ขุนนางฝ่ายกลาโหมเมื่อเห็นสถานการณ์กองทัพต้าหมิงเป็นเช่นนั้นก็ให้หวั่นใจ จึงทักท้วงใหญ่โตขึ้นทั้งพยายามจะเข้ากราบทูลอิงจงฮ่องเต้ให้เสด็จกลับเมืองเป่ยจิงไปเสียก่อน
แต่มหาขันทีหวังเจิ้งย่อมไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด พร้อมตวาดไปว่า
“ฮ่องเต้ทรงมีพระบัญชาให้เราคุมทัพใหญ่ แต่พวกท่านไม่ยอมรายงานเรา กลับลักลั่นจะขึ้นไปกราบทูลเช่นนี้มีความผิดใหญ่หลวงนัก แต่ยังดีที่ยังมิได้กระทำระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เราจึงไม่ลงโทษหนักจึงจะลงทัณฑ์พวกท่านทั้ง 5 คน ให้คุกเข่าสำนึกผิดที่หน้าค่ายตลอดทั้งคืนนี้!!”
หลังจากชนชั้นระดับนายทัพยังถูกทัณฑ์ทรมานเช่นนั้น นับจากนั้นจึงไม่มีทหารผู้ใดกล้าเสนอหน้าออกมาอีกเลย
ฝ่ายอิงจิงฮ่องเต้ซึ่งอยู่บนรถม้าขนาดใหญ่ ที่มีนางสนมคอยปรนนิบัติถึง 3 นาง ย่อมมีความสุขสบายดุจดังโอรสของสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าก็ไม่ปาน ดังนั้นในช่วงเวลาตลอดการเดินทางหลายวันนี้ จึงทรงเกษมสำราญอยู่แต่เพียงภายในนั้น โดยไม่ทราบสถานการณ์ภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว
จนในที่สุดกองทัพใหญ่ของต้าหมิงก็เดินทางมาถึงด่านต้าถงในคืนวันที่ 8 ฮ่องเต้จึงเสด็จขึ้นที่ประทับบนห้องรับรองพร้อมเหล่าสนม จนพอถึงตอนเช้าพระองค์จึงทราบด้วยพระเนตรของตนเองว่าทหารกล้า 5 แสนนาย บัดนี้เหลือแค่เพียงกึ่งเดียวด้วยมีศพกลาดเกลื่อนไปทั่วทั้งด่าน ยังไม่นับผู้คนที่ตายระหว่างทางอีกจำนวนนับไม่ได้ ส่วนทหารที่เหลือก็มีสภาพที่ไม่พร้อมรบด้วยมีอาการเจ็บป่วย และขวัญกำลังใจเสียอย่างหนัก
ฝ่ายขุนนางกลาโหมเมื่อเห็นอิงจงฮ่องเต้เสด็จออกมาด้วยพระองค์เองแล้ว จึงเสี่ยงตายเข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลขึ้นในทันทีว่า
“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า หม่อมฉันขอเสนอให้ถอนทัพกลับราชธานีในเวลานี้เถิดพระเจ้าข้า!!”
จักรพรรดิอิงจงเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็นิ่งพระพักตร์อยู่ เพราะไม่นึกไม่ฝันว่าสถานการณ์จะกลับกลายเป็นเลวร้ายได้ถึงนี้นี้
แต่ขณะที่พระองค์จะตัดสินพระทัยอันใด มหาขันทีหวังเจิ้งก็รีบเข้ามาตบที่ใบหน้านายทหารผู้นั้นแล้วตะคอกว่า
“อ้ายคนขี้ขลาด! กล้ามาทำให้ขวัญทหารต้าหมิงถดถอยลง ทั้งยังกระทำการเสื่อมพระเกียรติของฮ่องเต้โทษสมควรตายนัก จงเอามันไปประหาร!!”
อิงจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรเช่นนั้นก็คิดได้ จึงรับสั่งว่า
“ช้าก่อน ช่วงศึกสงครามเช่นนี้ห้ามมิให้ประหารนายทหาร ด้วยจะเสียน้ำใจทั้งกองทัพไป”
แล้วทรงรับสั่งให้นายทหารผู้นั้นรีบลุกออกไป จากนั้นให้เบิกตัวหยางจื่อเหาผู้เป็นนายด่านต้าถงมาเข้าเฝ้าเพื่อให้ถวายรายงานสถานการณ์สงครามทั้งปวง
แต่ขณะนั้นเองหวังเจิ้งก็ได้อาศัยอำนาจที่ตนเป็นแม่ทัพใหญ่ เร่งสั่งให้ทหารเปิดประตูด่านเพื่อยกทัพใหญ่ออกไปตีค่ายทหารมองโกลซึ่งตั้งประจันอยู่หน้าด่านต้าถงนั่นเอง โดยหวังจะรีบเผด็จศึกด้วยกำลังทหารที่มีมากกว่าเกือบ 10 เท่าตัว
แต่ทหารเผ่าวาลานั้นล้วนแต่เป็นทหารม้าทั้งสิ้น ซึ่งแต่ละนายก็ล้วนมีอาวุธหลักเป็นเกาทัณฑ์ ส่วนอาวุธประชิดนั้นใช้ดาบพิฆาตอาชาเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับหัวหน้าหน่วยนายกองและนายทัพ ล้วนใช้หอกทวนหรือง้าวกันอย่างชำนาญนัก จึงทำให้ฝ่ายต้าหมิงที่แม้จะจู่โจมอย่างมิได้คาดคิดนั้นได้เปรียบในระยะต้น ๆ เท่านั้นเอง และเมื่อฝ่ายมองโกลตั้งหลักได้แล้ว ก็โจมตีสวนกลับอย่างไม่เกรงกลัวถึงแม้จะมีจำนวนคนน้อยกว่าข้าศึกก็ตามที
ฝ่ายหยางจื่อเหาซึ่งถวายรายงานอยู่นั้นพอได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมก็มีความกังวลใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตเพื่อออกไปดูที่ด้านหน้าของด่านต้าถง ครั้นเห็นกองทัพใหญ่กำลังแห่ออกไปโจมตีค่ายมองโกลก็ตกใจเป็นอันมาก จึงกลับไปทูลอิงจงฮ่องเต้แล้วจับเอาทวนคู่มือขึ้นม้าแล้วควบม้าออกไปจากประตูด่าน
จากนั้นสั่งให้ทหารด้านในเร่งปิดประตูด่านเสียแล้วห้ามมิให้เปิดจนกว่าตนจะสั่ง กล่าวจบก็รีบควบม้าติดตามออกไปจึงเห็นราชครูหวังเจิ้งถือพัดขนนกแล้วกำลังบัญชาการศึกคล้ายดังว่าตนเป็นขงเบ้งกลับชาติมาเกิดก็ไม่ปาน จึงเข้าไปทำคำนับในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นแม่ทัพใหญ่ แล้วร้องถามขึ้นว่า
“กองทัพเพิ่งยกมาถึงยังมิได้พักผ่อนให้ดีก่อน แต่เหตุใดราชครูจึงด่วนยกทัพออกมาฉับพลันเช่นนี้เล่า ?”
หวังเจิ้งก็หัวเราะร่วนแล้วกล่าว
“กลยุทธ์มีในไม่มี (无中生有) แปรเปลี่ยนจากลวงเป็นจริงจากจริงเป็นลวง ศัตรูย่อมคิดว่าเราเพิ่งเดินทัพมาถึงย่อมต้องปลงทัพไว้ก่อนจึงมิได้ระมัดระวังตัว ซึ่งถูกโจมตีอย่างไม่คาดคิดเช่นนี้ย่อมพ่ายแพ้แตกไปเอง !!”
หยางจื่อเหาได้ยินเช่นนั้นจึงทักท้วงไปว่า
“ในเบื้องต้นฝ่ายเราอาจจะมีเปรียบ แต่ในระยะกลางและช่วงเวลาท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์อาจจะเลวร้ายเป็นอันมาก อนึ่งท่านมิได้แจ้งแก่ผู้ใดก่อน ย่อมขาดการประสานงานที่สมควรจะเป็น”
หวังเจิ้งได้ยินอีกฝ่ายกล่าวขัดขวางดูหมิ่น ก็คำรามดัง ‘เฮอะ’ แล้วตวาดว่า
“หากหลอกฝ่ายตนเองยังไม่สำเร็จ แล้วจะหลอกศัตรูได้เยี่ยงไรกัน!!”
หยางจื่อเหาได้ฟังเช่นนั้นก็คิดว่าป่วยการหากจะมัวแต่ทุ่มเถียงต่อ ครั้นมองเห็นทหารต้าหมิงล้มตายเป็นอันมาก หากตนถอยกลับเข้าเมืองไปทั้งอย่างนี้ย่อมไม่ต่างจากการปล่อยให้พวกเขาตายลงกับตา จึงสั่งให้ทหารคนสนิททั้ง 10 คน ติดตามตนเข้าไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด แล้วจึงเข้าปะทะทัพหน้าของทัพม้ามองโกลอย่างดุดันเพื่อให้ทหารจากเมืองหลวงได้มีเวลาถอยกลับเข้าด่านไป
แต่ทหารมองโกลมีหรือจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไปได้ จึงถาโถมโจมตีเข้ามาไม่ยอมปล่อยศัตรูให้ถอยทัพกลับเข้าไปโดยง่าย
ฝ่ายหวังเจิ้นเห็นสถานการณ์ตกเป็นรองอย่างที่สุดแล้ว ก็บอกให้คนของตนล่าถอยไปจนถึงประตูด่านแล้วสั่งให้ทหารเร่งเปิดประตูด่านเพื่อจะได้ผ่านเข้าไป ทหารซึ่งเฝ้าประตูด่านนั้นได้รับคำสั่งจากนายด่านก็ไม่กล้าเปิด จนกระทั่งอิงจงฮ่องเต้ทนเห็นมหาขันทีซึ่งเคยอุ้มชูตนมาตั้งยังพระเยาว์จะมาตกตายทั้งแบบนี้ก็คิดสงสารจึงรับสั่งให้ทหารเร่งเปิดประตูให้หวังเจิ้งเข้าด่านมา
แต่ฝ่ายทหารต้าหมิงทั้งหลายที่เริ่มถอนกำลังกลับเข้าด่านแล้ว เมื่อเห็นประตูเปิดแล้วก็รีบแห่กันผ่านเข้าประตูด่านเล็ก ๆ นั่น จนเหยียบกันล้มตายนับร้อย ๆ ศพ ด้วยความเร่งรีบ เพราะทหารม้ามองโกลก็ไล่ล่าเข้ามาที่หน้าด่านด้วยเช่นกัน
หยางจื่อเหาและเหล่านายทหารอีกไม่ถึงสิบคน จึงต้องต้านทานทหารมองโกลเอาไว้มิให้เข้ามาถึงหน้าประตูได้ก่อนที่ทหารต้าหมิงจะกลับเข้าไปในด่านอย่างปลอดภัยกันเสียก่อน
แต่ในขณะนั้นเองนายทหารเผ่าวาลาก็ถือง้าวนำทหารติดตามมาแล้วเข้าสังหารนายทัพของหยางจื่อเหาตกตายทีละคนสองคนก็มีความแค้นใจนัก จอมยุทธรองจึงชักม้ากลับออกไป แล้วใช้หอกแทงเข้าที่ท้องของนายทหารมองโกลผู้นั้นจนถึงแก่ความตายบนหลังม้า
ฝ่ายนักรบมองโกลเห็นเช่นนั้น แทนที่จะหนีกลับไปด้วยความเกรงกลัว แต่กลับรุกไล่เข้ามาอีกด้วยความแค้น
หยางจื่อเหาเห็นเช่นนั้นจึงหันหน้ากลับไปดูที่ประตูเมืองก็ยังเห็นว่ามีทหารเลวออกันที่ประตูเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องต้านทัพม้ามองโกลเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ก็เริ่มรุกไล่เข้าไปพร้อมกับทหารคนสนิทที่เหลือเพียง 3 นาย และด้วยวรยุทธ์สุดพิสดารของจอมยุทธอันดับ 2 แห่งตระกูลหยาง ย่อมสร้างความได้เปรียบในการสู้รบเป็นอันมาก ส่วนม้าสีเทาประจำตัวนั้นไรขนของมันก็เรืองแสงสีแดงด้วยการประสานเข้ากับทักษะ#ขี่ม้าของลมปราณปราณมังกรไฟ จึงทำให้นักรบผู้นี้ก็ยิ่งดูอาจหาญประดุจเทพสงครามลิโป้ก็ไม่ปาน แม้นควบม้าตีโต้ไปทางทิศใด ทหารมองโกลก็แตกพ่ายไปที่นั่น โดยที่มีเพียงนายทหารเพียง 3 นาย คอยระวังหลังเอาไว้ให้เท่านั้นเอง
ฝ่ายราชครูเหย่เซียนของฝ่ายมองโกล ซึ่งเป็นกุนซือหลักในการรบพุ่งครั้งนี้ เมื่อเห็นนายทัพของฝ่ายฮั่นมีความเข้มแข็งนัก และแม้นจะส่งทหารเลวเข้าไปอีกก็ตายเปล่า จึงส่ง 4 นักรบยมทูตของเผ่าเข้าไปจัดการ
ในขณะนั้นทหารต้าหมิงที่รอดตายได้ทยอยกันเข้าไปแทบหมดสิ้นแล้ว จนจอมยุทธสองเองก็ได้ส่งสัญญาณให้นายทหารอีก 3 คน ควบม้าเข้าด่านไปก่อน แต่เมื่อมียอดฝีมือ 4 คนขี่ม้าดำถือง้าวเหล็กขนาดใหญ่ออกมารบ สถานการณ์ก็พลิกกลับไปทันที เพราะอาศัยนักรบยมทูตเพียงสองคนก็สามารถต้านทานการโจมตีของจอมยุทธรองได้แล้ว !!
หยางจื่อเหาคิดคำนวณดูแล้วย่อมไม่เห็นทางรอดอื่นใดอีก จึงตะโกนขึ้นไปว่า
“ปิดประตูด่าน!!”
ฝ่ายนายทหารทั้ง 3 คน ที่ควบม้าไปจนจวนจะถึงประตูด่านอยู่แล้ว ครั้นเห็นผู้บังคับบัญชาของตนกำลังวิกฤตหนัก ทั้งยังร้องสั่งให้ปิดประตูด่านลง จึงช่วยกันปิดประตูแล้วชักม้ากลับไปช่วยเหลือหยางจื่อเหา และตกตายพร้อมกันทั้ง 4 นายในวันนั้นเอง..