Pioneer Era

    ตอนที่ 42 ทัศนศึกษาแสนสนุก (2)

    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]

    “โอ๊ววววววววว! ”

    เกิดเสียงดังลั่นไปทั้งคันรถ ในตอนที่ฉันหลุดออกมาจากปากของเจ้ามังกรขี้เรื้อน

    เออ… เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นหรือดอง?

    รู้สึกเหมือนว่าจะพลาดเรื่องน่าสนุกไปเลยแฮะ

    “เกิดคู่รักใหม่แล้วโว้ย! ”

    “ว่าแต่เผ่ายักษ์กับพวกชนเผ่าสัตว์ทำลูกกันได้ด้วยหรือวะ? ”

    “ของแบบนั้นไม่ลองไม่รู้หรอก! ”

    “เอากันเลย! เอากันเลย! เอากันเลย! เอากันเลย! ”

    เสียงของบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นดังขึ้นไม่ขาดสายราวกับเป็นคนบ้า โดยมีศูนย์กลางของความบ้านั้นมาจากพรุนกับวานาดิไนต์

    เดียวนะดอง…

    ทำไมพรุนถึงจับกดวานาดิไนต์แนบเก้าอี้แน่นอย่างงั้นละดอง?

    ดูนั่นสิ เธอหน้าแดงมากจนเขาบนหัวส่งควันร้อนโฉยออกมาเลย

    เมื่อพิจารณาจากคำพูดของเพื่อนโดยรอบแล้ว… หรือว่าสองคนนั้นกำลังจะทำเลิฟ ๆ ต่อหน้าประชาชีอยู่อย่างงั้นหรือดอง!?

    กรี๊ดดดด! แบบนี้ไม่เผือกไม่ได้แล้วดอง!

    “พวกเรามาร้องเพลงฉลองให้พวกเขากันเร็วดอง! ”

    “ด้วยความยินดี! ”

    “แต่น แต่น แตน แต๊น แตน~ แต่น แต้น แต้น แตน~ แต๊น แตน แต๊น แตน~ แตน แตน แต้น แตน~ แต๊น แต่น แต๊น แต้น~ แต่น แตน แต๊น แตน~ แต๊น แต่น---”


    “ไอพวกลูกเจี๊ยบข้างบนเงียบเสียงเดียวนี้! ”


    เหล่านักเรียนแสนน่ารักต่างวิ่งไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเอง ก่อนจะหุบปากลงอย่างเงียบเฉียบโดยมิได้นัดหมาย

    ขยะตามพื้นถูกเก็บขึ้นมาพร้อมเพรียงกันอย่างสามัคคี

    บางคนหยิบกล้องออกมาถ่ายรูปวิวข้างนอกตัวรถผ่านหน้าต่าง แล้วทำเป็นจดบันทึกด้วยใบหน้าเคร่งเครียด บางคนเองก็หยิบหนังสือเรียนขึ้นมาอ่านด้วยสีหน้าที่จริงจัง

    ส่วนฉันกำลังเอาเอกสาร (ถือกลับด้าน) ขึ้นมานั่งอ่านกับดิวซ์ โดยมีเจ้ามังกรตัวแสบขดตัวซ่อนอยู่ใต้ตำราเล่มยักษ์

    "ไอเจ้ามังกรขี้เรื้อน แกนะไปที่อื่นไป๊! "

    "เงียบสิค่ะลี่"

    เสียงฝีเท้าที่น่ากลัวกำลังดังขึ้นมาจากบันไดซึ่งตั้งอยู่ตรงส่วนหัวรถ


    “ใคร… ใครมันสิ้นคิดถึงขนาดมาจัดงานปาร์ตี้บนรถกัน! ”


    เผ่ายักษ์ตัวสูงใหญ่กว่าสามเมตร มีผิวสีเลือดหมู ผมสีส้มเปลวเพลิง สวมเสื้อคลุมสีเทาทับสูทสีดำตัวใหญ่ และถือตรีศูลขนาดสองเมตรครึ่ง ชายคนนั้นกำลังกล่าวด้วยเสียงที่ดุดันอยู่ตรงหน้าพวกเรา

    ใช่แล้ว เขาคือวีรบุรุษเผ่ายักษ์ และยังเป็นผู้อำนวยการแผนกการทหารของโรงเรียนไพโอเนี่ยร์ [บานา] คนนั้นนั่นเอง

    “ทำไมผู้อำนวยการบานามาอยู่ที่นี่ละ! ”

    “ไม่ใช่ว่าโดนเมียจับขังอยู่ในรั้วโรงเรียนไปแล้วหรือ? ”


    “ทำไมข้าจะมาอยู่ที่นี่เพื่อสอนนักเรียนตัวเองไม่ได้!? อีกอย่าง ข้าไม่ได้กลัวเมียเฟ้ย! "


    เป็นอีกครั้งที่เสียงพูดคุยของนักเรียนเงียบกริบลงเพราะถูกเสียงของ ผอ. บานา กลบจนมิด


    “อีกเดียวจะถึงที่หมายแล้ว รีบเตรียมตัวให้พร้อมซะไอพวกลูกเจี๊ยบทั้งหลาย! ”


    น่ากลัวงะ

    นึกไม่ถึงเลยว่าเวลา ผอ. บานา โกรธจะน่ากลัวได้ขนาดนี้

    ดูสิ แม้แต่พรุนยังนั่งเบือนสายตาไปทางอื่นด้วยความหวาดกลัวเลยดอง

    ผอ. บานาสอดส่องสายตาที่คมกริบไปทั่วคันรถ ก่อนจะหยุดลงตรงจำแหน่งที่ฉันนั่งอยู่


    “...พวกเจ้าอย่าริอาจคิดว่าจะก่อเรื่องซนต่อหน้าข้าได้เชียวละ”


    พะ… พูดถึงเราอยู่หรือเปล่านะดอง?

    มะ… ไม่มีทาง… คงคิดไปเองแน่ ๆ ดอง

    ใช่ ฉันต้องคิดไปเองแน่ ๆ เลยดอง~

    ผอ. บานาปรายตามองไปทั่วคันรถอีกรอบ ก่อนจะเดินหายลับตากลับลงไปที่ชั้นล่าง

    ทั้งที่พายุพัดผ่านไปแล้ว แต่ไม่มีใครกล้าเอยปากส่งเสียงดังแม้แต่คนเดียว พวกเรา… ต่างถูกแรงกดดันของ ผอ. ข่มจนไม่กล้าที่ส่งเสียงคุยกันอีกต่อไปแล้ว



    หลังจากนั้นราวสามสิบนาที

    พวกเราเดินทางเข้าสู่สถานที่ทัศนศึกษา ด้วยสภาพอันเงียบเชียบราวกับอยู่ใจกลางป่าช้า

    รถเหาะระบบลมไอออนลอยตัวต่ำเลียบพื้นทั้งสิบคัน กำลังบินลอดผ่านประตูเหล็กสีแดงบานใหญ่ที่เปิดกว้าง

    เสียงเลื่อนบานประตูที่หนักเป็นตันดังลั่นไปตามรางตรงพื้น ก่อนจะเกิดเสียงกระแทกปิดไล่ตามหลังในตอนที่คันสุดท้ายลอดผ่านซุ้มประตูเข้ามา

    รั้วเหล็กสูงห้าเมตรที่ยาวต่อเนื่องออกมาจากประตูบานนั้น ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยหอคอยเฝ้าระวังทรงกรวยสูงสิบเมตร

    หอคอยทรงกรวยนั้นเต็มไปด้วยปืนกล กับปืนใหญ่ขนาด 155 มม. ติดอยู่รายรอบ

    พวกมันเคลื่อนไหวไปตามรางบนผิวของหอคอย และเล็งปืนเฝ้าระวังสัตว์ร้ายที่อาจเข้ามาใกล้

    ถัดออกไปจากหอคอยและแนวกำแพง คือแนวรั้วเลเซอร์ที่คมกริบพร้อมจะตัดร่างทุกชีวิตที่ล้วงล้ำเข้ามา

    พื้นที่ภายในของขอบเขตเฝ้าระวังที่คล้ายฐานทัพทหาร มีอาคารวิจัยเรือนกระจกทรงโดม โรงเก็บรถถัง โกงดังเก็บของขนาดใหญ่ และศูนย์ผลิตโกเลม

    อาคารที่โดดเด่นเป็นรูปทรงไข่ใบยักษ์ตรงหน้า มีไข่สีขาวขนาดสองเมตรจำนวนสิบกว่าฟองวางเรียงเป็นวงแหวนล้อมเอาไว้

    ภายในไข่ขนาดเล็กนั้น มีแกนโกแลมของเผ่าภูติบรรจุอยู่

    โกเลมคือสิ่งมีชีวิตเทียมรูปแบบหนึ่ง

    ข้อแตกต่างของโกเลทกับหุ่นยนต์ของเผ่ามนุษย์ คือโกเลมจะมีสิ่งที่เรียกว่า [แกน] เป็นหัวใจสำคัญของระบบ

    มันจะใช้แกนเป็นทั้งระบบปฏิบัติการกับแหล่งพลังงานในการขยับร่างกาย

    แกนจะดึงวัสดุรอบตัวมาก่อเป็นรูปร่างแทนร่างกาย แล้วใช้สิ่งนั้นในการขยับเคลื่อนไหวเพื่อทำภารกิจ

    งานสำรวจกว่า 50% นั้นจะใช้โกเลมหรือไม่ก็หุ่นยนต์ในการบุกพื้นที่ เลยไม่แปลกที่จะเห็นโรงงานผลิตตั้งอยู่ในฐาน

    ใช่แล้ว สถานที่แห่งนี้คือศูนย์บัญชาการบุกเบิกภาคพื้นตะวันออกของทวีปดรีมแลนด์แห่งนี้นั่นเอง


    "เรียงแถว ปฏิบัติ! "


    ผอ. บานาตะโกนเสียงดังลั่นหลังจากที่รถจอดสนิท

    เขากับกลุ่มอาจารย์แผนกการทหาร ต่างออกไปยืนเรียงแถวหน้ากระดานบนลานกว้างภายในสามสิบวินาที


    "รออะไรอยู่เจ้าพวกลูบเจี๊ยบ! จะให้พวกอาจารย์รอจนถึงเที่ยงตรงหรือยังไง! "


    เสียงของผอ.บานาดังก้องอีกครั้งต่อหน้านักเรียนที่กำลังวิ่งลงจากรถอย่างทุลักทุเล

    พึ่งผ่านไปแค่หนึ่งนาทีเองนะดอง…

    พวกเราทั้งสามร้อยคนใช้เวลาราวสิบนาที เพื่อมุดออกจากช่องประตูขนาดเล็ก และใช้เวลาอีกห้านาทีเพื่อจัดแถวหน้ากระดานประจันหน้ากับเหล่าคณาจารย์


    "ช้ามาก! ไร้ระเบียบวินัย! อย่างนี้ต้องดัดนิสัย! วิดพื้นมือเดียวหนึ่งร้อยครั้ง ปฏิบัติ! "


    เสียงที่ดุดันของ ผอ.บานา ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับที่พวกเรานักเรียนหนึ่งร้อยชีวิตเริ่มวิดพื้น

    และในตอนที่พวกเราวิดถึงครั้งที่เก้าสิบเก้า…


    "วิดช้า วิดไม่พร้อมกัน ขาดความเป็นหนึ่งเดียว เริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด! "


    โหด!

    ไม่คิดเลยว่าการสอนของผอ.บานาจะโหดขนาดนี้ดอง!

    ส่วนชนเผ่าทั้งถิ่นหนึ่งร้อยคนที่ตามมาด้วยนั้น…

    "น้ำดื่มอุ่น ๆ สีดำนี้อร่อยจัง~"

    โพแทนกำลังดื่มน้ำช็อกโกแลตไปพร้อมกับนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาวอย่างสบายอารมณ์

    "รับเค้กมั้ยคะ? "

    ส่วนโนอาร์กำลังเสริฟชาร้อนให้ไพไรน์

    แต่เธอดันสะดุดชายกระโปรงเมดตัวเองก่อน เลยล้มหน้าทิ่มอยู่ข้าง ๆ เขาแทน

    ใช่ พวกนักเรียนแลกเปลี่ยนไม่ต้องมาฝึก และสามารถใช้เวลาเสพสุขไปกับเครื่องดื่ม น้ำ กับขนมที่ทางโรงเรียนเตรียมเอาไว้ให้

    หน่อย… จะสบายกันเกินไปแล้วนะ


    "ชักช้ายืดยาดกันจริง! แค่วิดพื้นหนึ่งร้อยครั้งจะใช้เวลาถึงเย็นเลยเรอะ!? เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกาย จงไปวิ่งรอบสนามหนึ่งร้อยรอบซะ! พวกภูติกับมนุษย์นกห้ามขี้โกงบินเด็ดขาด ปฏิบัติ! "


    กรี๊ดดดด! ท่านผอ. ไปกินรังแตนที่ไหนมากันเจ้าค่ะดอง!?

    วิ่งรอบสนาม วิดพื้น กระโดดกบ ลุกนั่ง หมอบคลาน

    พวกเราใช้เวลาร่วมมากถึงสองชั่วโมงจนถึงเที่ยงตรง กว่าจะผ่านการลงโทษที่ว่าครบทั้งหมด



    " ดีมาก งั้นต่อไปจะเริ่มสอนบทเรียนสำรวจแล้ว นั่งได้! "

    เสียงของ ผอ. บานา ฟังดูอ่อนโยนขึ้น

    แต่รอยยิ้มของเขากลับชวนดูซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้อยู่

    " …"

    แล้วข้าวกลางวันละ?

    ฉันหันไปมองดูพวกโพแทน

    พวกเขากำลังเปิดโต๊ะจีนกินข้าวกลางวันกันอย่างเอร็ดอร่อย

    กลิ่นหอมของเนื้องูย่าง กลิ่นหอมของไขมันวัวที่แทรกออกมาจากเนื้อซึ่งกำลังเต้นเร้าบนเตา เสียงผัดอาหารที่ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย

    แถมกินตรงไหนไม่กิน ดันมากินตรงข้าง ๆ จุดที่พวกเราฝึกกันอีกดอง

    "นี่ก็ถือเป็นการฝึกเช่นกัน อยู่ในป่าเขาบางทีก็ต้องทนต่อความหิวเหมือนกันนะเจ้าพวกลูกเจี๊ยบ"

    ผอ. บานาว่าเช่นนั้นละ…

    โอเค… ฉันรู้แล้วว่ารอยยิ้มเมื่อกี้หมายถึงอะไรดอง

    นี่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ฉันรู้จักดอง แต่เป็นนายทวารของนรกต่างหากดอง

    ภาพของบุรุษเผ่ายักษ์ผมสีส้มเปลวเพลิงถือตรีศูล ได้กลายเป็นภาพของนายทวารนรก [ยมบาล] ไปแล้วดอง

    "ต่อไปเป็นคำถามบทเรียน รู้มั้ยว่าป่าข้างหน้าคืออะไร? ตอบผิดต้องวิดพื้นห้าสิบครั้งทุกคน! "

    *พรึบ* เกิดเสียงหันหน้าอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย

    เป้าหมายของสายตาคือเอซ ชายที่สอบกลางภาคได้เป็นอันดับหนึ่งของรุ่น

    "เอซห้ามตอบ"

    เล่นงี้เลยหรือดอง…

    "ผมขอตอบครับ"

    ในตอนนั้นเองที่โฮปยกมือขึ้นสูง

    จริงสิ ยังมีโฮปที่เป็นพวกแน่นเนื้อหาตามตำราอยู่นี่นะ

    " มันคือป่า [สีดำ] ตามภาพลักษณ์ครับ แต่พอได้พบปะกับชนเผ่าท้องถิ่น จึงทราบว่ามันคือ [ป่าเส้นด้ายดำ] เป็นหนึ่งในพื้นที่สำรวจที่อันตรายของทวีปนี้ครับ"



    หากมองเลยออกไปจากกำแพงสีเทาทางฝั่งขวา จะพบกับผืนป่าสีดำที่ว่า

    มันเป็นผืนป่าใหญ่ที่มีไม้ยืนต้นเปลือกสีแดงสูงกว่าสิบเมตรขึ้นหนาทึบ

    หนามแหลมที่ยื่นออกจากผิวหยาบกร้าน ทำให้พวกมันดูมีอันตรายน่ากลัว

    แต่สิ่งที่ทำให้ชวนขนหัวลุกมิใช่ต้นไม้หนามแหลมเหล่านั้น

    แต่เป็นต้นไม้ประหลาดที่บอบบางคล้ายเส้นด้าย ซึ่งเติบโตอยู่ภายในป่านั้นต่างหาก

    ทวีปแห่งนี้มีธรรมชาติที่แปลกประหลาดซึ่งต่างออกไปจากทวีปที่พวกเราจากมา

    หนึ่งในนั้นคือต้นหญ้าสีดำที่มีใบเรียวเล็กจนคล้ายกับเส้นด้าย

    ปกติพวกมันจะโตเป็นพุ่มขนาดเล็กหนึ่งเมตร หรือไม่ก็โตกระจายเป็นทุ่งหญ้าสีดำกว้างขวาง

    พวกมันมีความเหนี่ยวคล้ายเชือก หากเอามาผ่านกระบวนการ จะสามารถนำมาใช้แทนเส้นลวดขนาดเล็กได้

    แต่ต้นหญ้าด้ายดำที่ขึ้นในป่าแห่งนี้มันผิดแปลกออก

    มันเติบโตจนมีขนาดใหญ่

    เส้นด้ายสีดำนั้นขึ้นไปทั่วป่า และเกาะพันไปตามลำต้นไม้ใหญ่คล้ายพวกไม้เลื้อยธรรมชาติ

    มันเลื้อย โยงใยคล้ายรังแมงมุม จนทำให้สีของป่ากลายเป็นสีดำสนิท

    แสงตะวันที่ส่องลอดผ่านเส้นด้ายเหล่านั้น ได้กลายเป็นเงาสีดำอันคมกริบบนพื้น

    เป็นเงาที่คมกริบพร้อมลวดลายน่าขยะแขยงวาดขึ้นอยู่ในป่าแห่งนี้



    "ตอบได้ถูกต้อง ป่าที่มีชื่อว่า [ป่าด้ายดำ] นั้นอันตรายมาก ข้างในเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย โดยมีเจ้าป่าเป็น [สไปเดอร์-อาบอก] ที่อันตราย พวกมันมีนิสัยที่ชอบจับเหยื่อไปแขวนกับด้ายสีดำที่ขึ้นโยงใยไปทั่วป่า

    เหยื่อจะถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ให้แห้งตายทั้งเป็น หรือไม่ก็ถูกวางไข่บนร่างแล้วถูกตัวอ่อนกัดกินออกมาจากข้างใน

    ถ้าไม่อยากตายทรมาน ก็อย่าริอาจซนแอบหนีออกจากค่ายนี้เป็นอันขาด"

    แบบนี้นี่เอง

    แต่ว่าอยากออกไปผจญภัยงะ

    แต่ก็เข็ดหลาบจากเหตุการณ์ครั้งที่แล้ว เพราะงั้นคราวนี้ฉันไม่ซนแหกกฏออกไปหรอก

    (จะดีหรือ? นั่นเป็นดินแดนที่แม้แต่พวกผู้ใหญ่ยังสำรวจได้แค่ 60% เองนะดอง)

    (ไม่ ไม่ สถานที่อันตรายแบบนั้น เดียวก็ได้ไปตายฟรีหรอกดอง)

    จิตใจมารกับเทพกำลังโต้เถียงกันอยู่ในสมอง

    (เจ้าจิตใจเทพเงียบปากไปเลย ชีวิตมันต้องสนุกเข้าไว้สิดอง!)

    (เจ้าจิตใจมารอย่างแกต่างหากที่ต้องเงียบปากดอง!)

    จิตใจมารที่สวมชุดปีศาจมีหาง กำลังวิ่งเข้าไปตบหน้าจิตใจเทพที่สวมชุดเทวดา

    *@@#$&@@&&!!! *

    เอาละสิ จิตใจมารกับเทพเริ่มตบตีกันวุ่นแล้วดอง

    "การเรียนการสอนวันนี้จะให้พวกเจ้าศึกษาพืชพรรณ กับวิจัยพฤติกรรมโครงสร้างสัตว์ร้ายของป่า ให้แบ่งกลุ่ม--"



    "..."

    อยู่ ๆ ผอ. บานาก็หยุดพูดกะทันหัน

    เขาหันหน้าไปทางประตูหลักที่พวกเราผ่านเข้ามาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

    ป้อมปืนจำนวนมากที่เคลื่อนไหวป้องกันตรงหอคอยทรงกรวย กำลังหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว

    ปลายของปากกระบอกปืนบนนั้น กำลังหันไปทางด้านนอกของตัวศูนย์บัญชาการพร้อมกัน

    "---"

    ในตอนที่คิดว่าเกิดอะไรขึ้น ก็มีเสียงบางอย่างลอดเข้ามาในหู

    " $#---"

    เสียงนั้นดังมาจากสถานที่ไม่ไกลจากตรงนี้

    มันเป็นเสียงฝีเท้าของผู้คนจำนวนมาก

    แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนแรงขึ้นจนรู้สึกได้

    มีเสียงโห่ร้องคล้ายคนป่า เสียงหอนที่น่าหวาดหวั่น และเสียงกู่ร้องราวกับจะทำศึกสงคราม

    นี่มัน…


    "พานักเรียนทุกคนเข้าไปหลบในอาคารเดียวนี้! ”


    เสียงของผอ.บานาดังลั่นไปทั่วลานดินอย่างชัดเจน

    แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ทันเคลื่อนไหว

    ประตูเหล็กบานใหญ่ที่ควรปิดแนบสนิทกลับเริ่มเลื่อนเปิดออกอย่างน่าประหลาด

    เสียงล้อเลื่อนที่ไหลไปตามรางเหล็กผั่งพื้นดังลั่นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับภาพของผู้รุกรานที่กำลังบุกเข้ามา

    พวกมันสวมหน้ากากไม้ที่วาดลวยลายปีศาจน่ากลัว สวมชุดเกราะหนังสีน้ำตาล และมีขนตามตัวปรากฏให้เห็นอย่างโดดเด่น

    หางกับหูที่คล้ายกับหมาป่าหรือกระต่าย ทำให้ฉันรู้ว่าพวกเขาคือชนเผ่าท้องถิ่นที่พวกเราเรียกว่า [เผ่ามนุษย์สัตว์]

    ประกายแสงจากที่สะท้อนลอดผ่านหน้ากากอันน่ากลัวนั้น คือดวงตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและเกลียดชัง

    แถมพวกมันยังมีปืนไรเฟิลมาตรฐานของเผ่ามนุษย์ [M16] ถือแนบกายติดมาอีกด้วย

    นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ยดอง!?

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน