เมื่อทางถูกเปิดโดยเย่หยางและคนที่เหลือ อาศัยจังหวะ่ชุลมุน ป๋อฉานะโไปข้างหน้า วิ่งหนีหน้าตั้งไม่คิดชีวิตไปที่สถานีตำรวจ
“ไอ้เวรนั่น ฉันน่าจะฆ่ามันเหมือนกับหม่าหู” เย่หยางสบถคำหยาบ ในขณะที่มือขวากำลังใช้มีดสั้นเฉือนลำคอหนึ่งในเทวทูตที่อยู่ใกล้
“ราชันเย่ จะให้ฉันวิ่งไปลากเขากลับมาไหมคะ” เหวินหลิงมีสีหน้าขลาดเขลา เนื่องจากก่อนหน้านั้นก็เป็หม่าหูทีนึงแล้วที่ทำให้เย่หยางไม่พอใจ มาคราวนี้ยังเป็ป๋อฉานที่เธอขอให้ไว้ชีวิตอีก
เหวินหลิงกลัวว่า พวกเขาอาจเป็ต้นเหตุพลอยให้เย่หยางบันดาลโทสะมาที่เธอ สุดท้ายเธอก็ต้องตายอย่างพวกเขาโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยง
“ไม่ต้องรีบ ยังไงเป้าหมายเราก็อยู่ที่นั่นอยู่ดี”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
สำหรับป๋อฉานคนไร้ประโยชน์อย่างมันจะฆ่าเมื่อไหร่ก็ได้
แต่ตอนนี้ฆ่าเทวทูตอีกเพียงไม่กี่ตน ก็จะเลื่อนลำดับกลายเป็ราชันลำดับ 2 แล้วทำไมเขาต้องปล่อยโอกาสฟาร์มอันแสนมีค่า ไปไล่จับคนไร้ประโยชน์นั่นด้วย
เนื่องจากเส้นทางสายนี้เป็ถนนเส้นใหญ่ จำนวนเทวทูตจึงต่างจากที่แล้วมา หลังจากดูดซับเืของเทวทูตตนที่ 50 เย่หยางได้ะโบอกคนที่เหลือทันที
“วิ่ง!”
ตอนนี้เป้าหมายบรรลุผลแล้ว ไม่มีเหตุผลต้องจัดการกับพวกมันที่วิ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง มันเหมือนกับคลื่นลมแรงจากท้องทะเลที่เข้ามาไม่หยุด ต่อให้อยากจะต้านก็ทำได้ยาก
......
อาศัยซากรถที่จอดบนถนนเป็เส้นทางตัดผ่าน ในขณะเดียวกันพวกเทวทูตเองก็เคลื่อนไหวได้ช้า สุดท้ายพวกเขาจึงมาถึงสถานีตำรวจได้อย่างปลอดภัย
ด้านหน้าสถานีตำรวจเคยมีดอกไม้พุ่มหนึ่งถูกปลูก
สองด้านเป็บันไดโดยมีพุ่มไม้อยู่ตรงกลาง แต่ตอนนี้พุ่มไม้ที่ว่าไม่อยู่แล้ว มันถูกแทนที่ด้วยซากสัตว์และกลิ่นคาวเือันคละคลุ้ง
นอกจากนั้นสถานีตำรวจเวลานี้ ยังมีแบริเออร์ถูกวางไว้หลายจุด
ดูจากการจัดเรียงตำแหน่ง คนที่อยู่ข้างในคงไม่ธรรมดา
อาศัยแบริเออร์ทำให้เทวทูตสับสนและเดินช้า ยิงปืนเพื่อปิดชีพพวกมัน
เย่หยางวิ่งนำหน้า ตามด้วยเหวินหลิงและคนที่เหลือ
ประตูหน้าสถานีเป็แบบกระจก มีคนเฝ้าอยู่ข้างใน เขาเป็ชายวัยกลางคน สวมชุดตำรวจสีดำ ในมือมีอาวุธปืนหนึ่งกระบอกที่ถูกขึ้นลำ
คล้ายกับเขาสังเกตเห็นการมาของเย่หยางก่อนหน้า ั้แ่กลางถนนแล้ว ดังนั้นพอวิ่งมาถึงขั้นบันไดจึงรอเปิดประตู เมื่อคนทั้งหมดเข้ามาก็รีบปิด แล้วนำของเช่นพวกชั้นวางมากั้นประตูทันที
หวงหลงนั่งทรุดลงบนพื้น และคนอื่นๆ เองก็เช่นกัน
การต่อสู้เมื่อครู่หนักหนาสาหัสมากกว่าเมื่อวาน
เมื่อครู่หากพวกเขายังรั้งอยู่ที่นั่นอีกหนึ่งนาที ไม่แน่อาจถูกเทวทูตกินจนไม่เหลือซาก
หลังจากที่เย่หยางเข้ามาในสถานีตำรวจ เทวทูตได้วิ่งตามมาติดๆ พวกมันผ่านแบริเออร์ที่ทำให้เสียเวลาไปหลายสิบวินาที กว่าจะเดินมาถึงหน้าประตูสถานีก็เป็ตอนที่นายตำรวจ โยนพลุไฟออกไปทางช่องลม
ด้วยเหตุนั้น เทวทูตที่ถูกเรียกความสนใจเพราะพลุไฟจึงรีบหันกลับไป วิ่งเข้าใส่เป้าหมายที่กำลังตกถึงพื้นกลางถนนโดยพลัน
“ขอบใจ” หวงหลงกล่าว
“ไม่เป็ไร มันเป็หน้าที่ของตำรวจ” นายตำรวจวัยกลางคนตอบ สีหน้าของเขาดูอิดโรย คล้ายกับว่าเมื่อคืนผ่านศึกโหดร้าย บัดนี้ก็ยังไม่ได้นอน
“ที่นี่คนเยอะจัง...พวกเขาคือคนที่หนีตายเข้ามาหลบในสถานนีเหรอ?” หลังจากพักหายเหนื่อยจนมีแรง เหวินหลิงเพิ่งจะสังเกตเห็นด้านในสถานี ว่าไม่ได้มีเพียงแค่พวกเธอเท่านั้น
ด้วยคำพูดของเหวินหลิง คนอื่นๆ เองก็เริ่มสังเกตว่าข้างใน นอกจากนายตำรวจวัยกลางคนแล้วยังมีชาวบ้านอีกหลายสิบชีวิต นั่งแออัดอยู่ภายใน
'แกร๊ก'
แต่จังหวะนั้นที่กำลังกวาดตามองอยู่ หนึ่งในตำรวจสาวชุดเครื่องแบบสีดำ ได้ขึ้นลำ เล็งปืนมาที่เย่หยาง
ฉากดังกล่าวทำให้ภายในสถานีตำรวจทวีความตึงเครียด
ใครหลายคนรีบหลบฉากไปไกลๆ นอนราบกับพื้น หรือไม่ก็หลังเก้าอี้
“มีอะไรเหรอครับ คุณตำรวจ?” ต่อให้ถูกเล็งปืนมาที่ศีรษะ เย่หยางยังคงมีท่าทีไม่ทุกข์ร้อน ถามคำถามเอ้อระเหย ไม่เกรงใจปืนเลยสักนิด
“ฉันได้รับแจ้งจากนักเรียนคนนี้ว่า นายอาศัย่ชุลมุน ฆ่าหนึ่งในเพื่อนของเขา จากนั้นก็ฆ่าชิงทรัพย์เ้าของร้านขายอุปกรณ์เดินป่างั้นเหรอ?” ตำรวจหญิงถามคาดคั้น น้ำเสียงแข็งกร้าว พร้อมจะส่งเย่หยางไปลงนรกได้ทุกเมื่อ
เย่หยางเหลือบมองด้านหลังเธอ ค่อยพบว่าที่นั่นมีใครบางคนที่คุ้นเคยหลบอยู่ด้านหลังแบบพวกอีแอบ ป๋อฉาน
แน่นอนว่าเมื่อเย่หยางสังเกตเห็น คนอื่นๆ เองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
โดยเฉพาะเหวินหลิง ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าเป็ฝีมือของเพื่อนร่วมชั้น
“เขาบอกหรอ?” เย่หยางถาม
“ใช่ ทางเลือกของนายมีสองทาง หนึ่งคือยอมให้ฉันจับเข้าคุก สอง...ถูกยิงอยู่ตรงนี้!” จากคำกล่าวนั้นดูเหมือนไม่ได้ล้อเล่น เธอเอาจริง พร้อมลั่นไกทุกเมื่อ
“ผมว่ามันต้องเป็เื่เข้าใจผิดกันนะครับคุณตำรวจ หมอนั่นเดินทางมากับพวกผมจริง แถมยังเป็ภาระซะมากกว่า เขาคงรู้สึกไม่พอใจที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง จึงกล่าวความเท็จหวังเล่นงาน...” อู๋เฟยหวังเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“หึ...! ฉันอาจจะเชื่อถ้าไม่เห็นพวกนายสู้กับไอ้สัตว์ประหลาดบ้านั่นบนถนนด้วยตาตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันเห็นแล้ว พวกนายทั้งกลุ่มเป็ตัวอันตราย และควรจะเข้าไปสงบสติอารมณ์ดีๆ ในห้องขัง”
ปืนยังถูกเล็งมาที่ศรีษะเย่หยาง และหากฟังจากคำตอบของเธอ นั่นจึงทำให้อู๋เฟยและคนที่เหลือเริ่มจับอาวุธตัวเอง
“สารวัตตู้ถงเหนียง คุณใจเย็นๆ ก่อน ในสถานการณ์แบบนี้จับพวกเขาเข้าไปในคุกก็ไม่ได้ช่วยอะไร ผมว่ายังดีซะอีกที่มีพวกเขาเพิ่มเข้ามา” นายตำรวจที่เปิดประตู พยายามทำให้สถานการณ์เย็นลง และดูจากคำพูดคนที่ควบคุมที่นี่คงเป็สารวัตรหญิง
“หา...นี่จ่าพูดบ้าอะไร โง่แล้วยังปากมากอีก เพราะแบบนี้ไงถึงได้เป็แค่จ่ากระจอกๆ สมควรตายไปพร้อมกับไอ้พวกตำรวจหน้าโง่ข้างนอกนั่น!”
ดูเหมือนก่อนหน้านี้ พวกเขาจะสู้กับเทวทูตตก์พร้อมกับช่วยเหลือประชาชน
สุดท้ายตำรวจในสถานนีจึงเหลือเพียงสองคน
“เอาล่ะ เสียเวลามามากพอแล้ว อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ รีบๆ เข้าไปในกรงขังได้แล้ว!” ตู้ถงเหนียงพูดจาโผงผาง ไม่เข้ากับหน้าตาสะสวย อาศัยว่ามีปืนอยู่ในมือ ที่นี่ทุกคนต้องเชื่อฟังเธอ
เย่หยางที่ปล่อยให้ร่างกายคุ้นชินกับลำดับที่เพิ่มขึ้น เงยหน้ามองสารวัตรหน้าอกโต ตามด้วยรอยยิ้มหยัน
“ถ้าหากฉันไม่ยอมทำตามละ เธอจะทำอะไร?”
“หึ นึกแล้วไม่มีผิด สุดท้ายแกมันก็แค่ไอ้เด็กเหลือขอ อาศัย่ชุลมุนปล้นฆ่า สวะอย่างแกมันสมควรตาย!” กล่าวจบตู้ถงเหนียงลั่นไกทันที
ะุปืนที่เหลือเพียงไม่กี่นัด มันควรจะเก็บไว้ใช้ใน่เวลาสำคัญ เช่นการฆ่าเทวทูตตก์ แต่ตอนนี้เธอกลับเลือกยิงหนึ่งในชายที่คิดว่าอันตราย
ต่อให้เย่หยางกลายเป็ราชัน มีพลังเหนืุ์ทั่วไป แต่ต่อหน้าะุปืนที่สามารถคร่าชีวิตคนได้ เขาจึงไม่ต่างจากเป้านิ่ง
แต่แล้วเหตุการณ์ประหลาดได้เกิดขึ้น
มีบาเรียสีดำที่มีความสูงราว 2 เมตรปิดกั้นการโจมตีจากะุ!
บาเรียดังกล่าวดูราวกับภาพมายา มันแผ่ความเสื่อมทราม บ้าคลั่ง เย้ยหยันและน่าขนลุก
เมื่อะุปืนยิงปะทะ บาเรียเกิดการกระเพื่อม คล้ายกับคลื่นใต้น้ำ
อาศัยจังหวะนั้นเย่หยางโผล่เข้าที่ด้านหลังตู้ถงเหนียง ตามด้วยการคว้าคอจากด้านหลัง ออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย 'แกร๊ก' เสียงกระดูกคอถูกหัก สารวัตรคนสวยตายด้วยการบีบคอ!
ฉากดังกล่าวทำให้ใครหลายคนตระหนกใจนหน้าถอดสี
โดยเฉพาะป๋อฉาน เขาคิดว่ารายต่อไปต้องเป็เขาแน่ๆ
แต่ก่อนหน้านั้น ปืนจากนายตำรวจที่เปิดประตูได้เล็งมาที่เย่หยาง นิ้วมือสั่นระริกด้วยความกลัวและหวาดระแวง
“ไม่เอาน่าลุง เก็บปืนไปเถอะ ผู้หญิงคนนี้สมควรตายน่ะถูกแล้ว ด้วยสถานการณ์ข้างนอกนั่นพูดมาได้ไงนะว่าพวกเราควรเข้าไปอยู่ในกรง เพียงเพราะคำพูดไอ้บ้านี่” เย่หยางเดินเข้าไปใกล้ป๋อฉาน
จากตรงนี้ไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวาง แม้แต่อู๋เฟยที่โดยปกติชอบช่วยเหลือคน ก็เลือกที่จะเบือนหน้าไปทางอื่น เพราะต้นเหตุที่ทำให้เย่หยางตัดสินใจลงมือกับสารวัตรสาว เป็เพราะมัน
“ได้โปรดเย่หยาง ปล่อยฉันไปเถอะ อย่าทำอะไรฉันเลยนะ” ป๋อฉานอ้อนวอนทั้งน้ำตา ถึงขนาดเข้ามากอดขา ไม่มีความเย่อหยิ่งเหมือนครั้งหลบหลังคนอื่น
เย่หยางโยนอีกฝ่ายไปให้เหวินหลิง พร้อมกับกุญแจมือที่หยิบฉวยจากตู้ถงเหนียง
“ล็อกมัน จากนั้นค่อยโยนมันให้เทวทูตข้างนอกนั่นกิน”
“เข้าใจแล้วค่ะ ราชันเย่”
“ไม่นะเหวินหลิง ได้โปรดอย่าทำตามคำสั่งของเขา ฉันเป็เพื่อนร่วมชั้นเธอนะ สนิทกับเธอมากกว่าเขาตั้งเยอะ ทำไมเธอถึงไม่เชื่อใจฉันบ้างเลยล่ะ!”
เพื่อพิสูจน์ตัวเองเหวินหลิงมีแต่ต้องทำ
เธอหยิบกุญแจมือขึ้นมา แล้วเริ่มล็อกแขนเพื่อนร่วมชั้นด้วยสายตาเ็า
“วางปืนลงเถอะครับคุณตำรวจ คุณเองก็เห็นแล้วนี่ว่าปืนไม่สามารถทำอะไรราชันเย่ได้ หรือว่าคุณอยากจะตาย?” เพราะกลัวว่านายตำรวจที่ช่วยตนไว้อาจเสียชีวิต อู๋เฟยจึงเริ่มเกลี้ยกล่อม โดยการหยิบยกเื่ที่เย่หยางเพิ่งทำเมื่อครู่ให้เขาได้ขบคิดว่ามันเปล่าประโยชน์หากยังคิดสู้