บ่าวของตระกูลหลี่รีบนำไม้ขีดไฟมาให้ไป่เจ๋อทันทีท่ามกลางสายตาของคนตระกูลหลี่ที่จับจ้องมาว่าไป่เจ๋อกำลังจะทำอะไร
ไป่เจ๋อทำการจุดไม้ขีดไฟขึ้นเมื่อเปลวไฟถูกจุดขึ้น เขาเริ่มโคจรลมปราณควบคุมเปลวไฟให้ลอยมาอยู่บนฝ่ามือของเขาก่อนที่จะบังคับเปลวไฟให้ลอยไปใต้เตาหลอมโอสถ โดยใช้ปราณเป็เชื้อไฟแทน
“นั่นเขาทำได้ยังไงน่ะไฟที่ไม่มีเชื้อเพลิง ทำไมมันยังคงสภาพอยู่ได้โดยไม่ดับล่ะ”ไป๋กุ้ยอิงแปลกใจมากกับสิ่งที่เห็นเธอเคยเห็นพวกผู้าุโในตระกูลปรุงยาแบบใช้เตาหลอมโอสถอยู่แต่พวกนั้นบางคนใช้เตาแก๊ส บางคนใช้ถ่านไม้ บางคนใช้ฟืนไม่เคยมีใครใช้ไฟที่ไม่มีเชื้อเพลิงแบบนี้มาก่อน
“กุ้ยอิงที่ตระกูลไม่ได้ปรุงโอสถด้วยวิธีนี้เหรอ” หลี่ไป๋ถามหลังจากเห็นว่าไป๋กุ้ยอิงมีสีหน้าแปลกใจเมื่อเห็นวิธีการจุดไฟที่เตาหลอมโอสถของไป่เจ๋อ
“ที่ใช้ไฟโดยไม่มีเชื้อไฟฉันเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก ปกติก็จะใช้แก๊ส ถ่าน ไม่ก็ไม้ฟืนน่ะ” ไป๋กุ้ยอิงตอบ
ทางหลี่เหมยอิงนั้นเห็นทุกอย่างแต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอตั้งเตาขึ้นหลายเตาพร้อมกับนำสมุนไพรบางชนิดไปร่อนบนกะทะเพื่อให้ได้รับความร้อนระดับหนึ่งก่อนจะนำไปต้มบางชนิดเธอต้มในน้ำเดือด บางชนิดต้มในน้ำที่ตั้งไฟอ่อน ซึ่งเธอใช้เตามากกว่า 5เตาเลยทีเดียว
ส่วนไป่เจ๋อนั้นเริ่มขยับนิ้วมือวาดอักขระปราณบนอากาศและส่งไปยังเปลวไฟใต้เตาหลอมโอสถก่อนที่เปลวไฟที่อยู่ใต้เตาหลอมจะแยกออกจากกันเป็ 5 กอง กระจายไปตามส่วนต่าง ๆของเตา โดยไฟแต่ละกองมีสีที่แตกต่างกัน รวมถึงอุณหภูมินั่นทำให้ผู้คนต่างตื่นตะลึง
“เขาทำให้เปลวไฟมีสีที่แตกต่างกันได้ยังไงน่ะ”
“เคยได้ยินเหมยอิงบอกว่าสมุนไพรแต่ละชนิดจะใช้วิธีการเตรียมและอุณหภูมิที่แตกต่างกันในการกลั่นตัวยาวิธีที่เหมยอิงใช้คือการต้ม แต่นี่เขาใช้เปลวไฟล้วน ๆ มันจะไม่ได้ขี้เถ้ายาเรอะ”
“หึท่านหมอไป่ คุณมั่นใจในฝีมือของตัวเองเกินไปนะ เดี๋ยวก็ได้ ขี้เถ้ายาหรอก”หลี่เหมยอิงหัวเราะ
ไป่เจ๋อไม่ได้สนใจหลี่เหมยอิงสักนิดเขาตั้งสมาธิเพื่อกลั่นเอาตัวยาในสมุนไพรออกมาจนหมดและเริ่มทำการส่งปราณอีกสายเข้าไปขจัดสิ่งปนเปื้อนในตัวยาออกซึ่งตอนนี้ทุกคนหันไปสนใจหลี่เหมยอิงกันหมดเพราะเธอกำลังนำสมุนไพรที่ต้มมาเทรวมกันเพื่อเคี่ยวให้ข้นขึ้น โดยใช้ปราณช่วยเร่งการระเหยของน้ำ
มีแค่ไป๋กุ้ยอิงกับหลี่โจวหม่าเท่านั้นที่ยังคงมองการปรุงโอสถของไป่เจ๋ออยู่และเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ทั้ง 2 เริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“เข้าใจแล้วแบบนี้นี่เอง” ไป๋กุ้ยอิงที่พยายามมองทุกการกระทำของไป่เจ๋อทำให้เธอรู้ถึงความลับเื่ไฟของไป่เจ๋อ
