เทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี

    ตอนที่ 66 ตำนานขุนเข่าไร้น้ำใจ


    "ข้า ฟ้าลั่น ขอแสดงความยินดีกับศิษย์ใหม่ทุกท่าน"มีเสียงดังมาจากด้านล่าง

     

       เมื่อทุกสายตามองไปก็พบเข้ากับชายวัยกลางคนร่างยักษ์ผิวมีสีเข้มผมสั้นเกรียนใบหน้ามีรอยบากเป็นทางยาว
    แม้อีกฝ่ายจะยิ้มแย้มเพียงไร ด้วยรอยแผลนั้นก็ไม่ทำให้ความน่าเกรงขามของอีกฝ่ายไม่ลดลงแม้แต่น้อยเมื่อได้ยิน
    นามนั้นเหล่าผู้เข้าสอบหลายคนล้วนแตกตื่นแม้แต่แทยอนที่ยืนข้างลูคัสก็มีอาการสั่นเทาเล็กน้อย

     

    ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวด้วยความตื่นเต้น

     

    "พี่สองเขาเป็นใครเหรอ" ลูคัสถามออกมาเบาๆ

     

    "จำที่เคยบอกได้มั้ย เรื่องคนมีชื่อเสียงทางทิศตะวันออก"แทยอนเอ่ยขึ้น

     

       ทำให้ลูคัสนึกตามทันทีหรือชายคนนี้จะเป็นมารเฒ่าบูรพาแม้อีกฝ่ายจะอายุนับร้อยปีแล้วแต่ก็ไม่น่าใช่สมญานามนี้เพราะอีกฝ่ายดูไม่ได้มีความชราแต่อย่างใดเด็กหนุ่มจึงคาดเดาได้ว่าชายคนนี้ต้องเป็นผู้ที่มีสมญานามว่าขุนเข่าไร้น้ำใจแน่นอน

     

    "ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เจอตัวเป็นๆ ฟ้าลั่น เทพอดิศวร"กงลั่วพูดออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึงด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือ

     

       เขาย่อมเคยผ่านตาชื่อเสียงเรียงนามของชายผู้นี้มาแน่นอนอยู่แล้วและสาเหตุที่ตนไม่รู้จักมัจจุราชสีขาวนั้นก็เพราะในระหว่างที่กงลั่วกำลังเดินทางไกลมาจากทางใต้ลูคัสพึ่งจะแจ้งเกิดกงลั่วจึงอธิบายรวดเดียวให้น้องเล็กฟังไว้อีกฝ่ายมีนามว่า "ฟ้าลั่นเทพอดิศวร"

     

       มีเรื่องเล่าบอกว่าร้อยปีก่อนชายร่างยักษ์ผู้หนึ่งเดินทางข้ามมหาสมุทรมาจากดินแดนอันไกลโพ้นเมื่อมาถึงเมืองท่ารามอสที่ติดชายฝั่งทะเล ฟ้าลั่นแสดงความอหังการประกาศท้าสู้ผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงทุกคนและไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่หนเดียวว่าการว่าสิ่งที่เขาใช้ในการล้มคู่ต่อสู้ในแต่ละครั้งคือวิชาที่มีชื่อว่า"มวยไทย"

     

       เมื่อลูคัสได้ยินคำอธิบายถึงท่อนนี้เขาก็สายตาเป็นประกายตนเคยได้ยินนักสู้พเนจรที่ผ่านมาในหมู่บ้านมิลล์บอกเล่ากันว่ามวยไทยคือศิลปะการต่อสู้ชั้นสูงเขาจึงอยากเห็นการต่อสู้ของมวยไทยสักครั้งกงลั่วเล่าต่อว่าชื่อเสียงของฟ้าลั่นในขณะนั้นโด่งดังไปทั่วจนทิศตะวันออกได้รับสมญานาม"ขุนเข่าไร้น้ำใจ" เพราะลีลาการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใครเล่าว่าหากฟ้าลั่นได้เข้าประชิดตัวของคู่ต่อสู้เมื่อไหร่พวกเขาล้วนต้องพ่ายให้กับเข่าคู่นั้นไปเสียทุกรายเมื่อมีชื่อเสียงก็ดึงดูดแรงริษยาทำให้มีสำนักชั้นสองแห่งหนึ่งวางแผนปองร้ายฟ้าลั่นขุนเข่าไร้น้ำใจเข้าปะทะผู้ฝึกตนหลายร้อยคนในศึกคราวนั้นทำให้เหล่าศิษย์และอาวุโสในสำนักชั้นสองแห่งนั้นล้มตายราวกับใบไม้ร่วงส่งผลให้เจ้าสำนักที่อยู่ในระดับจักรพรรดิฟ้าต้องออกจากการฝึกตนลงมือปลิดชีพอีกฝ่ายด้วยตนเองด้วยความที่ฟ้าลั่นยังมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่อาณาจักรพลังที่ 6 ขั้นต้นทำให้ไม่สามารถต่อการกับระดับจักรพรรดิฟ้าได้เลยในขณะที่ฟ้าลั่นกำลังจะสิ้นชื่อนั้นเจ้าสำนักอู๋เซี่ยนก็โผล่ออกมาก่อนจะช่วยชีวิตฟ้าลั่นจากวิกฤตความตายนั้นมาได้ฟ้าลั่น เทพอดิศวร จึงประกาศตัวเข้าสำนักอู๋เซี่ยนและสาบานตนว่าจะอยู่เป็นผู้พิทักษ์ให้กับสำนักแห่งนี้เป็นระยะเวลาสองร้อยปี

     

    "ร้อยกว่าปีผ่านไปไม่รู้ชายผู้นี้จะแข็งแกร่งขึ้นเพียงใดใครก็ตามที่คิดจะเป็นศัตรูกับสำนักอู๋เซี่ยนล้วนต้องไตร่ตรองให้ถ้วนถี่เสียก่อนว่าจะรับความพิโรธของขุนเข่าไร้น้ำใจได้หรือไม่"

     

       พอกงลั่วเล่าจบเหล่าผู้คนที่เงี่ยหูฟังอยู่หรือบางคนที่ทราบเรื่องอยู่แล้วได้แต่มองชายร่างยักษ์นั้นด้วยสายตาชื่นชม
    เมื่อเด็กหนุ่มได้ฟังก็ตกตะลึงขุนเข่าไร้น้ำใจผู้นี้ยินยอมอุทิศตนถึงสองชั่วอายุคนเพื่อคุ้มครองสำนักอู๋เซี่ยนเพื่อทดแทนบุญคุณที่ถูกช่วยชีวิตช่างเป็นการกระทำที่สมเป็นชายชาตรี

     

    "อะแฮ่ม" จู้เหมินกวงที่เห็นท่าทีของศิษย์ใหม่ก็กระแอมออกมาให้ทุกคนเงียบลง

     

       ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆคนในที่นี้เอาแต่พูดถึงตำนานขุนเข่าไร้น้ำใจไม่เห็นหัวหวินจงอาจารย์ของเขาที่มีศักดิ์เป็นถึงจ้าวตำหนักไม่ต่างกัน

     

    หวินจงเองก็เริ่มจะไม่พอใจเช่นกันเมื่อเห็นสีหน้าเรียบเฉยของหวินจงหลินฉีก็รีบแก้สถานการณ์ทันที

     

    "ท่านนี้คืออาวุโสหวินจงจ้าวตำหนักอู๋ส่วนท่านนี้คืออาวุโสฟ้าลั่นจ้าวตำหนักเซี่ยน"

     

    "ทำความเคารพจ้าวตำหนัก" "ทำความเคารพจ้าวตำหนัก"

     

       เสียงทำความเคารพของเหล่าศิษย์ใหม่ดังก้องไปทั่วภูเขาทำให้หวินจงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
    แม้เขาจะเป็นจ้าวตำหนักมีอำนาจเท่าเทียมกับฟ้าลั่นแต่ตนก็มักจะถูกเปรียบเทียบเรื่องพวกนี้อยู่เสมอ
    ทำให้ตำหนักอู๋มีการแข่งขันกับตำหนักเซี่ยนเรื่อยมาและคราวนี้เองก็เช่นกัน

     

    "งั้นข้าจะขอพูดต่อล่ะนะ" หลินฉีปรับโทนเสียงให้จริงจังมากขึ้น

     

    "จะขอประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเจ้าทุกคนสอบผ่านและได้รับสถานะศิษย์ชั้นรองของสำนักอู๋เซี่ยนแล้ว"

     

    เมื่อจบประโยคเหล่าผู้เข้าสอบก็แสดงความยินดีกับผู้คนด้านข้างอย่างชื่นมื่นอีกครั้ง

     

    "บางทีการเป็นศิษย์สำนักอู๋เซี่ยนอาจจะไม่ได้เป็นแบบที่พวกเจ้าวาดฝันไว้ก็ได้เริ่มจากกฎของสำนักเรามีด้วยกันเจ็ดสิบสามข้อเมื่อเข้าสู่การเป็นศิษย์ชั้นรองแล้วจงท่องมันให้ขึ้นใจแต่ขอบอกไว้ก่อนว่ากฎที่เข้มงวดที่สุดข้อที่หนึ่งคือห้ามทำร้ายกันถึงชีวิตมิเช่นนั้นโทษสถานเบาคือทำลายวรยุทธแล้วไล่ออกจากสำนักสถานหนักประหารชีวิต"
    เหล่าศิษย์ใหม่เมื่อได้ฟังก็รู้สึกเสียวสันหลังทันที

     

    "ตามธรรมเนียมของสำนักอู๋เซี่ยนศิษย์ชั้นรองทุกคนจะต้องเลือกตำหนักเมื่อสักครู่ที่ด้านล่างนั้นเป็นการทดสอบแต่เมื่อพวกเจ้าผ่านการคัดเลือกสุดหินมาแล้วนี่คือโอกาสสุดท้ายที่พวกเจ้าจะได้เลือกฝ่ายอีกครั้งสวัสดิการต่างๆล้วนคล้ายคลึงกันมีเพียงกฎหนึ่งข้อที่พวกเจ้าต้องรู้การประลองคัดเลือกศิษย์เพื่อเข้าเป็นศิษย์ชั้นต้นในทุกสามเดือนจะมีเพียงห้าสิบคนเท่านั้นที่ผ่านเข้าไป..."หลินฉีหยุดก่อนครุ่นคิดคำพูด

     

    "น้องหญิงหลินฉีเจ้าก็บอกพวกเขาไปสิว่า ห้าสิบตำแหน่งที่ว่าหากตำหนักฝ่ายที่ตนเลือกชนะก็จะมีสิทธิ์คัดคนเข้าไปถึงสี่สิบที่นั่งส่วนฝ่ายแพ้ก็ได้เพียงสิบเท่านั้น หมายความว่าหากอยู่ฝ่ายไหนก็ต้องรับชะตากรรมไปด้วยและเท่าที่ข้าจำไม่ผิดฝ่ายขาวก็แพ้มาหกสมัยซ้อนแล้ว"จู้เหมินกวงกล่าวอย่างรวดเร็วโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พูดเลย

     

    เมื่อเหล่าศิษย์ใหม่ได้ยินคำกล่าวนี้ของจู้เหมินกวงสำหรับคนที่ฉลาดล้วนมีคำตอบในใจแล้ว"นกดีต้องรู้จักเลือกกิ่งไม้เกาะ"

     

    ขณะที่หลินฉีกำลังจะตอบโต้กลับไปนั้น

     

    "เอาล่ะๆ ไหนๆ พวกเจ้าสอบผ่านกันมาแล้วใครอยู่ฝ่ายอู๋มายืนรวมกันฝั่งศิษย์พี่จู้ของพวกเจ้าฝ่ายเซี่ยนไปยืนข้างศิษย์หญิงหลินฉีเสียจะได้ไม่ต้องยืดเยื้อ"

     

    เมื่อได้ยินคำกล่าวของหวินจงเหล่าศิษย์ใหม่ก็ออกเดินไปยังฝั่งของตนทันที

     

       คนของฝ่ายเขียวที่ยืนข้างจู้เหมินกวงมีจำนวนราวสองร้อยห้าสิบคนส่วนฝ่ายขาวที่ยืนข้างหลินฉีมีเพียงเก้าสิบแปดคนเท่านั้น

     

    "ฮ่า ฮ่า เหตุใดปีนี้คนของฝ่ายขาวจึงน้อยนัก"หวินจงแกล้งพูดเสียงดังเพื่อให้คนเปรียบเทียบ

     

    สถานการณ์ใดที่ทำให้ฝ่ายเขียวดูเหนือกว่าตนก็ขอสักนิดสักหน่อยก็ยังดี

     

    "ยินดีกับพี่หวินด้วยที่มีศิษย์มากพรสวรรค์เพิ่มขึ้นในฝ่าย"ฟ้าลั่นกล่าวอย่างจริงใจ

     

       หวินจงยิ้มตาหยี"ไม่รู้ว่าอีกสามเดือนข้างหน้าเมื่อถึงพิธีประลองเมื่อคัดเลือกศิษย์ชั้นต้นหวังว่าฝ่ายขาวจะมีหลายคนที่ผ่านเข้าไปนะ"

     

    แม้คำพูดจะดูห่วงใยแต่คนฉลาดจะรู้ทันทีว่านี่เยาะเย้ยกันกลายๆ

     

    "ขอบคุณพี่หวินที่เป็นห่วง" ฟ้าลั่นก็ยังกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นเคย

     

       ใบหน้าของหวินจงกระตุกหลายรอบท่าทีแบบนี้ของฟ้าลั่นเขาเห็นมานานหลายปีดีดักไม่ว่าต้นจะยั่วโมโหอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่เคยตอบโต้กลับมาสักครั้งบางทีสมญานามขุนเข่าไร้น้ำใจคงเป็นเรื่องเล่าหลอกเด็ก

     

    "เอาเถอะๆงั้นพวกเราแยกย้ายจู้เหมินกวงนำศิษย์ฝ่ายเรากลับตำหนัก" พอกล่าวจบหวินจงก็ค่อยๆก้าวขึ้นไปบนอากาศท่าทีราวกับเทพเซียนสร้างความประทับใจทิ้งไว้แก่เหล่าศิษย์เบื้องล่าง

     

          หลังจากนั้นศิษย์พี่จู้ก็พาเหล่าคนหมู่มากพากันจากไปอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นท่าทีของฟ้าลั่นเหล่าศิษย์ใหม่ที่มีภาพวาดตำนานขุนเข่าไร้น้ำใจในอุดมคติก็พังครืนผู้คนล้วนส่ายศีรษะเหตุใดชายผู้นี้จึงขลาดนักแม้แต่เถียงอีกฝ่ายสักคำยังมิกล้า หลินฉีที่เห็นท่าทีของศิษย์ใหม่ก็รู้สึกไม่แปลกใจตั้งแต่หลินฉีก้าวเข้ามาในสำนักอู๋เซียนตนก็เห็นมาตลอดว่าจ้าวตำหนักมีท่าทางใจดีแบบนี้เสมอมาแต่ไม่ว่าใครจะพูดเช่นไรเธอก็ยังศรัทธาในตัวอีกฝ่ายอยู่ดี

     

    "เอาล่ะในเมื่อไม่มีอะไรแล้วศิษย์หลินฉีนำพวกเขาไปรายงานตัวที่ตำหนักกลางก่อนพาไปยังที่พักด้วยนะ"

     

    ฟ้าลั่นพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มก่อนเดินลงบันไดจากไปช้าๆราวกับคนธรรมดา

     

       ฉากนี้ทำให้เหล่าศิษย์ใหม่ต่างจับกลุ่มคุยกันอีกรอบหากอีกฝ่ายเหินบินจากไปหล่อๆอย่างน้อยพวกเขาจะรู้สึกให้ความเคารพขึ้นอีกหน่อย

     

    "เอาล่ะพวกเจ้าทั้งหลายตามศิษย์พี่มา"หลินฉีกล่าวก่อนหันหลังแล้วก้าวเดินอ้อมน้ำตกไป

     

       ทางด้านข้างเป็นหน้าผาหินสูงทำให้ทางเดินถูกบีบแคบลงเมื่อเดินมาได้สักระยะก็พบกับขั้นบันไดอีกแต่บันไดนี้ดูสะดุดตาเป็นพิเศษเพราะความสูงแต่ละขั้นล้วนสูงถึงหนึ่งเมตรครึ่งทำให้จินตนาการได้เลยว่าแต่ละก้าวเดินต้องใช้กำลังขามากเพียงใด สายตาของกงลั่วสว่างวาบทันทีก่อนเหวี่ยงตัวมาอยู่หัวแถวทำให้เขายืนอยู่ด้านหลังของหลินฉีในระยะไม่ถึงฝ่ามือ

     

    "เดิมทีคุณชายอย่างข้าไม่ชอบการเดินนานๆนักแต่วันนี้ไม่รู้ทำไมข้าจึงอยากจะเดินขึ้นให้นานนนนนนที่สุด”อีกฝ่ายลากเสียงยาว

     

    “และหากบันไดนี้ทอดยาวไปถึงสวรรค์ก็คงจะดี"

     

       กงลั่วพูดก่อนหลับตาพริ้มประโยคนี้ทำให้ลูคัสและแทยอนส่ายหน้าอีกครั้งเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติพี่ใหญ่คนเดิมก็กลับมา

     

    ได้ยินดังนั้นศิษย์พี่หลินฉีในชุดขาวหันหน้ากลับมาทันที

     

    "ศิษย์น้องผู้เหล่าเหลาด้วยบันไดสวรรค์นี้เจ้าจะสมหวังอย่างแน่นอน"หลินฉีหันมายิ้มหวานให้กงลั่ว

     

    "ข้าจะขึ้นไปรอด้านบนส่วนพวกเจ้าจงใช้สองข้าก้าวขึ้นมาด้วยตนเอง และไม่ต้องรีบก็ได้เพราะตอนนี้ยังเช้าอยู่"เธอสอดส่ายสายตาไปรอบๆ อีกครั้งก่อนมาหยุดที่กงลั่วเป็นพิเศษ

     

    เมื่อเอ่ยจบร่างอรชรในชุดขาวก็เหินร่างขึ้นฟ้าไปอย่างนุ่มนวลราวกับเป็นเซียนสวรรค์

     

    "น้องเล็กพวกเราให้เจ้าพาเหินบินขึ้นไปดีหรือไม่"กงลั่วในสีหน้าผิดหวังพูดขึ้นตอนนี้เขาสูญเสียความตั้งใจไปแล้ว

    .

    คล้ายกับเรื่องเทพปกรณัมแห่งแดนเหนือ ภาค กำเนิดมารอเวจี ที่คุณอ่าน