“กลยุทธ์เสริมพลังหยาง”เย่เฉินพูด พลางกระตุกมุมปากขึ้นทันที
“กลยุทธ์เสริมพลังหยาง”เมื่อเจ้าหมีสองได้ยิน ดวงตาของเขาก็เปล่งประกาย
“มาๆพวกเรามาแลกกันเถอะ” เจ้าหมีสองดึงมาไว้ในมือแล้วยัดคัมภีร์ของตนเองใส่มือของเย่เฉิน
มุมปากของเย่เฉินยิ้มขึ้นอีกครั้ง
“ไม่เลวๆ”เจ้าหมีสองมองลงไป และมองมันอย่างเพลิดเพลิน เขามองไปพลางยิ้มโดยไม่ได้สังเกตเห็นดวงตาอันแสนรังเกียจของเย่เฉิน
“วิเศษมาก”เย่เฉินลูบคิ้ว และมุ่งความสนใจไปยังเคล็ดวิชาหมัดเขย่าบรรพต
จากที่ลองอ่านดูเย่เฉินก็พบว่าหมัดเขย่าบรรพตและฝ่ามืออสุนีบาตให้ผลเช่นเดียวกันทั้งสองอย่างนี้เป็นเคล็ดวิชาลึกลับของการโจมตีหลักซึ่งต้องใช้สมรรถภาพทางร่างกายชั้นสูงไม่เช่นนั้นกำลังภายในก็จะถูกครอบงำอย่างแน่นอน
หลังจากพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วยามทั้งสองจึงออกเดินทางอีกครั้ง
ครั้งนี้ทั้งสองคนเดินทางได้อย่างราบรื่นตลอดทาง
จนกระทั่งดวงดาวปรากฏขึ้นเต็มท้องฟ้าทั้งสองคนก็หยุดลงตรงผืนดินอันกว้างใหญ่และมืดมิด
“ที่นั่นคือตลาดมืดอเวจี”หมีสองชี้นิ้วไปยังด้านหน้า
หมีสองยังไม่ทันพูดอะไรต่อเย่เฉินก็จ้องมองไปยังพื้นที่สีดำที่อยู่ไกลๆ
ตลาดมืดอเวจีมีพื้นที่ประมาณหลายสิบลี้มันเป็นเหมือนผืนแผ่นดินที่ไหม้เกรียม ทั่วทั้งบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยความมืดยังไม่ทันจะเดินเข้าไป เขาก็ได้กลิ่นคาวเลือดความรุนแรงและอากาศอันหนาวเหน็บโชยเข้ามาสัมผัสกับใบหน้า
“ไปกันเถอะ”เจ้าหมีสองลากเย่เฉินเข้าไปด้านในของตลาดมืดอเวจี
ทันทีที่เดินเข้าไปเย่เฉินก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดและทรงพลังจนถึงกับทำให้ระดับการฝึกตนที่เขามีอยู่นั้นถูกกดไว้จนอยู่ที่ขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง
“นี่มันอะไรกัน”เย่เฉินมองไปยังเจ้าหมีสองที่อยู่ด้านข้างทันที
“อย่าเอะอะไป”เจ้าหมีสองกล่าว “เมื่อใดที่มีการประมูล ที่นี่ก็จะมีการระงับพลังเอาไว้ทุกคนที่เข้ามาที่นี่ระดับของการฝึกตนจะถูกกดไว้จนเหลือเพียงขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง”
“แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในระดับขั้นสมานญาณก็ถูกระงับไว้ด้วยหรือ?” เย่เฉินมองไปยังเจ้าหมีสองอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่มีข้อยกเว้น”
“เก่งกาจยิ่งนัก”ดวงตาของเย่เฉินเปล่งประกายถึงความตกใจ “ใครเป็นคนทำการระงับ ช่างเก่งกาจยิ่งนัก”
“สำนักเทียนเสวียน”หมีสองพูดจบ ก็ไม่ลืมที่จะชี้ไปด้านหนึ่งของตลาดมืดอเวจี
เย่เฉินมองไปรอบๆจึงพบว่าตรงจุดศูนย์กลางของตลาดมืดอเวจี มีอาคารอีกหลังหนึ่งลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ อยู่สูงกว่าพื้นดินหลายสิบจ้าง อาคารแห่งนี้มีความสง่างามราวกับเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถทนต่อการล่วงล้ำที่อุกอาจใดๆ ได้
ถึงจะอยู่ห่างเป็นระยะทางไกลถึงเพียงนี้แต่เย่เฉินก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่ากลัว
“สำนักเทียนเสวียนมีความเป็นมาอย่างไรข้าเองก็ไม่เคยได้ยินว่าในต้าฉู่จะมีพลังเช่นนี้อยู่ด้วย” เย่เฉินมองไปยังเจ้าหมีสอง
เจ้าหมีสองที่แสนรอบรู้มาโดยตลอดแต่ครั้งนี้เขากลับส่ายหน้า “ลุงของข้าเคยบอกว่าก่อนที่จะมีการก่อตั้งสำนักเหิงเยว่ สำนักเทียนเสวียนก็มีอยู่ตรงนี้มาก่อนแล้วพวกเขาไม่ได้อยู่ในสังกัดสำนักใดๆ แต่คนในสำนักกลับมีความแข็งแกร่งมาก ได้ยินมาว่าเจ้าสำนักของพวกเขาเป็นผู้ฝึกตนระดับขั้นผสานฟ้าท่านหนึ่ง”
“ขั้นผสานฟ้า?” เย่เฉินประหลาดใจทันที
การฝึกตนมีหกขั้นหลักรวมพลัง พลังธาตุ พลังหยาง ฝึกวิญญาณ สมานญาณ และผสานฟ้า เป็นขั้นเป็นตอนแม้ว่าคนที่มีกำลังแข็งแกร่งที่สุดอย่างตำหนักซื่อเสี่ยของสามสำนักหลักก็ยังไม่เคยพบผู้ฝึกตนขั้นผสานฟ้า เย่เฉินจึงถึงกับประหลาดใจ
“แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในตลาดมืดอเวจีแต่กลับไม่เคยเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้ประลองของพื้นที่แห่งนี้เลยและจะมีเพียงการประมูลในทุกๆ สามปีเท่านั้นจึงจะสามารถห้ามการห้ำหั่นกันในพื้นที่แห่งนี้ได้” เจ้าหมีสองพูดขึ้นอีกครั้ง
“ตามตำนานกล่าวกันว่าคนของตำหนักซื่อเสี่ยได้มาก่อความวุ่นวายที่นี่ แต่พวกเขากลับถูกฆ่าและส่งกลับไปสำนักเทียนเสวียนเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์หนึ่งของที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคสำนักต่างๆ หรือจะเป็นตระกูลฝึกตนก็ล้วนต่างไม่กล้าลองดีกับพวกเขา”
เย่เฉินไม่ได้พูดอะไรแต่เมื่อแอบมองไปทางสำนักเทียนเสวียน ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เมื่อคิดแบบนี้ขึ้นมาทั้งสองจึงเดินลึกเข้าไป
เย่เฉินจึงพบว่าผู้ฝึกตนที่อยู่ที่นี่ แม้จะมีพลังปราณที่แข็งแกร่งแต่ระดับการฝึกตนย่อมถูกระงับไว้ในขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งเสมอกันสิ่งนี้ทำให้เขาถึงกับถอนหายใจ ไม่ว่าอยู่ด้านนอกจะเก่งกาจเพียงใดก็ตามหากมาถึงที่นี่แล้วก็ต้องล้มคว่ำจนหมด
ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไรเย่เฉินก็ยิ่งต้องถอนหายใจ
ตลาดมืดอเวจีแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอย่างที่กล่าวไว้จริงๆ
ระหว่างทางที่เขาเดินไปได้พบศาลาพลับพลาจำนวนไม่น้อย ซึ่งศาลาที่พังทลายลงมาก็มีอยู่มากมายหลายแห่งยังมีรอยคราบเลือดที่ยังไม่แห้งดีรวมถึงสิ่งสกปรกต่างๆที่หลงเหลือจากการต่อสู้อยู่ทุกหนทุกแห่ง
ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่ง แต่ละคนเต็มไปด้วยพลังอันดุเดือดดวงตาแดงก่ำดั่งสีเลือด เต็มไปด้วยความกดขี่ข่มเหง
“เร่เข้ามาๆมาลองดูกันๆ หินวิญญาณ น้ำยาวิญญาณกำลังลดราคา”
“ท่านผู้ฝึกตนต้องการอาวุธวิญญาณไหม?”
“สินค้าพวกนี้เป็นสินค้าชั้นเลิศทั้งนั้นเลยนะ”
เมื่อทั้งสองคนมาถึงจุดที่คึกคักเสียงโห่ร้องขายของก็ดังไปทุกหนแห่ง ทั้งบริเวณเต็มไปด้วยแผงขายของมีของขายทุกชนิดรวมกันอยู่ที่จุดนี้
“กระดิ่งเพลิง”เมื่อเย่เฉินเห็นของวิเศษวางอยู่บนแผงขายของ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายดั่งแสงไฟ
“หินผลึกโลหิตเจ็ดสี”
“เม็ดบัวโลหิต”
ระหว่างทางสายตาของเย่เฉินก็เปล่งประกายไม่หยุด
“เป็นไงล่ะ ได้ประสบการณ์ใหม่พอหรือยัง!”เจ้าหมีสองเคลื่อนร่างอันอ้วนของเขาเดินไปด้านหน้า ราวกับพระเมตไตรยขนาดเล็กเมื่อมองไปช่างน่าขันยิ่งนัก เขาได้ดึงดูดสายตาจากรอบด้าน
“เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก”เย่เฉินถอนหายใจ
“เจ้าอย่าได้ดูถูกพวกเจ้าของแผงลอยที่นี่เด็ดขาด”เจ้าหมีสองกระซิบ “พวกเขาล้วนแต่ไม่ธรรมดาหรืออาจไม่แน่ว่าอาจจะเป็นผู้อาวุโสของสำนักหรือบางทีก็อาจจะเป็นผู้แข็งแกร่งของตระกูลฝึกตน”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
“การประมูลจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้พวกเราลองมาดูกัน ยามค่ำคืนของที่นี่คึกคักมาก” เจ้าหมีสองพูดจบก็หยิบเอาน่องไก่ออกมาจากเป้ากางเกง กินอย่างหน้าไม่อาย ไม่สนใจสายตาของคนรอบด้าน
เอ๊ะ?
พูดจบเจ้าคนนี้ก็ส่งเสียงขึ้น สายตาคมกริบ ราวกับได้พบกับสิ่งที่เขาชอบ
“เจ้าตามสบายก่อนนะข้าจะลองไปดูทางนั้นสักหน่อย” เจ้าหมีสองพูดจบก็เก็บน่องไก่ที่เหลือยัดใส่กลับไปในเป้ากางเกง จากนั้นจึงได้เดินไปดูอีกด้านหนึ่ง
เย่เฉินมองไปรอบๆอดไม่ได้ที่จะขยี้คิ้ว
มีผู้คนมากมายอยู่ในสถานที่แห่งนั้นด้านในสามชั้นด้านนอกสามชั้นล้วนเต็มไปด้วยความคึกคักที่ตรงนั้นมีป้ายสูงอยู่ป้ายหนึ่ง เสริมพลังหยาง
“วิเศษมาก”เย่เฉินแอบส่งเสียงเล็กๆ ตลาดมืดอเวจีช่างมีทุกอย่างให้เลือกซื้อจริงๆ
เจ้าหมีสองแยกออกไปเย่เฉินเดินดูสินค้ารอบบริเวณนั้น
เขาหยิบเลือกตลอดเส้นทางแต่ในใจกลับหวังว่าอัคคีเที่ยงแท้จะให้คำแนะนำบางอย่างได้ไม่เช่นนั้นเขาก็มองไม่ออกเช่นกันว่าสิ่งไหนคือของวิเศษ สิ่งไหนไม่ใช่
“สหายน้อยของข้านี้เป็นของวิเศษทั้งหมดเลย”
“ไม่ซื้อแล้วจะเสียใจนะ”
“ถ้าเลยจากหมู่บ้านนี้ไปจะไม่มีแผงลอยแบบนี้แล้วนะ”
เย่เฉินฟังเสียงร้องเรียกและเสียงตะโกนเช่นนี้มาตลอดเส้นทางเขากำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งของมากมายสิ่งของหลายอย่างก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และมีอีกหลายอย่างที่เขาดูไม่ออก
ทันใดนั้นเย่เฉินก็หยุดฝีเท้าลง จ้องมองออกไปยังจุดที่อยู่ไม่ไกล
ที่นั่นมีหญิงสาวชุดขาวกำลังเดินผ่านเข้ามา ผมสีดำลอยตัว เสื้อผ้าพลิ้วไหวตามสายลมประดุจดอกบัวบาน
นางเป็นดั่งนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ที่ลงมายังโลกมนุษย์ไร้การแปดเปื้อนของโลก
คนผู้นี้เมื่อลองดูให้ละเอียด คงจะเป็นจีหนิงซวงแห่งสำนักเจิ้งหยางหรือเปล่า?