“มีอะไรเหรอคุณหนูไป๋” หลี่โจวหม่าถามขึ้น ทำให้ทุกคนหันกลับมาหาไป๋กุ้ยอิง
“จากที่หนูสังเกตพบว่าไฟของท่านหมอไป่มีพลังปราณเป็เชื้อเพลิงค่ะดังนั้นความร้อนทั้งหลายจะถูกคุมด้วยปริมาณปราณที่ใช้เผาไหม้แทนแต่การจะทำแบบนั้นได้หนูคิดว่ามันยากมากต้องฝึกฝนเท่าไหร่กันถึงจะแยกและถ่ายลมปราณที่แตกต่างกันได้แม่นยำขนาดนั้นจะเรียกว่าเขาเป็ปรมาจารย์การใช้ลมปราณเลยก็ว่าได้ในตระกูลไป๋ไม่มีคนที่สามารถจัดสรรปราณได้ละเอียดแม่นยำเท่ากับเขาเลยสักคนทุกคนลองดูที่มืออีกข้างของเขา จะสังเกตเห็นปราณอีกสายกำลังถ่ายเข้าไปในเตาหลอมโอสถคาดว่าคงเป็ขั้นตอนการขจัดสิ่งปนเปื้อนออกจากตัวยาที่กลั่นได้” ไป๋กุ้ยอิงอธิบาย
ส่วนหลี่เหมยอิงตอนนี้ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้นเธอทุ่มสมาธิไปกับการถ่ายปราณเพื่อกำจัดน้ำส่วนเกินออกไปขณะที่ทางไป่เจ๋อตอนนี้สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนออกจนหมดแล้วเขาเริ่มใช้ปราณจำนวนมากเพื่อผสมตัวยาแต่ละชนิดเข้าด้วยกันพร้อมกับขึ้นรูปเม็ดโอสถ ในขั้นตอนนี้เองที่โอสถของไป่เจ๋อเริ่มส่งกลิ่นหอม อบอวลออกมาจากเตาหลอมโอสถ
“กลิ่นนี้มันอะไรกันแค่สูดเข้าไปก็รู้สึกว่าลมปราณในร่างกายเพิ่มขึ้น แม้จะเล็กน้อยก็เถอะ”
“จริงด้วยแต่โอสถของเหมยอิงตอนนี้ยังไม่เป็รูปเป็ร่างเลย”
“ไม่แน่หรอกของแบบนี้มันวัดกันที่คุณภาพ ไม่ใช่ใช้เวลาเป็ตัววัดสักหน่อย”
คำพูดของคนรอบข้างตอนนี้เริ่มเอนเอียงไปทางไป่เจ๋อเพราะพวกเขาเคยได้ลิ้มลองโอสถจากเหมยอิงมาแล้วมันสามารถเพิ่มระดับฝึกลมปราณได้พอสมควร แต่ก็ด้อยกว่าโอสถที่สมาคมการค้านิดหน่อยแถมกลิ่นยังหอมอ่อน ๆ เท่านั้น
“คุณหนูเหมยอิงเื่ขี้เถ้ายา คงไม่ใช่สำหรับผมหรอกนะ หึหึ” ไป่เจ๋อหันไปทางหลี่เหมยอิงก่อนจะส่งยิ้มกวนประสาทไปให้ ทำให้เหมยอิงถึงกับขมวดคิ้วเส้นเืที่ขมับปูดขึ้นด้วยอารมณ์หงุดหงิด
“มาดูที่ผลมากกว่ากลิ่นดีกว่าไหม”หลี่เหมยอิงกล่าวพร้อมกับหันหน้ากลับไปยุ่งกับโอสถของเธอต่อไป่เจ๋อมองโอสถที่เคี่ยวในหม้อของหลี่เหมยอิงด้วยสีหน้าบูดเบี้ยว
“นั่นเรียกว่าโอสถเสริมลมปราณเหรอมันสีเหมือนโคลน แถมยังเหม็นไหม้ด้วย” เขาพึมพำเบา ๆ หากเขาทำโอสถแบบนี้ออกมาอาจารย์ของเขาต้องตีเขาตายแน่ ๆ
ใช้เวลาไม่นานไป่เจ๋อหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวมา ก่อนจะวาดมือที่ผสานลมปราณเพื่อเปิดฝาเตาหลอมออกและชักนำเม็ดโอสถโปร่งแสง 10 เม็ด เข้ามาบรรจุในขวดกระเบื้องที่อยู่ในมือของเขาตามด้วยดับไฟที่เตาหลอมโอสถ ก่อนจะใช้ปราณขจัดคราบบนเตาหลอมออกจนสะอาด
“เสร็จแล้วครับ”ไป่เจ๋อกล่าว การแข่งครั้งนี้ได้มีการชั่งน้ำหนักสมุนไพรเอาไว้ด้วย ซึ่งทั้งเขาและหลี่เหมยอิงต่างใช้สมุนไพรในน้ำหนักเท่ากันไป่เจ๋อได้โอสถมา 10 เม็ด ส่วนหลี่เหมยอิงตอนนี้ยังคงเคี่ยวโอสถอยู่ไป่เจ๋อจึงทำการเก็บเตาหลอมโอสถไว้ในมิติจิติญญาของเขาและนั่งรอดูการปรุงโอสถของหลี่เหมยอิง
ก่อนหมดเวลา5 นาที หลี่เหมยอิงก็ปั้นเม็ดยาสำเร็จ เธอปั้นออกมา 3 เม็ดใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อ ผมยุ่งเหยิงสภาพตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าเดิมของคุณหนูหลี่เหมยอิงผู้สูงส่งก่อนหน้านี้เลยส่วนไป่เจ๋อนั้นนั่งหล่อ ๆ รอดูหลี่เหมยอิงปั้นยา ด้วยสีหน้าเจื่อน ๆ
“เอาล่ะมาตัดสินกันที่จริงฉันนั้นอยากตัดสินด้วยตัวเอง แต่ด้วยหมอไป่สั่งห้ามเื่การบ่มเพาะไว้ชั่วคราวดังนั้นจะขอตั้งให้หลี่เฟิงเป็กรรมการตัดสินแทน” หลี่โจวหม่าผายมือไปยังหลี่เฟิง
“ให้ผมเหรอครับ”หลี่เฟิงชี้หน้าตัวเอง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ฉันเชื่อว่าเธอจะตัดสินอย่างเป็ธรรม”หลี่โจวหม่ากล่าว พร้อมกับส่งสายตากดดันหลี่เฟิงทันทีหลี่เฟิงมายืนต่อหน้าไป่เจ๋อและหลี่เหมยอิง
หลี่เฟิงทำการหยิบโอสถของหลี่เหมยอิงขึ้นมาก่อนจะพลิกซ้ายพลิกขวา ดมเล็กน้อย และนำมันเข้าปาก ตามด้วยโคจรลมปราณซึ่งใช้เวลาสักครู่ หลี่เฟิงก็หยุดโคจรลมปราณ
“เป็โอสถเสริมลมปราณขั้นต้นที่ดีครั้งนี้สิ่งปนเปื้อนดูเหมือนจะน้อยลงอีกแล้วนะเหมยอิง” หลี่เฟิงกล่าวชม
“ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะคุณปู่” หลี่เหมยอิง เมื่อได้รับคำชมจากปู่ของเธอเธอคิดว่าการแข่งครั้งนี้เธอต้องชนะอย่างแน่นอน
“ต่อไปก็โอสถของหมอไป่”หลี่เฟิงหยิบขวดกระเบื้องขึ้นมา เปิดจุกที่ปิดปากขวดออกกลิ่นของโอสถที่หอมมากเข้าปะทะเข้าจมูกของเขาอย่างจัง เพียงแค่ได้กลิ่นเขารู้สึกได้ว่าลมปราณของเขาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทำให้เขารีบเทโอสถออกมา 1 เม็ด
“อืม...ด้วยเวลาที่น้อยกว่าในการปรุงแถมยังใช้สมุนไพรในน้ำหนักเท่ากัน ท่านหมอไป่ยังได้จำนวนโอสถที่มากกว่าอีกแน่ใจแล้วใช่ไหมว่ามันดีกว่าของเหมยอิง” หลี่เฟิงถาม
ไป่เจ๋อพยักหน้าขณะที่หลี่เฟิง พลิกดูเม็ดยาโปรงแสงในมือไปมา ก่อนจะส่งมันเข้าปากแล้วเริ่มโคจรลมปราณอีกครั้ง คราวนี้หลี่เฟิงเงียบไปเป็เวลานานทีเดียว
“เห็นรึยังโอสถของหมอไป่ ทำให้ท่านปู่ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานมากในขณะที่ของฉันใช้เวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น หึหึ คุณย่าทวดดูท่านหมอไป่ที่ท่านดูภูมิในนักหนา เห็นทีจะไม่เก่งจริงละมั้งคะ”หลี่เหมยอิงกล่าวกับหลี่โจวหม่า เพื่อเป็การเยาะเย้ยไป่เจ๋อ แต่ยังไม่ทันขาดคำหลี่เฟิงก็หยุดโคจรลมปราณ
“ผู้ชนะท่านหมอไป่”คำประกาศนี้เหมือนกับฟ้าผ่าลงกลางศรีษะของหลี่เหมยอิง และคนตระกูลหลี่หลายคน
“ทำไมกันละคะคุณปู่ทำไมโอสถของหนูถึงแย่กว่าของหมอไป่ ปู่ใช้เวลาย่อยสลายโอสถนั่นตั้งนาน”หลี่เหมยอิงแย้งคำตัดสินของหลี่เฟิงทันที
“ปู่จะอธิบายให้ฟังเหมยอิง ประการแรกหลานแพ้ในเื่ของการใช้วัตถุดิบด้วยปริมาณสมุนไพรน้ำหนักเท่ากัน ท่านหมอไป่สามารถปรุงโอสถออกมาได้ถึง 10 เม็ดในขณะที่หลานปรุงออกมาได้แค่ 3 เม็ด” หลี่เฟิงกล่าวและหยุดมองหลานสาวของตนดูเหมือนว่าเธอจะยอมรับ หลี่เฟิงจึงกล่าวต่อ
“ประการที่2 คือระยะเวลาในการปรุงโอสถ ท่านหมอไป่ใช้เวลาน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับหลาน”ในข้อนี้หลี่เหมยอิงก็ยังคงรับฟัง เพราะวิธีการปรุงโอสถที่แตกต่างกันวิธีของไป่เจ๋ออาจจะได้เปรียบในเื่ของเวลา
“ประการที่3 ความบริสุทธิ์ของโอสถ โอสถของหลานมีความบริสุทธิ์แค่ 1 ใน 10 ส่วนส่วนของท่านหมอไป่นั้นมีความบริสุทธิ์เต็ม 10 ส่วน ที่ปู่นิ่งไปนานไม่ใช่เพราะต้องกำจัดของเสียออกแต่เป็เพราะปู่กำลังตรวจสอบประสิทธิภาพของโอสถอยู่” หลี่เฟิงอธิบาย
“ประการที่4 ประสิทธิภาพของโอสถของหลาน เทียบกับของท่านหมอไป่ไม่ได้ ประสิทธิภาพแตกต่างกันเหมือนน้ำในแม่น้ำกับน้ำในมหาสมุทร” หลี่เฟิงกล่าว
หลี่เหมยอิงถึงกับเขาทรุดเธอทุ่มสุดตัวแล้ว ทำไมยังชนะชายคนนี้ไม่ได้กัน เธอทำอะไรผิดพลาดครั้งนี้เธอสามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้เยอะกว่าปกติแล้วแท้ ๆ
ไป่เจ๋อเข้าใจทันทีว่าเธอกำลังใกับผลการแข่งที่เกิดขึ้นเพราะความมั่นใจที่มีมากเกินไป จึงส่งผลสะท้อนกลับที่รุนแรงเช่นนี้ไป่เจ๋อจึงเดินไปหยุดตรงหน้าหลี่เหมยอิง
“เธอยังขาดประสบการณ์ในการเลือกสมุนไพรวิธีที่เธอใช้คือการต้ม ฉันเคยบอกไปแล้วว่ามันจะทำให้ประสิทธิภาพตัวยาด้อยลงถึง 1ใน 1 พันส่วน แต่เธอก็ยังไม่คิดที่จะแก้ไขการปรุงสมุนไพรแต่ละชนิดต้องใช้อุณหภูมิที่ต่างกันในการกลั่นตัวยาจากที่ฉันเห็นเธอเคี่ยวสมุนไพร พบว่าบางส่วนไหม้และเสียคุณสมบัติทางยาไปบางส่วนในกระบวนการเคี่ยวให้งวดของเธอนอกจากนี้เธอไม่ได้ทำขั้นตอนขจัดสิ่งปนเปื้อนในโอสถด้วยลมปราณทำให้ตัวยาของเธอปนเปื้อนนั่นจะส่งผลให้คนที่รับโอสถของเธอต้องเสียเวลาและลมปราณในการขจัดมันออกเธอยังต้องศึกษาอีกมาก” ไป่เจ๋อกล่าวจบเขายื่นมือมาให้เธอจับเพื่อหวังจะดึงเธอขึ้นยืน
“ฉันจะจำไว้ท่านหมอเองก็ต้องสอนฉันด้วย...นะ...คะ”หลี่เหมยอิงรู้สึกอายมากที่ต้องพูดขอร้องคนที่ตนเองเคยดูถูกก่อนจะยื่นมือไปจับมือของไป่เจ๋อ
เมื่อยืนขึ้นมาได้ขาที่ไร้เรียวแรง ทำให้เธอเซเล็กน้อยไปซบเข้ากับไป่เจ๋อจากนั้นเธอก็รีบผละออกถอยห่างออกไป 5 เมตร ราวกับแมวที่ตื่นใ
‘นี่ฉันเขินเหรอกับคน ๆ นี้เนี่ยนะ’ หลี่เหมยอิงรู้สึกสับสน เมื่อครู่ที่เธอได้กลิ่นจากตัวไป่เจ๋อใจของเธอรู้สึกวูบโหวงขึ้นมาแปลก ๆ
ส่วนไป่เจ๋อดมเสื้อตัวเองเขาคิดว่าตัวเองมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จึงทำให้หลี่เหมยอิงผละออกไปราวกับเจอกองอาจมขนาดนั้น
“เธอเซจริงหรือแกล้งล้มไปซบเขากันน่ะน้องเหมยอิง”ไป๋กุ้ยอิงพูดแหย่หลี่เหมยอิง
“เซจริงๆ ค่ะ ใครอยากจะไปซบ อก หมอนั่นกัน” หลี่เหมยอิงเบะปาก แต่หน้าเธอกลับแดงเป็ลูกตำลึงด้วยความปากไม่ตรงกับใจนี้ ทำให้ไป๋กุ้ยอิงถึงกับหัวเราะ คิกคิก ออกมาทำให้หลี่เหมยอิงยิ่งอายหนักจนต้องก้มหน้า
การประลองโอสถก็จบลงโดยชัยชนะของไป่เจ๋อทุกคนที่ได้เห็นการประลองนี้ต่างเริ่มคิดกันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็คิดจะส่งลูกสาวหรือหลานสาวของตนให้ได้สานสัมพันธ์กับไป่เจ๋อบ้างคิดจะขอให้เขาช่วยปรุงโอสถให้ แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้นเพราะตอนนี้หลี่โจวหม่ากำลังจะกล่าวบางอย่าง
“เอาล่ะการประลองโอสถจบแล้ว ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย เหมยอิงจงจำเอาไว้ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเหนือขี้หมายังมีแมลงวัน หนูต้องหัดอ่อนน้อมถ่อมตน มิใช่เอาแต่ดูถูกเหยียดหยามคนเพราะทำแบบนั้นหนูถึงได้แพ้ในวันนี้จงเปิดใจยอมรับว่าผู้อื่นเองก็มีความสามารถเฉกเช่นเดียวกัน” หลี่โจมหม่ากล่าว
“ค่ะ”หลี่เหมยอิงได้แต่ก้มหน้าและกำหมัดแน่น เป็เธอที่แพ้ เธอไม่มีสิทธิ์โต้เถียงใด ๆทั้งสิ้น
“เวลาที่เหลือซีหยาน เ้า้าให้ท่านหมอไป่ชี้แนะใช่ไหม” หลี่โจวหม่าถามขึ้น
“ครับ”หลี่ซีหยานขานรับ เขายืนตัวตรงและยืดอกขึ้นราวกับทหารที่ถูกฝึกมาอย่างเข้มงวด
“เช่นนั้นท่านหมอไป่ไม่ทราบว่าสะดวกชี้แนะให้ซีหยานด้วยได้รึไม่” หลี่โจวหม่าถาม
“ไม่มีปัญหาครับแต่ผมขอเปลี่ยนชุดก่อน ชุดนี้มีคนให้ผมมา ผมไม่อยากทำมันขาดครับ” ไป่เจ๋อกล่าว
“ตามสบายเลยท่านหมอไป่การชี้แนะจะเริ่มในอีกครึ่งชั่วโมงให้ท่านหมอไป่ได้พักเหนื่อยจากการปรุงโอสถเสียหน่อยหากหมอไป่อยากได้อะไรบอกบ่าวรับใช้ได้เลยนะคะ ฉันเตรียมอาหารไว้ให้แล้ว”หลี่โจวหม่ากล่าว
“ขอบคุณมากครับ”ไป่เจ๋อกล่าวขอบคุณ ก่อนจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับใช้ประลอง