ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 37 องค์ชาย-องค์หญิง แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    บทที่ 37

    องค์ชาย-องค์หญิงแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์

     

            เด็กสาวสวมชุดสีชมพูสดใสกระโปรงบานจีบรอบพร้อมถุงน่องสีขาวแบบเต็มตัวกับรองเท้าส้นสูงสีชมพู

             

            เธอมองปราณสะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจ แล้วเดินลงส้นไปที่ตู้น้ำดื่ม

             

            “มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือพี่ชาย? พวกเรายืนกันเฉยๆแล้วก็มาชนพวกเราเนี่ย?”

             

            เธียรไม่พอใจที่ชายวัยรุ่นอายุที่น่าจะพอๆกับแสง-ขรรค์ พุ่งร่างเข้ามาชนปราณ เพื่อให้คุณหนูของเขาได้เดินสบายๆ  

             

            “แล้วน้องชายมีปัญหาหรือไง?...ไม่รู้จักคุณหนูหงส์นราวายุภักดิ์ บุตรสาวของจักรพรรดิยุทธ์ทวิชกับจักรพรรดิยุทธ์นรารัตน์เจ้าสำนักนภาเวหาหาวหรืออย่างไรกัน!! ไอ้เจ้าเด็กพวกนี้นี่!”

             

            ชายหนุ่มที่ยืนมือไพล่หลังหันมามองด้วยสายตาเหยียดหยาม

             

            ‘เธอมันเป็นลูกคุณหนูแล้วยังไง ข้าก็เป็นลูกคุณหนูเหมือนกันนะ’ เธียรนึกในใจกำหมัดแน่น ส่วนมืออีกข้างก็บีบขวดน้ำจนได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บ

             

            “ไม่มีใครเป็นเจ้าของสถานที่แล้วตรงนี้ก็ไม่ได้มีป้ายปักไว้ว่าเป็นที่ของเธอ...ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างกับพวกอันธพาลระรานหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว” เธียรตะโกนสั่งสอนพร้อมชี้หน้าเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังยืนดื่มน้ำอย่างไม่สนใจใยดี

             

            “หนอย...ไอ้เจ้าเด็กนี่ กล้าดียังไง ถึงมาเสียมารยาทกับคุณหนู!!”ชายหนุ่มรีบหันมาด้วยความเดือดดาล เงื้อมหมัดพุ่งเข้าหาเธียรอย่างรวดเร็ว!!...

             

            แต่แล้วเขาก็ต้องตาค้างเมื่อปราณเข้ามาขวางไว้โดยใช้ฝ่ามือทั้งสองประสานซ้อนกันเพื่อปิดกั้นหมัดที่พุ่งตรงมาหาเธียรได้ทันก่อนที่จะปะทะ...

             

            เธียรตกใจกระเด้งตัวออกห่างปราณเข้ามายืนแทนที่ ขวดน้ำของเขา ตกกระเด็นกลิ้งที่พื้นด้านน้ำในขวดไหลออกมาจนหมด ร่างน้อยๆ ของปราณปรากฏออร่าสีขาวห่อหุ้มร่างกายเอาไว้

             

            “ใจเย็นๆ ก่อนดีไหมครับพี่ชาย ทำไมต้องลงไม้ลงมือกันด้วย?” ปราณรับหมัดนั้นไว้โดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน แม้กระทั่งสีหน้าก็นิ่งเฉยไม่แสดงอาการใดๆ 

             

            ‘ไม่น่าเชื่อว่าเด็กตัวแค่นี้จะสามารถรับหมัดของข้าได้ ก็ลองดูสิพลังเด็กมันจะสักเท่าไหร่’

             

           ชายหนุ่มกัดฟันแน่น เร่งพลังฌานออร่าสีแดงปรากฎขึ้นห่อหุ้มตัวและพยายามกดแรงหมัดให้หนักขึ้นเพื่อหวังจะให้ปะทะร่างของปราณ

     

            แต่ปราณก็ยังสามารถรับพลังนั้นได้อย่างหน้าตาเฉยไม่มีความสะทกสะท้าน ออร่าที่ห่อหุ้มร่างของปราณค่อยๆ หนาขึ้น

             

            ทั้งสองคนยังยืนนิ่งในท่านั้นหมัดที่ปล่อยกับมือที่ต้านสั่นไหวด้วยพลังภายใน แต่ยังไม่มีทีท่าจะลดละท่ามกลางสายตาผู้คนที่หยุดดูการปะทะกันของทั้งคู่ จนกลายเป็นจุดสนใจย่อมๆ

             

           “พอเถอะ! ปล่อยเขาไปดีกว่า...ข้าขี้เกียจมาเสียเวลากับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนี้...อีกเดี๋ยวก็น่าจะถึงลำดับของข้าแล้ว...รีบไปกันเถอะ!”

