The Possible Man

    ตอนที่ 56 : ให้ความช่วยเหลือ ( 1 )

    ประเทศที่หินเลือกใช้ในการสร้างบริษัท Enterprise ขึ้นในครั้งนี้ก็คือ ประเทศพม่าซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงของประเทศไทย

    ประเทศพม่าถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพียงแต่เป็นเพราะว่าพม่าพึ่งหลุดพ้นจากระบอบเผด็จการที่ถูกทหารยึดอำนาจไปนานหลายสิบปีและพึ่งจะมีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นมาให้หลังเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ทำให้ระบบการปกครองและการเมืองภายในประเทศยังไม่มั่นคงนักจึงทำให้ไม่ค่อยมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนสักเท่าไหร่ เศรษฐกิจของพม่าจึงเจริญเติบโตค่อนข้างช้า

    เหตุผลที่หินเลือกใช้ประเทศพม่าเป็นสถานที่ตั้งของบริษัท Enterprise นั่นเพราะพม่ามีความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งนั่นจะทำให้หินสามารถใช้จุดอ่อนตรงนี้แทรกแซงระบบได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นอกเหนือไปจากนั้นพม่ายังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจด้อยพัฒนามากที่สุดในโลกอีกด้วย

    หินจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ประเทศที่ด้อยพัฒนาประเทศนี้ หินจะทำให้ทั้งโลกได้เห็นว่า Enterprise นั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง จากประเทศที่ด้อยพัฒนาประเทศหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดไหน

    ตั้งแต่มหาลัยปิดเทอมหินก็ได้เดินทางมาพม่าตั้งแต่สองอาทิตย์ที่แล้วเพียงแต่หินยังไม่ได้ไปเยือนบริษัทเลย ไม่ใช่ว่าหินไม่ได้สนใจหรือไม่มีเวลาไปแต่เป็นเพราะหินนั้นคอยติดตามดูบริษัทอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างบริษัทหินให้เดวิดคอยรายงานผลความคืบหน้าต่างๆ อยู่เสมอ ดังนั้นต่อให้หินไม่ได้ไปบริษัท หินก็รู้ทุกซอกทุกมุมของบริษัทอยู่ดี ดังนั้นหินจึงเอาเวลาตรงส่วนนี้ไปทำอย่างอื่นซะมากกว่า

    สองอาทิตย์ที่ผ่านมา หินได้ขับรถตระเวนไปหมู่บ้านข้างเคียงที่อยู่ไม่ไกลจากบริษัทมากนักเพื่อจัดการเรื่องสำคัญบางอย่าง

    .

    .

    .

    พม่านั้นแบ่งการปกครองออกเป็น 21 เขตการปกครอง ประกอบไปด้วย 7 รัฐ 7 เขต 1 ดินแดนสหภาพ 5 พื้นที่ปกครองตนเองและ 1 เขตปกครองตนเอง

    พม่ามีประชากรทั้งหมด 60 ล้านคนแต่ผู้คนกว่า 2 ใน 3 นั้นกลับไม่ได้รับสาธารณูปโภคอันจำเป็น เช่น ไฟฟ้าและประปา นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงการศึกษา ทั้งๆ ที่การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสมควรได้รับมัน นี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้พม่ายังคงเป็นหนึ่งในประเทศด้อยพัฒนาจนถึงทุกวันนี้

    เนื่องจากพม่านั้นเป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยคนมากมายหลายชาติพันธุ์ ดังนั้นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศพม่าจึงเป็นชนกลุ่มน้อยและหนึ่งในรัฐที่ถือได้ว่าด้อยพัฒนามากที่สุดก็คือ รัฐกะยา ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศพม่าติดกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย

    แต่เดิมรัฐกะยา ถูกเรียกว่า กะเหรี่ยงแดง เนื่องจากมากกว่า 56 % ของคนในรัฐนี้ก็คือชาวกะเหรี่ยงแดงและมีพม่าแค่เพียง 17 % เท่านั้น นั่นจึงไม่แปลกเลยที่จะถูกเรียกกว่ากะเหรี่ยงแดงในอดีต นอกเหนือไปจากนั้นยังมีชนชาติเผ่าเล็กเผ่าน้อยอื่นผสมอยู่ด้วย เช่น ไทใหญ่ กะเหรี่ยง ลูกผสมและอื่นๆ

    ภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่ของรัฐกะยานั้นยังคงเป็นภูเขาและยังไม่ค่อยมีถนนหนทางเข้าถึงมากเท่าไหร่ ที่พอจะมีสาธารณูปโภคครบครันอยู่บ้าง ก็จะเป็นในตัวเมืองหรือตำบลรอบๆ เมืองซะมากกว่า

    หินได้เลือกที่จะสร้าง Enterprise บริเวณพื้นที่ราบแห่งหนึ่งในรัฐกะยาที่ถือได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของหมู่บ้านบริเวณรอบนอกทั้งหมด นั่นจะทำให้เขากระจายความช่วยเหลือไปได้อย่างทั่วถึง

    “ดอกเตอร์ครับเรามาถึงจุดหมายแล้วครับ” เดวิดเอ่ยขึ้น

    เมื่อได้ยินดังนั้นหินจึงค่อยๆ ชะลอความเร็วของรถลง เนื่องจากรัฐกะยานั้นยังมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก นั่นรวมไปถึงถนนลูกรังและถนนหนทางที่ยังเป็นป่าซะส่วนใหญ่

    “ไหนล่ะเดวิด ฉันยังไม่เห็นบ้านใครซักหลัง มีแต่ป่าเต็มไปหมด” หินเอ่ยขึ้นขณะมองสำรวจไปรอบๆ

    “เอ่อ ดอกเตอร์ครับ นี่คือจุดหมายที่รถไม่สามารถขับไปต่อได้แล้วครับ จากนี้ไปดอกเตอร์ต้องเดินขึ้นเขาไปด้วยตัวเองครับ”

    “อ้อ? ไกลแค่ไหน? ” หินถามขึ้น

    “10 กิโลเมตรครับ ดอกเตอร์..”

    “....” หิน

    10 กิโลเมตร สำหรับการเดินโดยทั่วไปก็ไม่ได้ถือว่ามากมายนัก แต่ถ้าพูดถึงการเดินซอกแซกในป่าและขึ้นภูเขาแล้วละก็ 10 กิโลเมตรนี่อาจจะทำให้คุณอาบเหงื่อเอาง่ายๆ

    หินทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปพูดกับโจและเจมส์ซึ่งเป็น Protector ที่อีธานส่งมาคอยคุ้มกันหินตั้งแต่หินได้เข้ามาพม่า โจและเจมส์เป็นเพื่อนสนิทกันที่เคยทำงานกับอีธานก่อนที่สุดท้ายจะต้องปลดประจำการเนื่องจากทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บจนกลายเป็นคนพิการ

    แต่ก่อนเมื่ออยู่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกใครๆ ก็เรียกพวกเขาว่า ‘สองด้วน’ เพราะถึงแม้พวกเขาจะขาด้วนไปคนละข้างแต่พวกเขาก็มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แต่เดิมพวกเขาทั้งคู่ก็คิดว่าจะต้องอยู่กับความพิการไปตลอดชีวิตจนกระทั่งอีธานได้มาพบกับพวกเขาพร้อมกับยื่นข้อเสนอสุดพิลึก

    ตอนแรกที่พวกเขาได้ยินอีธานบอกว่าสามารถทำให้พวกเขากลับมามีขาได้เช่นเดิม พวกเขาไม่ได้โกรธแม้แต่น้อยที่อีธานพูดแบบนี้แต่กลับขำออกมา พวกเขามองว่ามันเป็นเรื่องตลกซะมากกว่าเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะกลับมามีขาเช่นเดิมเว้นแต่ใส่ขาเทียม

    ถ้าพวกเขารู้ว่าอีธานนั้นเคยเป็นคนพิการแขนด้วนและต้องใช้รถเข็นในการไปไหนมาไหนพวกเขาจะไม่มีทางขำออกมาแน่

    “นี่เป็นรูปของผมก่อนหน้านี้” อีธานยื่นรูปของตัวเองเมื่อครั้งที่ยังพิการให้โจและเจมส์ดู

    เจมส์และโจรับรูปมาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นรูปใบนี้ พวกเขาถึงกับต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เพราะนี่เป็นรูปที่อีธานพิการนั่งบนรถเข็นและแขนด้วน

    “นี่ นี่...ทำไมคุณตัดต่อภาพตัวเองแบบนี้ล่ะ มันเป็นลางที่ไม่ดีซักเท่าไหร่เลยนะ” โจเอ่ยขึ้น

    “ใช่ อีธานคุณก็รู้นี่ว่าอาชีพของพวกเราค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา” เจมส์เสริมขึ้นมา

    ไม่ใช่พวกเขาไม่เชื่อว่าอีธานอาจจะเคยพิการมาก่อน เพียงแต่ในตอนนี้เขากลับมามีแขนขาสมบูรณ์เหมือนคนปกติทั่วไป เพราะนั่นมันเรื่องที่เชื่อได้ค่อนข้างยาก การเชื่อว่ารูปตรงหน้าเป็นรูปตัดต่อที่อีธานเอามาล้อเล่นยังเป็นเรื่องที่น่าเชื่อมากกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ล้อเล่นซะมากกว่า ถึงแม้ภายในใจจะมีบางอย่างบอกกับพวกเขาว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน

    อีธานไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงแต่หยิบเอกสารยืนยันสถานะของเขาออกมาและยื่นให้กับทั้งคู่ นี่เป็นเอกสารยืนยันสถานะปลดประจำการของกองทัพที่ได้รับการยืนยันจากแพทย์เรียบร้อยแล้ว

    “นี่..นี่มัน” พวกเขาทั้งคู่เอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก ทันทีที่พวกเขาเห็นข้อความที่ระบุเหตุผลของการปลดประจำการ


    ‘ปลดประจำการเนื่องจากได้รับบาดเจ็บจนพิการ ได้แก่

    - สูญเสียแขนไปหนึ่งข้าง

    - ระบบประสาทตั้งแต่สะโพกลงมาไม่สามารถใช้งานได้’


    “นี่มัน...เป็นความจริงเหรอ? ” แม้โจจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เขาก็รู้ว่าเอกสารตรงหน้านั้นมันของจริง เพราะพวกเขาก็มีเอกสารแบบนี้อยู่คนละชุด

    “พวกคุณอาจจะยังไม่รู้ ที่ผมหายไปจากกองทัพ ไม่ใช่เพราะว่าผมอยากเลิกเป็นทหาร แต่เพราะว่าผมไม่สามารถเป็นได้อีกต่างหาก มีไม่กี่คนที่รู้ว่าผมต้องปลดประจำการเนื่องจากกลายเป็นคนพิการเพราะรัฐบาลปิดข่าวเรื่องนี้ พวกคุณก็รู้ถ้าหากมีข่าวว่าผมได้รับบาดเจ็บจนพิการจากการทำภารกิจ มันจะมีผลต่อขวัญกำลังใจของคนในกองทัพมากขนาดไหน”

    อีธานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ

    “ผมไม่ได้โกหกพวกคุณว่าผมมีวิธีที่จะทำให้พวกกลับมาเป็นปกติได้”

    “แล้วพวกเราต้องทำยังไง? ” เจมส์เอ่ยถามขึ้นด้วยความคาดหวัง

    อีธานเพียงยิ้มขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะยื่นเอกสารบางอย่างมาให้พวกเขา

    .

    .

    นั่นก็คือเหตุผลที่พวกเขามาอยู่ที่ประเทศพม่าในตอนนี้

    “เจมส์ โจ” หินเอ่ยขึ้น

    “ครับ คุณหิน”

    “ต่อจากนี้พวกเราต้องเดินเท้าเปล่าเข้าไปอีกประมาณ 10 กิโล”

    “รับทราบครับ” ทั้งคู่เอ่ยรับ จากนั้นพวกเขาทั้งสามคนจึงลงจากรถจิ๊บสีดำคันนี้แล้วเดินไปตามทางเดินเล็กๆ ที่เหมือนมีคนทำเอาไว้

    หินอยู่ในชุดเดินป่าสีเขียวเข้ม มองเผินๆ อาจจะเหมือนชุดเดินป่าทั่วไป แต่นี่เป็นชุดที่หินสร้างขึ้นเองโดยเฉพาะโดยใช้เทคโนโลยีนาโน นอกจากน้ำหนักเบาแล้วยังทนทานเป็นอย่างมาก

    ส่วนเจมส์กับโจอยู่ในชุดสีดำสนิทที่คลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า บนหัวของเขายังมีหมวกที่คล้ายๆ หมวกกันน็อคสีดำสวมคลุมอยู่มองดูแล้วไฮเทคไม่น้อยเพียงแต่มันดูไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมในตอนนี้ซักเท่าไหร่

    “อย่าลืมเปิดโหมดพรางตัวด้วยนะ” หินเอ่ยขึ้น ถ้ามีคนสวมชุดแบบนี้เดินตามหินสองคนมันคงจะแปลกพิลึกไม่น้อย ทันทีที่หินเอ่ยจบ เจมส์และโจก็หายไปจากสายตาหินทันที

    ชุดที่เจมส์และโจใส่เป็นชุดปฏิบัติการของ Protector นอกจากนั้นพวกเขายังถืออาวุธที่คล้ายๆ ปืนมองดูรูปร่างแปลกประหลาดไว้ในมืออีกด้วย โหมดพรางตัวก็เป็นหนึ่งในออฟชั่นพิเศษของชุดที่จะทำให้ผู้ที่สวมชุดอยู่ล่องหนหายไปเหมือนไม่ได้อยู่บริเวณนั้นมาก่อน

    “ไปกันเถอะ” หินเอ่ยขึ้นขณะหยิบเป้สะพายหลังขึ้นมาก่อนจะเดินนำออกไป

    จริงๆ หินก็ไม่ได้อยากให้มีใครมาคอยเดินตามเขาแบบนี้ซักเท่าไหร่นัก แต่นี่เป็นเพราะอีธานขอเอาไว้ รัฐกะยานั้นถือว่าเป็นรัฐที่อยู่ติดชายแดน อาจจะมีพวกผู้ร้าย โจรหรือพวกกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดอยู่ อีธานจึงขอให้หินนำคนของเขามาด้วย สุดท้ายหินจึงต้องยอมจำใจเลือกมาสองคนเพราะไม่อย่างนั้นอีธานคงไม่ยอมให้เขาออกมาตระเวนไปไหนมาไหนแน่ๆ


    หินก็ไม่อยากเอ่ยทำลายน้ำใจของอีธานเท่าไหร่นักด้วยอุปกรณ์พิเศษหลายอย่างที่เขาพกติดตัวมาด้วย ต่อให้ทหารทั้งกองทัพก็ทำอะไรเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ


    ____________________________________________________________


    เอ้าแล้วตกลงหินมาทำอะไรกันแน่ R พอจะเดาออกไหมครับ?

    ลองเดาดูนะ ฮ่าๆๆ

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน