ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่691 การรวมตัวของสำนักน้อยใหญ่

       ไม่นานเกี้ยวนั่ง ม้ามังกรก็เดินทางมาถึง บริเวณเขตบึงน้ำเจียงซิน ซึ่งบริเวณสถานที่นี้ ไม่ใช่ว่าจอมยุทธ์ธรรมดา จะเข้าไปด้านในได้ เมื่อรับรู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรร้าย ใต้บึงน้ำที่แหวกว่าย เห็นหลังไหวๆ โผล่ พ้นบึงน้ำออกมาเป็นระยะๆ
 


       ทว่าปราณพลังรอบๆ บริเวณนี้ หนาแน่นไม่น้อย จากสำนักน้อยใหญ่ ที่เดินทางมาในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายของพวกเขา ย่อมเป็นสนามประลองกลางน้ำที่ขึ้นชื่อ

 


       สถานที่แห่งนี้ช่างดูแปลกตา ยิ่งเข้าไปภายในส่วนลึกของบึงน้ำ ยิ่งสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตของพืชที่ไม่ธรรมดา แม้มันจะมีลักษณะรูปร่างคล้ายกับดอกบัว ทว่าขนาดของมันใหญ่เป็นอย่างมาก สามารถให้ผู้คน ขึ้นไปยืนอยู่บนดอกของมัน ร่วมร้อยชีวิตได้อย่างสบายๆ จากความแข็งแรง แถมมันยังเบ่งบานออกมาทั่ว สนามประลองกลางน้ำ ถูกสำนักน้อยใหญ่ เริ่มเข้าไปจับจอง เป็นที่นั่งของตนเอง

 


       ภาพภายในครรลองสายตาอี้เฉิน กับพวกที่สืบฝีเท้า ออกมาจากเกี้ยวนั่ง ม้ามังกร มองเห็นสนามประลองขนาดใหญ่กลางน้ำ มีรูปปั้นนักรบขนาดใหญ่ทั้งสอง ยืนประจันหน้ากันคนละฝั่ง ให้ความรู้สึกที่น่าคร้ามเกรงไม่น้อย

 


       ทว่าชายแก่ ที่นั่งอยู่บนฝ่ามือ ของรูปปั้นสนามประลองกลางน้ำ ขนาดใหญ่หลายร้อยจั้ง ตัวเขาจ้องมองมาที่ อี้เฉินอย่างไม่วางตา แม้แต่อายสังหาร ยังปลดปล่อยเล็ดลอดออกมาน้อยๆ

 


       ผู้พิทักษ์ชรายี่ลั่วหยาง ภายในลูกบาศก์มิติ เขาส่งคำพูดปราณจิต ออกมาหาอี้เฉินกล่าวเตือนในทันใด ครั้นรับรู้ชายแก่ ผู้นั้นเป็นใคร “บรรพบุรุษชราเจิ้งอวิ่น แห่งเผ่าอสูรฟ้า อี้เฉิน เจ้าต้องระวังชายแก่ ผู้นั้นให้ดี”

 


       อี้เฉินครั้นได้ยินเสียง จากภายในลูกบาศก์มิติ เขากลอกตาไปมองชายแก่ เผ่าอสูรฟ้า ที่เขาเคยมีเรื่องบาดหมาง กับเหล่าอนุชนในเผ่าอสูรฟ้า เกรงว่ายามนี้ ความแค้นนั้นก็ยังคงอยู่

 


       ชายชรามู่ไป๋ เองก็กล่าวเตือนอี้เฉินออกมาเช่นกัน เมื่อรับรู้ปราณพลังของ เหล่าราชาอมตะชรา ใกล้สิ้นอายุขัย มารวมตัวกัน ยังสถานที่แห่งนี้ไม่น้อย

 


        อี้เฉินฝ่ามือของเขาบีบรัด เข้าหากันจนแน่น จนเกิดเสียงกรอก!! แกร็บ!!ดังขึ้นมาน้อยๆ ครั้นเมื่อนึกถึงยามที่เดินแดนเทพ อยู่ในช่วงสงครามแห่งความยากลำบาก ตัวเขากับไม่เห็นหัวเหล่าชายแก่พวกนี้ ก่อนเหล่าผู้พิทักษ์ชรา จะเอ่ยเตือนให้อี้เฉินผ่อนโทสะลง กลับมามีท่าทีเรียบนิ่งอีกครา เมื่อรับรู้สายตาหมู่ชน ที่จับจ้องมาที่ตัวของจักรพรรดิหนุ่ม

 


อี้เฉินพยักหน้า กล่าวตอบ“ข้าเข้าใจแล้ว”

 


        ก่อนหมู่ชนจะละสายตาไปจากตัวของอี้เฉิน เมื่อรับรู้ถึงค่ายกลส่งตัวบางอย่าง ถูกเปิดใช้งาน อย่างอึกทึกครึกโครม จากคนของสำนัก5ดาว ส่งดาบแสงปักท้องฟ้า ปรากฏค่ายกล ดาว5แฉก เปิดแยกมิติออกมากว้าง พร้อมร่างเหล่าผู้คน ที่สืบฝีเท้าออกมาเยือน

 


       เหตุการณ์ค่ายกลเคลื่อนย้าย ถูกขับเคลื่อนเกิดขึ้นซ้ำๆ จนท้องฟ้าเกิดการแปรปรวนอย่างหนัก สำนักใหญ่ ต่างก็ไม่มีใครยอมใคร แม้แต่คนของแดนเหนือ ที่นำมาโดย ราชินีเสวี่ยชิงหนาน ยังสืบฝีเท้ามาเยือน โม่กวางที่เห็นถึงกับส่ายหัว ในการสิ้นเปลือง การขับเคลื่อนค่ายกลของพวกเขา

 


       ทว่าเมื่อเสียงสายฟ้าที่น่าหวาดกลัว ดังออกมากึกก้อง ส่งให้เมฆมืดครึ้ม บนท้องฟ้าหมุนวนก่อตัวอย่างรุนแรง ก่อนเสาแสงสีทองพร่างพราว จะสาดเทลงมาจากผืนฟ้า ราวกับเป็นเสาแสงค้ำยันมหาสมุทร พร้อมร่างชายแก่ขี่วัว มาพร้อมกับเหล่าศิษย์ ผู้อาวุโสภายในสำนักตำหนักเทพ หลาย10ชีวิต รอยต่ำลงมาตามเสาแสงศักดิ์สิทธิ์ที่น่าคร้ามเกรง มีหรืออี้เฉินจะลืม ชายชราขี่วัวผู้นี้ลงได้

 


       ครั้นบรรพบุรุษชราซวนซี เผ่าเทพคลี่ยิ้ม จ้องมองอี้เฉิน ด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะสืบฝีเท้าลงไปหาที่นั่ง มันก็ทำให้หลายๆ คนรับรู้ ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง

 


       ...อี้เฉินที่ลงไปจับจองที่นั่งบริเวณดอกบัวหนึ่ง ใกล้สนามประลอง ติดกับคนของราชวงศ์ทั้งสอง องค์ชายชิงอู๋เหล่ย เขายกยิ้มทักทายอี้เฉินในทันใด พวกเขาเอ่ยพูดคุยกันไปไม่นาน รอบๆ พวกเขา เริ่มที่จะเกิดความวุ่นวายขึ้นมา จากการแย่งชิงพื้นที่นั่ง บนดอกบัว ที่พ้นบึงน้ำ ขึ้นมาเหนือสนามประลอง

 


        ส่งให้สำนักเล็กๆ ต้องถูกแย่งที่โดยพวกมหาอำนาจใหญ่ บางครั้งถึงกับมีการลงไม้ลงมือ ส่งให้คลื่นปราณพลัง ซัดสาดออกมาทั่ว จนบึงน้ำเกิดแรงกระเพื่อมไหว ทว่าหลายๆ คนก็ต้องตกใจ เมื่อมีไม่กี่ที่นั่งบนดอกบัว ไม่เกิดการสั่นสะเทือน ขยับไหวขึ้นมา ที่นั่งเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่เป็นของสำนักใหญ่ ที่มีเหล่าราชาอมตะ กันแทบทั้งสิ้น ที่ทำเฉกเช่นนั้นได้

