา ก่อนที่ออสตินจะหันไปพูดคุยกับเมอร์ลิน
“เป็นยังไงบ้าง? หอคอยนี้น่าอยู่ใช่ไหม?” ออสตินเอ่ยถาม
“ก็ไม่เลวครับ” เมอร์ลินตอบ
ออสตินพยักหน้าก่อนจะหยิบจดหมายซองหนึ่งที่ประทับตราคลั่งสีแดงสดออกมา
เมอร์ลินมองสัญลักษณ์รูปศิลามีเถาวัลย์พันเกี่ยวที่ประทับตรา พบว่ามันเหมือนกับสัญลักษณ์ของหอคอยแห่งนี้ คาดว่ามันคงเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของออสติน
เมอร์ลินรู้ว่าตราสัญลักษณ์นี้คือสิ่งที่สภาเวทมนตร์มอบให้ ซึ่งมันถูกมอบมากับหอคอยเวทมนตร์แห่งนี้
“นี่คือจดหมายแนะนำตัวจากฉัน เธอสามารถมอบมันให้กับมหาวิทยาลัยเจเฮริสได้” ออสตินหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหยิบจดหมายอีกฉบับออกมามอบให้มาร์เทล
“นำจดหมายนี้ไปหาผู้จัดการธนาคารซันเดอร์ลีที่ชื่อเซลองในเมืองเจเฮริส เขาจะจัดการเรื่องบ้านพักและการอยู่กินให้พวกเธอ”
“ผมทราบแล้วครับ” มาร์เทลรับจดหมายมาอย่างมีมารยาท
มหาปราชญ์เช่นออสตินย่อมไม่ขาดแคลนเรื่องเงิน ยิ่งเขาที่เป็นนักวิจัยสาขาวัสดุเวท เงินทุนสำหรับโครงการวิจัยของเขาย่อมไม่มีมหาศาล
ตลอดเวลาหลายร้อยปีมานี้ออสตินย่อมสร้างเส้นสายมากมายสำหรับการทำงานของเขา
ส่วนที่เมอร์ลินรู้จักคือปลายยอดภูเขาน้ำแข็งของชายชราเท่านั้น
“ผมว่าจะออกเดินทางพรุ่งนี้” เมอร์ลินเอ่ย
“ทำไมถึงรีบไปเร็วนักล่ะ?” เกรซกล่าวอย่างประหลาดใจ เธอนึกว่าเด็กน้อยจะอยู่ที่นี่นานกว่านี้ซะอีก
เมอร์ลินยิ้มให้กับอีกฝ่ายและเอ่ย “พอดีผมต้องเข้าเรียนกลางเทอม หากไปช้ากว่านี้เกรงว่าจะเรียนตามคนอื่นไม่ทัน”
ตอนนั้นเองชายชราอย่างออสตินก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันว่าเธออยากอ่านหนังสือที่นั่นเร็วๆ มากกว่า”
นักวิจัยทั้งสี่ฟังแล้วไม่เข้าใจมากนัก
เมอร์ลินยิ้มเขินๆ และมาร์เทลก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะบอกเกรย์จอยให้ เจเฮริสอยู่ไกลจากวินเซนไม่น้อย ยังไงก็ต้องใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย” ออสตินกล่าว
“ขอบคุณครับ” เมอร์ลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
พวกเขาคุยกันเรื่องนี้อีกเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อมาเป็นงานวิจัยอีกครั้ง
ครั้งนี้ออสตินนำเอกสารห้าหกแผ่นออกมาจากแหวนเก็บของแล้วมอบมันให้กับทอม
“พรุ่งนี้นำรายงานนี้ส่งให้นิตยสารวัสดุเวท ฉันเติมเงินเข้าไปในกองกลางแล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับตีพิมพ์สามารถหักจากที่นั่นได้เลย”
“ครับศาสตราจารย์” ทอมรับเอกสารเหล่านั้นมาแล้วกวาดสายตาอ่านมันอย่างสนใจ
โอริเวอร์และบราวน์นั้นอดที่จะเหลือบมองพวกมันไม่ได้
เมอร์ลินก็สังเกตเหตุการณ์นี้เช่นกัน นั่นจึงทำให้เขาอดที่จะเอ่ยถามออกมาไม่ได้
“การตีพิมพ์ในนิตยสารต้องเสียเงินด้วยหรอครับ?”
เกรซหันมาตอบคำถามของเด็กน้อย “ใช่จ้ะ ต่อให้ศาสตราจารย์จะเป็นมหาปราชญ์ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เหมือนกัน ยิ่งเป็นนิตยสารชั้นนำอย่างนิตยสารวัสดุเวทแล้วด้วย ค่าใช้จ่ายในการหาคนพิจารณ์รายงานก็ยิ่งสูง นั่นจึงทำให้มีค่าธรรมเนียมที่แพงกว่านิตยสารทั่วไป”
เมอร์ลินพอจะรู้จักการตีพิมพ์รายงานทางวิชาการเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เขาไม่คิดว่าแม้แต่ออสตินก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายพวกนี้เช่นกัน
“อ้อ ถ้าเป็นนิตยสารทั่วไปที่ไม่ใช่นิตยสารทางวิชาการชั้นนำ บางที่ก็ไม่เสียค่าตีพิมพ์ บางที่กระทั่งยังมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เจ้าของรายงานด้วยซ้ำ อย่างพวกนิตยสารในประเทศที่ต้องการรายงานทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสารของตนเอง” เกรซกล่าวอธิบาย
ยังไงจุดเริ่มต้นในการเป็นนักวิชาการก็คือการตีพิมพ์รายงานทางวิชาการอยู่แล้ว เพราะมีแต่การตีพิมพ์รายงานทางวิชาการเท่านั้นถึงจะสามารถเพิ่มแต้มทางวิชาการให้กับพวกเธอได้
เข็มกลัดนักวิชาการหนึ่งดาวนั้นได้มาจากผู้ที่มีแต้มรายงานทางวิชาการสิบแต้มด้วยกัน
ซึ่งการส่งรายงานทางวิชาการแต่ละฉบับจะได้รับแต้มวิชาการแค่หนึ่งถึงสองแต้มเท่านั้น
มีเพียงรายงานทางวิชาการที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างเท่านั้นถึงจะได้รับแต้มวิชาการที่มากขึ้น ซึ่งนี่คืองานที่พวกเธอกำลังทำในตอนนี้
การตีพิมพ์รายงานทางวิชาการของออสตินจะมีชื่อของออสตินเป็นผู้นิพนธ์อันดับแรก และจะมีชื่อของผู้ทำวิจัยอย่างพวกเธอห้อยท้ายซึ่งเป็นผู้นิพนธ์ร่วม เมื่อมีส่วนรวมกับการวิจัยนี้
แม้แต้มวิชาการที่พวกเธอได้รับจะน้อยกว่าออสตินมาก แต่เนื่องจากรายงานทางวิชาการที่มีผลกระทบมาก แต้มวิชาการที่พวกเธอได้รับจึงมากกว่าการเขียนงานวิจัยเล็กๆ แน่นอน
นักวิชาการนั้นไม่ได้วัดกันที่พลังการบ่มเพาะ แต่เป็นแต้มวิชาการที่พวกเขาได้รับ
ดังนั้นหากเมอร์ลินต้องการก้าวสู่เส้นทางนักวิชาการ เขาจะต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
เมอร์ลินสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างออกรสออกชาติ มีเพียงมาร์เทลเท่านั้นที่ไม่ได้สนใจเท่าใดนัก ยังไงเขาก็เลือกเดินในเส้นทางนักเวท เรื่องราวของการเป็นนักวิชาการเขาจึงไม่สนใจนัก
พวกเขาพูดคุยกันจนดึก คืนนั้นเมอร์ลินออกมาพูดคุยกับออสตินเป็นการส่วนตัว พวกเขาพูดคุยกันหลายเรื่อง
ในวันรุ่งขึ้นเมอร์ลินก็เดินทางไปยังหอคอยค่ายกลเคลื่อนย้ายเมืองวินเซนเพื่อเดินทางไปยังเมืองเจเฮริส