     

            หงส์นรายืนกางขากำหมัดเท้าสะเอวด้วยมือหนึ่งข้างส่วนอีกข้างชี้ปราณด้วยใบหน้าที่หงุดหงิด จมูกยิ่งเชิดรั้นแสดงความไม่พอใจสุดขีดแล้วจึงหันหน้ามองชายหนุ่ม

             

            ชายหนุ่มคนดูแลค่อยๆ ลดพลังลงจนกลับสู่ภาวะปกติ แล้วคลายหมัดออก

             

            “ข้าเห็นแก่หน้าคุณหนูแล้วกัน...ไม่อย่างนั้นวันนี้เจ้าได้เลือดตกยางออกแน่ๆ!ไอ้เจ้าเด็กน้อย”

             

           “หึหึหึ...ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน...ว่าเจ้าจะทำให้ข้าเลือดตกยางออกด้วยวิธีไหน?”

     

            ปราณพูดด้วยเสียงดุดันแฝงด้วยรอบยิ้มเย้ย ไม่มีความหวาดกลัว แต่กลับเป็นการท้าทายเสียด้วยซ้ำ!

             

           “เจ้า...หืยยยย...ปากดีนักนะไอ้เจ้าหนูฝากไว้ก่อน...อย่าให้ข้าเจอหน้าเจ้าอีกครั้งก็แล้วกัน!!!”

     

            เอ่ยตอบด้วยความเคียดแค้นแต่เพราะเกรงใจคุณหนูหงส์นรา จึงจำใจต้องเดินตามอย่างช่วยไม่ได้

            การปะทะพลังฌานเมื่อครู่ทำให้ปราณวิเคราะห์ได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ มีพลังขั้นลหุยุทธ์เท่านั้นเพราะพลังที่ส่งออกมามีแรงปะทะน้อยกว่า วิทยา โลหะดำรง ลหุยุทธ์ระดับ 16ที่เขาซัดซะหมอบในลานประลองที่บ้าน หลังจากถามเสียมารยาทและอวดดี

             

            เธียรรีบวิ่งเข้ามาขอบคุณที่ปราณปกป้องเข้าไว้อีกหนพร้อมทั้งถามไถ่อาการ ปราณจึงเล่าอย่างไม่ปิดบังแล้วทั้งคู่ก็เดินเข้าในอาคารประลอง ซึ่งในขณะนี้กำลังคัดเลือกผู้ที่อยู่ลำดับที่ 78

             

            “ปีนี้ถือว่าเป็นปี่ที่ยอดเยี่ยมสุดๆ ของโรงเรียนครับเพราะมีทายาทนักฌานยุทธ์ระดับตำนานหลายท่าน มาร่วมการคัดเลือก...ลำดับที่ 78 ได้แก่ นาคินทร์ ชาติภุชงค์ อายุ 7 ขวบพลังฌานตอนที่ได้ใบรับรองที่ระดับ 8”

             

            ฟอลโล่ไลท์สว่างวาบขึ้นเด็กชายผมสั้นสีน้ำตาลอมเทา ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ดวงตาเรียวเล็ก มีเสน่ห์รูปร่างสูงแต่หนากว่าเธียรธวัช ในชุดเดินสีเขียวมรกตแซมด้วยสีทองยามก้าวเดินเสื้อผ้าต้องแสง เกิดประกายแวววับสวยงามเด็กน้อยก้าวเดินอย่างมั่นใจมาหยุดกลางลานประลอง โค้งคำนับให้ท่านผอ. และผู้ชม

             

            “นาคินทร์ ชาติภุชงค์ เป็นบุตรชายคนโต ของจักรพรรดิยุทธ์มหิธาและจักรพรรดิยุทธ์จงกลนี ชาติภุชงค์ ซึ่งเป็นผู้ปกครองดินแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมดของอาณาจักรไชยครามหรือที่เราเรียกกันอีกชื่อว่า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์!อีกทั้งยังเป็นเจ้าสำนักชาติภุชงค์ที่เลื่องชื่อแห่งอาณาจักรอีกด้วยครับช่างเป็นเกียรติอย่างสูงกับโรงเรียนมหรรณพาลัยของเรายิ่งนัก!”