 


        ยิ่งทำให้ผู้คนประหลาดใจ เมื่อพวกเขาเห็นดอกบัว ที่อี้เฉินนั่งพร้อมกับเหล่ามิตรสหาย ไม่มีการขยับไหวแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่บริเวณที่อี้เฉินอยู่ ไม่มีราชาอมตะเสียด้วยซ้ำ

 


“หืม!! ไอ้เวรอี้เฉิน นั้นมันเล่นกล อะไรอีก” เหล่าชายแก่เปิดเปลือกตา ขึ้นมาสบถด่าในใจ

 


ผู้คนโดยรอบต่างก็เริ่มไต่ถาม “คนของศาลายา คนของสำนักตำหนักภูต ต่างก็มากันหมดแล้ว เหตุใดคนของสำนักศาลาซากศพ ยังไม่มาอีกเล่า”

 


       คำพูดของผู้คนสำนักน้อยใหญ่ ยังกล่าวไม่ทันจะหมดประโยค จู่ๆ กลุ่มหมอกควันดำ รูปหัวกะโหลกแห่งความตาย ขมุกขมัว ก็ปรากฏขึ้นมาบนท้องฟ้า ต่อหน้าครรลองสายตาของหมู่ชน ทว่าพวกเขาที่สืบฝีเท้ามาเยือน เป็นเพียงเหล่าศิษย์อนุชน ของสำนักศาลาซากศพเท่านั้น ที่สืบฝีเท้าออกมาร่วมงานประลอง ทำให้หลายๆ สำนักต่างก็ไม่พออกพอใจ เมื่อไม่เห็นบรรพบุรุษซู่หยาง มาด้วยตนเอง

 


       ทว่าชายหนุ่มอนุชนใบหน้าเย็นชาหล่อเหลา ดวงตาชั่วร้าย ที่นำกลุ่มคนมา ตัวเขากลับสืบฝีเท้าไปทักทาย อี้เฉิน เสียดื้อๆ จึงทำให้ใครหลายๆ คน ต่างก็พากันประหลาดใจ แม้แต่ตัวของอี้เฉินเองก็ตาม

 


“จักรพรรดิอี้เฉิน ข้าได้ยินชื่อเสียง ของท่านมานาน ไม่คิดว่าวันนี้จะได้พบเจอตัวจริง” ก่อนเด็กหนุ่ม จะยื่นฝ่ามือมาหาอี้เฉิน ราวกับเป็นการทักทาย

 


      อี้เฉินที่ลุกขึ้นพร้อมกับมิตรสหาย พวกเขาต่างก็มีสีหน้า ไม่พอใจในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ โดยเฉพาะสงครามน้อย มองว่าเด็กหนุ่มผู้นี้โอหังมากเกินไป ถึงกับกล้ามาขอจับมือ อาจารย์ของเขา

 


อี้เฉินยื่นฝ่ามือออกไป ไม่ได้มีท่าทีหยิ่งผยองแม้แต่น้อย พร้อมกับไต่ถามเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า “เราเคยเจอกัน ที่ไหนมาก่อนหรือไม่?”

 


       ทว่าเมื่ออี้เฉินสัมผัสมือของเด็กหนุ่ม เขายังรับรู้ได้ เด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา แม้แต่ผู้พิทักษ์ชราทั้ง4 ภายในลูกบาศก์มิติ ยังรับรู้ได้เช่นกัน ทว่าเหตุใดอี้เฉิน ถึงรู้สึกคุ้นเคยเด็กหนุ่มผู้นี้ชอบกล

 


ครั้นเด็กหนุ่ม ละฝ่ามือออกจากอี้เฉิน เขาก็ยื่นฝ่ามือมาหาหลินเฟย จงใจยั่วอี้เฉินอย่างเห็นได้ชัด

 


        ด้านหลินเฟยที่เห็นอี้เฉินพยักหน้า ครั้นทั้งสองแตะฝ่ามือทักทาย ก็ราวกับมีการดึงดูด บางอย่างเข้าหากันน้อยๆ จนหลินเฟย ต้องรีบชักมือกลับมาอย่างไว

 


แม้แต่ชายหนุ่ม ยังมีสีหน้าที่ประหลาดใจ ก่อนจะสืบฝีเท้าไปหาที่นั่ง พร้อมกับพยักหน้าให้ บรรพบุรุษชราสำนักตำหนักเทพ ให้เริ่มการประลอง

 


       อี้เฉินไต่ถามสงครามน้อย “ชายหนุ่มผู้นั้นเขาเป็นใคร เหมือนว่าเขา จะมีความสำคัญไม่น้อย ในสำนักศาลาซากศพ” พวกซีเผิง โม่กวางเองก็คิดเช่นเดียวกับอี้เฉิน เมื่อเห็นท่าทีของคนอื่นๆ

 


       สงครามน้อยได้ยินเช่นนั้น เขาเอ่ยชื่อหนึ่งขึ้นมาทันที “ซื่อซื่อ ข้าแค่เคยได้ยินจากศิษย์ ภายในสำนักศาลาซากศพ ที่มาท้าประลอง ว่าเขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ อันดับหนึ่ง ของอนุชนรุ่นเยาว์ อย่างแท้จริง ไม่มีใครเทียบชั้นเขาได้”

 


       ทว่าก็มีหนึ่งข้อที่อี้เฉินแม้กระทั่ง ผู้พิทักษ์ชรา ต่างก็ขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม ว่าเหตุใดบรรพบุรุษชราซู่หยาง แห่งศาลาซากศพ ถึงไม่ปรากฏตัว

 


       “อืมๆ เช่นนั้นหรือ” ก่อนอี้เฉินจะหันปรายตาไปดู บริเวณสนามประลองกลางน้ำ มีผู้อาวุโสชรา นำกล่องของรางวัลทั้งสามออกมา ปรากฏสู่ครรลองสายตาหมู่ชน

 


         ทว่าสิ่งที่ดึงดูดใจที่สุด เกรงว่าจะเป็นไฟเทพ ระดับตำนาน แม้ว่าเมล็ดพันธุ์ระดับสูง จะดูล้ำค่า แต่เมื่อเทียบความหายาก ของไฟเทพ ระดับ ตำนาน เมล็ดพันธุ์มันจึงดูด้อยค่าลงไปไม่น้อย

 


        ก่อนน้ำเสียงแหบพร่าชายชรา จะกล่าวพูดขึ้นมา “อย่างที่ทุกท่านเห็น นี่คือของรางวัล ของงานประลองครานี้ เราจะต่อสู้ด้วยทีม3คน ส่งตัวแทนของแต่ละสำนักลงมาประลอง ไม่มีการเล่นแง่ สำนักไหนพร้อม สืบฝีเท้าขึ้นมาได้เลย”

 


        ทันใดเสียงฝีเท้าเหยียบอากาศพุ่งเข้าหา ลานประลองก็ดังขึ้นมาก้อง ฟึบ! ฟึบ! จากคนของสำนัก 4ดาว ที่ยืนประจันหน้ากับสำนัก3ดาว ทำให้เหล่าผู้คนที่ดูชมการต่อสู้ ยกฝ่ามือถูคาง มองเห็นความห่างชั้น ของศิษย์สำนัก3ดาว กับ4ดาว ว่ามีความห่างชั้นกันอยู่ก้าวใหญ่ พร้อมน้ำเสียงถอนหายใจ ของเหล่าศิษย์อนุชนสำนัก3ดาวที่ดังขึ้นมา ราวกับเป็นการตัดพ้อ ในพลังของตน