“ศิษย์ครึ่งหนึ่งหรือขอรับ?” ซูฉางอันชะงักไปไม่เข้าใจว่าชายชรามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับสำนักเทียนหลานกันแน่
ดูเหมือนชายชราจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ จึงทำท่าเป็นเชิงให้ซูฉางอันมานั่งข้างกาย
จากนั้น เขาก็ยกแก้วขึ้นมาจิบ พลางกล่าวขึ้น “นี่เป็นสุราเก้าเพลงจางที่เจียงหนานส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการแก่องค์จักรพรรดิว่ากันว่าในงานเลี้ยงครั้งหนึ่ง ครั้งแรกที่องค์จักรพรรดิได้ดื่มสุรานี้รสของมันละมุนนุ่มลิ้น ทั้งยังมีกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วปากกระทั่งบทเพลงที่เก้าภายในงานสิ้นสุดลง กลิ่นของมันจึงจางลง เหตุนี้พระองค์จึงประทานชื่อแก่มันว่าสุราเก้าเพลงจางนั่นเอง”
เมื่อพูดจนจบ เขาก็ยื่นแก้วมาให้ซูฉางอัน “ลองดูสิ สุรานี้หายากมาก สำนักจิงหลุนก็มีเพียงไม่กี่ไหเท่านั้น”
ทว่าซูฉางอันกลับส่ายหน้า แล้วดันแก้วที่ชายชรายื่นมาให้กลับคืนอีกครั้ง“ข้าไม่ชอบดื่มสุรา”
ขณะกำลังกล่าว ดวงตาของเขาก็เพ่งไปยังใบหน้าของชายชรา ราวจะยืนยันให้แน่ใจในอะไรบางอย่างเช่นนั้นแน่นอนว่านี่นับเป็นเรื่องที่ไร้มารยาทอย่างสูง ทั้งเรื่องที่เขาจ้องไปยังชายชราและเรื่องที่ปฏิเสธของที่ผู้อาวุโสมอบให้อีก
ทว่าอินหลีเซิงกลับหัวเราะออกมา ดูเหมือนเขาจะไม่ได้โกรธในการกระทำของซูฉางอันแม้แต่น้อยเขาเพียงเชิดหน้าขึ้น แล้วกระดกสุราในแก้วจนหมดด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปมองซูฉางอันด้วยดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยรังสีแห่งการกลั่นแกล้ง
“เป็นอะไรไป? ไม่เชื่อหรือ?” เขากล่าวจากนั้นวางแก้วลงบนโต๊ะเบาๆ
ซูฉางอันไม่เข้าใจว่าคำว่าไม่เชื่อที่ชายชรากล่าวมา หมายถึงสิ่งใดกันแน่กำลังหมายถึงสุราหรือคน จึงถามขึ้นอีกครั้ง “ท่านรู้จักกับอาจารย์อวี้เหิงหรือขอรับ?”
“ท่านอวี้เหิงปกป้องเผ่ามนุษย์มาร่วมสองร้อยปี ใครที่ไหนจะไม่รู้จักเขา” อินหลีเซิงเผยประกายรอยยิ้มออกมาทางสายตามากขึ้นกว่าเดิม
ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย เขามองไปยังรอยยิ้มซึ่งแฝงอยู่ในดวงตาของชายชราและในตอนนั้นเอง ที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าคนตรงหน้ากำลังพูดเพื่อแกล้งเขาอยู่อันที่จริง นี่ไม่ถือเป็นเรื่องที่ใหญ่โตอะไรแต่เพราะเจอเรื่องมากมายในช่วงที่ผ่านมา ซูฉางอันจึงระแวงเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงขมวดคิ้วมุ่นขึ้นแล้วกล่าวถามออกไปตรงๆ “เมื่อครู่ ท่านบอกว่าตัวเองก็ถือเป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลานครึ่งหนึ่งไม่ใช่รึเหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้นเล่าขอรับ?”
“อ้อ? ที่แท้เจ้าอยากรู้เรื่องนี้หรอกหรือ?” อินหลีเซิงแสดงท่าทีราวเพิ่งได้สติจากความฝันเช่นนั้นเขาตบไปที่หัวของตัวเองเบาๆ ราวรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย“คนอายุมากก็มักจะเป็นเช่นนี้แหละ เพิ่งจะพูดออกไปแท้ๆ เพียงครู่เดียวก็ลืมเสียแล้ว”
ครั้งนี้ ซูฉางอันไม่ได้พูดอะไรออกไปอีกเพียงรอฟังว่าคนตรงหน้าจะพูดอะไรต่อไปด้วยความสงบเท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทีของซูฉางอัน อินหลีเซิงจึงรู้สึกหมดสนุกไปทันที “เหตุใดคนจากสำนักเทียนหลานถึงเป็นเช่นนี้กันหมดนะจริงจังจนน่าเบื่อไปหมด”
แม้จะพูดออกไปเช่นนั้น ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับเลือนหายไปในพริบตา ชายชราประกายความรู้สึกราวกำลังหวนนึกถึงความหลังขึ้นทางสายตาก่อนเสียงที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่และร่องรอยแห่งการรำลึกความหลังจะดังขึ้นที่ข้างหูของซูฉางอัน
“จะว่าไป ก็น่าจะผ่านมานานเกือบหกสิบปีแล้ว ในตอนนั้น ข้าอายุเพียงสิบสามสิบสี่ปีเท่านั้นบ้านของข้าอยู่ที่เมืองเล็กแห่งหนึ่ง ในชายแดนแถบมณฑลโยวโจว คิดไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะมีโจรบุกปล้นหมู่บ้านทำให้คนในหมู่บ้านต้องระหกระเหิน หนีตายไปต่างถิ่น ข้าในเวลานั้นก็พลัดหลงกับพ่อและแม่”
“ในตอนนั้น แผ่นดินต้าเว่ยเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน สงครามก็เพิ่งสิ้นสุดทางราชสำนักจึงไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านี้ ส่วนข้าก็ยังมีอายุน้อยเพราะความหวาดกลัว ข้าจึงตัดสินใจเดินทางมาที่เมืองอวี้สุ่ยในมณฑลโยวโจวพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ”
“แต่ข้าไม่มีเงิน ทั้งยังไม่มีความสามารถที่พอจะเอาไว้หากินอีก จึงต้องขอทานเพื่อประทังชีวิตต่อไปแต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่บ้านเมืองประสบกับภัยแล้งพอดี ประชาชนธรรมดายังไม่มีจะกินเสียด้วยซ้ำแล้วใครหน้าไหนจะมาทำทานกับข้าเล่า? เหตุนี้ข้าจึงต้องอดมื้อกินมื้อเป็นเวลานาน ร่างกายก็ค่อยๆ แย่ลงด้วยเช่นกัน”
“ทว่าในตอนที่ข้ากำลังจะหิวตาย ข้าได้พบกับชายในชุดคลุมยาวสีขาวผู้หนึ่ง”
เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ อินหลีเซิงก็ชะงักไปเล็กน้อยเขาหันหน้ามามองซูฉางอันอีกครั้ง ดวงตาที่พร่ามัวพลันเปล่งประกายไปด้วยรังสีที่น่าประหลาด
ซูฉางอันนิ่งไป ก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัย “ชายผู้นั้นก็คือท่านอาจารย์อวี้เหิงหรือขอรับ?”
น่าแปลกใจที่อินหลีเซิงกลับส่ายหน้า “ชายผู้นั้นคือเทียนจี”
“เทียนจีหรือขอรับ?” ซูฉางอันชะงักไปนอกจากอาจารย์ไคหยาง อาจารย์ทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลานต่างก็จากโลกไปหมดแล้วนอกจากเรื่องของเหยากวงกับอวี้เหิงก็มีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่ซูฉางอันจะมีโอกาสได้ฟังเรื่องของอาจารย์ท่านอื่นอย่าว่าแต่สามัญชนทั่วไปเลย แม้แต่ตอนที่อวี้เหิงยังมีชีวิตอยู่ท่านก็พูดถึงอาจารย์ที่เหลือเพียงน้อยครั้งเท่านั้น เหตุนี้ เขาจึงสงสัยและสนใจมากขึ้นกว่าเดิมจึงมีความคิดอยากฟังเรื่องของอาจารย์เทียนจีจากปากของอินหลีเซิงนั่นเอง
“แล้วหลังจากนั้นเล่าขอรับ?” ซูฉางอันถามขึ้น
“หลังจากนั้นหรือ?” จู่ๆ แสงประกายในดวงตาของอินหลีเซิงก็ทวีความลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม“จากนั้น เขาถามคำถามหนึ่งกับข้า ถามว่าข้ายินดีจะเป็นศิษย์และสืบทอดพลังของเขาหรือไม่”
“ในตอนนั้น ข้ายังไม่รู้ว่าเขาก็คือหนึ่งในดาวทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลานผู้เลื่องลือไปทั่วแผ่นดินเพียงคิดว่าหากเป็นศิษย์ของเขาแล้วจะมีข้าวให้กิน และจะมีชีวิตต่อไปได้เพียงเท่านั้นข้าจึงตอบตกลงอย่างไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย”
“เขาดีใจมาก เขาบอกข้าว่าตามหาข้ามานานมากแล้วและข้ากับเขาก็ถูกกำหนดให้เป็นศิษย์อาจารย์กันตั้งแต่แรกแล้วด้วยแต่เพราะใครบางคนปิดบังเขาเอาไว้ เขาจึงตามหาข้าไม่เจอเสียที ต่อมาข้าก็ได้เป็นศิษย์ของเขาจริงๆจากนั้น ข้าก็ค่อยๆ พบว่าเขาเก่งมากเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นโจรป่าหรือนักรบที่แข็งแกร่งเพียงไรก็ไม่อาจประมือกับเขาได้ถึงหนึ่งกระบวนท่าแม้สักคน”
“เขาพาข้าท่องไปทั่วมณฑลโยวโจว และกำจัดโจรป่าทุกกลุ่มที่เขารู้จัก ใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือนเท่านั้นหลังทำทั้งหมดเสร็จสิ้น เขาก็พาข้ากลับมาที่สำนักเทียนหลาน และในตอนนั้นเองที่ข้าได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาก็คือหนึ่งในดาวทั้งเจ็ดแห่งสำนักเทียนหลานที่ได้รับการยกย่องจากคนในใต้หล้า”
“ส่วนข้า ก็เปลี่ยนจากเด็กบ้านนอกไร้บ้านให้กลับมาเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดโดยตรงของสำนักเทียนหลานที่ใครๆ ก็อิจฉาเช่นกัน”
“ข้าซาบซึ้งในพระคุณเขา และเคารพรักเขามาก เช่นนั้น ข้าจึงทำทุกอย่างที่เขาสั่งให้ทำอย่างตั้งใจและศึกษาทุกอย่างที่เขาสั่งอย่างจริงจัง ข้าคิดว่าหากทำเช่นนั้นแล้ว เขาจะมีความสุขและข้าก็จะตอบแทนบุญคุณของเขาได้”
“แต่คาดไม่ถึงเลย...” สีหน้าของอินหลีเซิงกลับมาสลับซับซ้อนอีกครั้งเขามีสีหน้าเปลี่ยนไปมา บ้างก็ดีบ้างก็ร้าย ดั่งอากาศยามคิมหันต์ฤดูมันทำให้ซูฉางอันจับอารมณ์ของเขาไม่ได้เลยว่าเขารู้สึกดีใจ หรือโมโหกันแน่ หรืออาจทั้งสอง...
“คืนหนึ่งหลังจากที่ข้าเข้าเป็นศิษย์ในสำนักเทียนหลานได้แปดปีเต็มๆ เขาเรียกให้ข้าเข้าไปพบที่หอเทียนจีจากนั้นทำลายพลังที่ข้าสะสมอย่างยากลำบากตลอดแปดปีลง”
จู่ๆ เสียงของอินหลีเซิงก็เปลี่ยนมาเย็นยะเยือกและทุ้มต่ำลงราวเป็นเสียงครางต่ำของสัตว์อสูรจากป่าลึกเช่นนั้นเช่นเดียวกับซูฉางอันที่รู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกในเสี้ยววินาที เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกนั้นมาจากไหนกันแน่มาจากน้ำเสียงอันแสนเย็นยะเยือกของชายชรา หรือมาจากภาพเหตุการณ์ที่เขาอธิบายให้ฟัง...
“เพราะอะไรกันขอรับ?” ซูฉางอันถามขึ้นอย่างอดไม่ได้
ทว่าชายชรากลับส่ายหน้า พลันใบหน้าเย็นยะเยือกขึ้นกว่าเดิม
“เขาบอกเอาไว้เท่านี้... ดาวเทียนจีถูกบดบัง ทำให้เขารับศิษย์ผิดคนเขากับข้าหาได้มีวาสนาของการเป็นศิษย์-อาจารย์ต่อกัน เหตุนี้จึงต้องทำลายพลังที่ข้าสะสมมานานกว่าแปดปีลง และตัดขาดความเป็นศิษย์อาจารย์ที่สืบเนื่องมานานนับสิบปีนับแต่บัดนั้นเป็นต้นไป”
หลังกล่าวจบ ชายชราก็เงยหน้าขึ้นมามองซูฉางอัน แต่ในครั้งนี้ความเย็นยะเยือกบนใบหน้าของเขาสลายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบเขาส่งยิ้มมาให้ด้วยสีหน้าโอบอ้อมและเปี่ยมเมตตาอีกครั้ง
“แล้วเจ้าว่า เช่นนี้ถือเป็นศิษย์แค่ครึ่งเดียวหรือไม่?”