     

            เสียงปรบมือต้อนรับและเสียงพูดคุยดังขึ้นทันทีผู้คนในอาณาจักรไชยคราม หรือแม้กระทั่งอาณาจักรใกล้เคียงอย่างอาณาจักรลัวร์ล้วนรู้จักดินแดนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือที่ยิ่งใหญ่กับประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหาและยาวนานเสียยิ่งกว่าอาณาจักรไชยครามเสียอีก

             

            ว่ากันว่าแม้จะอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรไชยคราม แต่นั่นก็เป็นเพียงในนามเพื่อมิให้ประชากรในดินแดนต้องสู้รบกับใครๆ

             

            เป็นดินแดนที่รักความสงบและสันติรวมไปถึงความสวยสดงดงามของสถานที่และความลึกลับซับซ้อนของสิ่งที่เกินคาดเดามีอยู่มากมายทำให้ผู้คนหลงใหลอยากไปเยือนและสัมผัสให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต

             

            ที่มาของคำว่า“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์”จึงถือกำเนิดขึ้นจากคำบอกเล่าของผู้คนที่มาเยือนเมื่อกาลก่อนและพูดต่อๆกันเรื่อยมา ทายาทของผู้ปกครองรุ่นต่อไปของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็คือเด็กน้อยที่ยืนอยู่กลางลานประลอง องค์ชายนาคินทร์ ชาติภุชงค์!

             

            นาคินทร์หลับตาปลดปล่อยพลังฌานแล้ววางมือบนทรงกลมแสงออร่าสีทองอร่ามจับตาไหลเข้าสู่ทรงกลมอย่างรวดเร็วสร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมและท่านผอ. มิใช่น้อยเพราะเป็นออร่าที่มีการเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว

             

            อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพลังฌานยุทธ์มีความเสถียรเป็นอย่างมาก สามารถควบคุมความเร็วของพลังฌานได้ลื่นไหลจากนั้นก็เปลี่ยนเส้นกระแสไฟฟ้าให้เป็นสีทองเฉกเช่นเดียวกันแถบวัดพลังพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องมาแตะที่หมายเลข ๑๐ แล้วกระพริบ 5ครั้งพร้อมเสียงเตือน

             

            ผู้คนปรบมือกันเกรียวกราวนาคินทร์เป็นผู้คัดเลือกคนแรกที่พลังฌานแตะที่ระดับ 10ทำลายสถิติของผู้คัดเลือกทั้งหมด เขากลายเป็นผู้ที่มีพลังฌานยุทธ์สูงสุดไปแล้ว!

             

            นาคินทร์ยิ้มเล็กน้อยเหมือนเขารู้อยู่แล้วว่าระดับฌานยุทธ์จะแตะที่ไหน จากนั้นก็โค้งให้ท่านผอ.และผู้ชม ด้วยท่าทางสง่างาม สมกับความเป็นองค์ชายแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วเดินลงจากลานประลอง โดยมีฟอลโล่ไลท์ส่องนำทาง

            เมื่อนั่งแล้วฟอลโล่ไลท์ก็หยุดที่ลำดับถัดมาทันทีเด็กสาวผมสีน้ำตาลอมเทา ผมยาวสลวย หน้าตาสะสวย ตาเรียวสวยได้รูป ปากสีชมพูอวบอิ่มผิวขาวใสอมชมพู ดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล เช่นเดียวกับนาคินทร์ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินก้าวฉับๆ อย่างมั่นใจ

     

            เธอแต่งกายแบบเดียวกับนาคินทร์ทุกประกายจะเว้นก็แต่เป็นกระโปรงยาวสูงเหนือเข่าเล็กน้อย

             

            “ลำดับที่ 79 ได้แก่ มุจรินทร์ ชาติภุชงค์อายุ 6 ขวบ พลังฌานยุทธ์ตอนได้ใบรับรองอยู่ที่ระดับ 7”

     

            ท่านผอ.ขยับตัวแล้วผายมือไปทางเด็กสาวร่างสูงเพรียวขายาวแล้วแนะนำเพิ่มเติม

             

            “เธอเป็นน้องสาวของนาคินทร์หรือจะเรียกว่าองค์หญิงน้อยแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่ผิดนัก!”

             

            เสียงปรบมือดังกึกก้องอีกครั้งและมีเสียงวี๊ดวิ๊วแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ เพราะความสวยสง่าน่ารักของเธอสามารถเรียกความประทับใจจากผู้คนได้เป็นอย่างดี   

             

            มุจรินทร์ยิ้มให้ผู้ชมตลอดการเดินพลางเงยหน้าขึ้นมองบนอัฒจันทร์ แม้เธอจะมองไม่เห็นหน้าใครก็ตาม แล้วโบกมือทักทายอย่างเป็นกันเองด้วยแววตาที่เป็นธรรมชาติไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย

             

            เธอเดินมาถึงกลางลานประลองโค้งคำนับท่านผอ. โบกมือพร้อมรอยยิ้มอีกรอบ ท่านผอ.เพียงแค่ผายมือให้เธอพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ แล้วพยักหน้า

             

            องค์หญิงน้อยหลับตาปลดปล่อยพลังฌานยุทธ์ ออร่าสีทองปรากฏขึ้นเฉกเช่นพี่ชาย เรียกเสียงฮือฮาใช่ย่อย

             

            จากนั้นเธอก็สัมผัสทรงกลมถ่ายเทพลังฌานอย่างรวดเร็วแต่คราวนี้ทำเอาเส้นกระแสไฟฟ้าสั่นและกระเด้งขึ้นลงรุนแรงกว่านาคินทร์เสียงอู้หูลั่นบริเวณ เครื่องวัดพลังขยับแถบรวดเดียวมาหยุดที่หมายเลข ๙แล้วกระพริบเตือน

             

            “เธอมีค่าพลังที่ระดับ 9 ครับ ยอดเยี่ยมจริงๆองค์หญิงตัวน้อย!”

             

            เธอโค้งแล้วยิ้มอย่างดีใจให้ท่านผอ.แล้วโค้งให้คนดู ท่ามกลางเสียงปรบมือกรี๊ดกร๊าดถูกอกถูกใจมุจรินทร์กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามานั่งที่เดิม ก่อนที่ฟอลโล่ไลท์จะหยุดที่หมายเลขถัดไป

            ปราณและเธียรมองเห็นฟอลโล่ไลท์ขยับเข้ามาใกล้ทุกขณะเธียรธวัชประสานมือแน่นเข้าด้วยกันแล้วห่อเข้ากับลำตัว จนปราณสงสัยจึงเอ่ยถาม

             

            “เป็นอะไรของเจ้า ดิ้นไปมาอยู่ได้?”

             

            “ตื่นเต้นน่ะสิ!...เกือบถึงแล้ว” เธียรธวัชบิดตัวไปมาด้วยความตื่นเต้นทำเอาปราณหัวเราะ

             

            “แล้วเจ้าจะไปเพ่งมองทำไมกัน เดี๋ยวก็ถึง...”

             

            ปราณคว้ามือเธียรมาจับไว้ข้างหนึ่งรู้สึกถึงความเย็นจากฝ่ามือ เขาเข้าใจว่าความตื่นเต้นและประหม่าเป็นแบบไหนเพราะเขาก็เคยผ่านความรู้สึกแบบนั้นมาก่อน

             

            ภาพทรงจำตั้งแต่วันเปิดผนึกฌานยุทธ์หลังไหลเข้ามาในสมองเขาได้ต่อสู้เป็นครั้งแรกกับเทวาจนได้เป็นยุวาจารย์ ท่ามกลางคนที่ไม่เห็นด้วยการต่อสู้เฉียดตาย ความตื่นเต้นกับการสอนคนอื่นเป็นครั้งแรก

             

            จนกระทั่งพบเจอกับเหตุการณ์ตื่นเต้นที่ต้องต่อสู้ด้วยพลังฌานยุทธ์หลายต่อหลายครั้ง จนเกิดความเสถียรในที่สุด

            ปราณจึงไม่มีความประหม่าในการคัดเลือกเพราะเขารู้ผลอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอยู่ดีซึ่งท่านพ่อกับท่านแม่ก็สั่งสอนในเรื่องเหล่านี้ให้แก่เขาตลอดมา

             

            โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ล่าสุดที่หน้าอาคารประลองซึ่งเกือบจะประมือรุนแรงกับคนแปลกหน้าเสียแล้ว ดีที่เขายังระงับอารมณ์ไว้ได้มิเช่นนั้นชายหนุ่มคนนั้น คงได้เจ็บตัวกลับไปเป็นแน่

             

            “คิดอะไรอยู่หรือปราณ?...ข้าเรียกเจ้าตั้งหลายครั้งแล้ว”

             

            “เออ...ก็คิดเรื่อยเปื่อยน่ะ เรื่องเก่าๆ”

             

            “ข้าว่าเอาไว้ก่อนดีกว่า...ดูนั่นสิ!!เด็กผู้หญิงที่หาเรื่องพวกเราด้านหน้าอาคารประลองยุทธ มาคัดเลือกด้วยจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว ท่าทางเดิน ช่างแสนเย่อหยิ่งซะเหลือเกิน!”

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน