(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก

    บทที่ 27 เขามโนไปเองอีกแล้ว (รีไรต์)

    บทที่ 27 เขามโนไปเองอีกแล้ว (รีไรต์)


    ฉินอวี้ชูพูดจบก็เหลือบมองกู้ไฮว่ถิงแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง “เถ้าแก่เจียง อาจจะยังไม่ทราบ ฐานอีเดนมีแพทย์ที่เก่งที่สุด แถมพลังพิเศษของเขายังแสดงผลผ่านอาหารอีกเช่นกัน แต่ตามมาตรฐานของคุณแล้ว ความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายของเขาอยู่ที่สามสิบห้าแต้ม แถมอาหารแบบนี้ทำได้แค่สิบที่ต่อวัน”


    เจียงอี้อิ่นเข้าใจความหมายโดยนัยทันที ความสามารถในการฟื้นฟูร่างกายของผู้มีพลังพิเศษที่เก่งที่สุดอยู่ที่สามสิบห้าแต้ม แถมยังมีจำนวนจำกัดต่อวัน ขณะเดียวกันบะหมี่หยางชุนที่เธอยกตัวสามารถฟื้นฟูพลังได้ยี่สิบห้าแต้ม ถ้าเธอตะบี้ตะบันทำโดยไม่หลับไม่นอน วันหนึ่งน่าจะทำได้หลายร้อยชาม


    ไม่ว่าใครก็คงคิดว่าเธอคุยโวโอ้อวด


    เจียงอี้อิ่นคิดในใจว่าถ้าไม่ติดว่าเห็นแก่กู้ไฮว่ถิง ฉินอวี้ชูคงไล่ตะเพิดเธอออกจากห้องไปนานแล้ว 


    เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ถ้าเลขาฉินสงสัยในข้อมูลที่ฉันให้ไป สามารถหาคนมาทดลองได้นะคะ” 


    เธอเปิดกระเป๋าที่พกมาด้วย ข้างในมี ‘สินค้าตัวอย่าง’ อยู่สองสามอย่าง เจียนปิ่งสี่แบบ น้ำเต้าหู้พุทราถั่วลิสงกับถั่วเขียวต้มน้ำตาลอย่างละแก้ว และสุดท้ายเนื้อตุ๋นอีกหนึ่งที่


    จากข้อมูลในตอนนี้ อาหารจานหลักส่วนใหญ่ใช้ฟื้นฟูพลังกาย ส่วนอาหารว่างอย่างอื่นใช้ฟื้นฟูพลังพิเศษ


    พูดง่าย ๆ ก็คือขวดแดงไว้ฟื้นฟูเลือด ขวดสีน้ำเงินช่วยฟื้นฟูพลัง เพื่อการเจรจาต่อรองที่ดีขึ้น นอกจากบะหมี่กับบาร์บีคิวที่พกมาไม่สะดวกแล้ว เธอเตรียมมาแทบจะทุกเมนูในร้านเลยทีเดียว


    ฉินอวี้ชูแปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะมองเธอด้วยสายตาพิจารณา


    ครู่หนึ่งเขาก็ตัดสินใจได้และกำลังจะเรียกคน ก็มีคนมาเคาะประตูห้องประชุมพอดี


    “เชิญ” ฉินอวี้ชูอนุญาติเสียงดัง


    คนที่เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เขาวิ่งมาข้าง ๆ ฉินอวี้ชูแล้วก้มลงกระซิบข้างหูเขา เจียงอี้อิ่น สังเกตเห็นอีกฝ่ายกระซิบกระซาบ ในขณะเดียวกันก็ลอบมองเธอหลายครั้ง 


    ท่าทางมีลับลมคมในของพวกเขาทำให้เธอรู้สึกสงสัยขึ้นมา เกิดอะไรขึ้นนะ ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับเธอ


    ฉินอวี้ชูเบิกตากว้างเหลือบมองเธอ ครู่ต่อมาเขาก็ลุกขึ้นยืนกะทันหัน “ขออภัย มีบางอย่างที่ต้องการการยืนยัน รอสักครู่ได้ไหมครับ”


    เธอสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่าท่าทีของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเล็กน้อย น้ำเสียงของเขามีความระมัดระวังมากขึ้น


    ดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มที่ดี 


    เธอยิ้มและพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะมองตามฉินอวี้ชูและคนอื่น ๆ ที่รีบร้อนออกไป


    กู้ไฮว่ถิงเอ่ยขึ้น “บางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอาหารพวกนี้แล้ว”


    เจียงอี้อิ่นหยักไหล่ “ถ้าไม่ต้องตรวจสอบจริง ๆ พวกเราก็กินแบ่งกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”


    “ตกลง” เขาตอบพร้อมกับรอยยิ้มในดวงตา


    ฉินอวี้ชูไม่ได้จากไปไกลนัก เขาเพียงลงไปที่ชั้นสองซึ่งเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว 


    พวกเขาคือกลุ่มผู้มีพลังพิเศษที่ฐานอู๋ถงจ้างมา เมื่อเช้านี้พวกเขาได้รับข่าวสารบางอย่างซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สัตว์กลายพันธุ์คลุ้มคลั่งเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาจึงจัดตั้งทีมขึ้นมาเพื่อออกไปตรวจสอบสถานการณ์


    เมื่อเห็นสภาพที่อิดโรยของพวกเขา ฉินอวี้ชูก็พอจะเดาได้ว่าการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย


    ฉินอวี้ชูกวาดสายตามองก็พบว่าถึงแม้จะดูอิดโรย แต่ก็ไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะนั่งลงพร้อมกับคนอื่น ๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ 


    “เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้ฉันฟัง”


    ผู้ใช้พลังพิเศษที่เป็นหัวหน้าจึงเริ่มรายงานสถานการณ์ทันที


    ไม่นานหลังจากพวกเขามาถึงสถานที่เกิดเหตุก็เผชิญหน้ากับการต่อสู้อันหฤโหด พวกเขาใช้ความสามารถขับไล่สัตว์กลายพันธุ์ไปได้อย่างยากเย็น แต่ถึงกระนั้นพลังของทุกคนก็ลดลงไปมาก พวกเขาจึงตัดสินใจกลับไปพักฟื้นที่ฐานก่อน


    แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดคือสถานที่แห่งนั้นยังคงมีพืชกลายพันธุ์ที่ทรงพลังซ่อนตัวอยู่ ก่อนหน้านี้มันแสร้งทำเป็นตาย และทันใดนั้นพวกมันก็เริ่มโจมตีพวกเขา


    พลังงานของพวกเขาลดฮวบจนแทบไม่เหลือ ความอ่อนแอทำให้ถูกพืชกลายพันธุ์ต้นนั้นจับตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่เพราะพวกเขาไม่มีพลังมากพอที่จะพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการแสนแน่นหนา สุดท้ายก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด


    ขณะเดียวกันนั้น หัวหน้าถอดใจด้วยความสิ้นหวังก็พลันนึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋ายังมีขนมโก๋ถั่วเขียวอยู่หลายกล่องที่ได้ฟรีตอนไปร่วมกิจกรรมที่เมืองอาหารอวี้ซานไห่


    ตอนนั้นเขาได้ลองชิมไปชิ้นหนึ่งก็รู้สึกประทับใจในรสชาติของขนมชนิดนี้ จึงได้ไปซื้อต่อจากคนอื่นมาในราคาสูง แต่ไม่ว่าจะเก็บไว้ที่ไหนก็รู้สึกเสียดาย สุดท้ายเลยตัดสินใจแบกติดตัวมาด้วยทั้งหมด


    ไหน ๆ ก็จะต้องตายอยู่แล้ว เขาจึงคิดว่าขอตายอย่างอิ่มหนำสำราญเสียยังดีกว่า


    เขาพยายามควานหาขนมถั่วเขียวออกมาจากกระเป๋าอย่างยากลำบาก ด้วยความที่คนเรากำลังจะตาย เขาจึงแบ่งปันให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ร่วมหัวจมท้ายพร้อมกันอย่างใจกว้าง


    ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกว่ามีพลังขึ้นมาอีกครั้ง!


    เมื่อกินขนมโก๋ถั่วเขียวเข้าไป ร่างกายที่เหี่ยวแห้งไร้เรี่ยวแรงก็กลับมามีชีวิตชีวา พวกเขาทั้งตกใจและดีใจ รีบยัดขนมโก๋ถั่วเขียวทั้งหมดเข้าปาก


    และในที่สุดพวกเขาก็หนีรอดออกมาได้


    ฉินอวี้ชูและคนอื่น ๆ ตกอยู่ในภวังค์หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมด หากแต่ยังมีบางคนสงสัยว่า 


    “พวกนายแน่ใจเหรอว่าเป็นฤทธิ์จากขนมโก๋ถั่วเขียว”


    ผู้ใช้พลังพิเศษยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “ตอนนั้นนอกจากกินขนมโก๋ถั่วเขียวเข้าไปแล้ว พวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรอีก” 


    ทุกคนหันไปมองฉินอวี้ชูทันที ซึ่งเขาตัดฉับบทสนทนาอย่างรวดเร็ว “ฉันจะไปรายงานผู้บัญชาการจางเดี๋ยวนี้” 


    ไม่มีใครคัดค้าน หากข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแจ้งให้หัวหน้าจางทราบโดยเร็วที่สุด


    ……


    เจียงอี้อิ่นกำลังคุยเรื่อยเปื่อยกับกู้ไฮว่ถิงอยู่ในห้องประชุม  


    หลังจากกู้ไฮว่ถิงได้รับอนุญาตให้ดูข้อมูลแล้วจึงอดสงสัยไม่ได้ “ผมไม่คิดว่าคุณจะเกลียดชางซิ่งขนาดนี้ คุณต้องหยุดความร่วมมือนี้ให้ได้เลยสินะ”


    เจียงอี้อิ่นกระตุกยิ้ม เรื่องนี้ไม่อาจอธิบายได้ ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนี้ต่อไปเถอะ


    “แต่พอเรื่องนี้ถูกเปิดเผย ชีวิตคุณคงวุ่นวายน่าดู”


    “ไม่เป็นไรค่ะ เป้าหมายของฉันคือทำให้เมืองอาหารยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นี่เป็นจุดเด่นสำหรับดึงดูดลูกค้า เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะปิดบังมันเอาไว้”


    กู้ไฮว่ถิงจ้องมองเธอ “เถ้าแก่เจียงช่างทะเยอทะยาน น่าชื่นชมจริง ๆ ครับ”


    ...ดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะคิดไปไกลเสียแล้ว


    สักพักเขาก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ถ้าคุณไม่รังเกียจที่จะใช้เรื่องพวกนี้โปรโมตร้านตัวเอง การร่วมมือกันของเราก็สามารถเอาไปทำโฆษณาได้นะ”


    “ไม่รังเกียจหรอกค่ะ” เธอส่ายหน้า “ฉันได้ยินพี่เจิ้งพูดว่าพวกคุณน่าจะตกลงกันได้แล้ว”


    เขาพยักหน้า “เกือบเรียบร้อยแล้วละ เดี๋ยวผมกับหัวหน้าเจิ้งจะคุยรายละเอียดกันอีกที”


    เธอกำลังจะตอบ ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออก แต่คนที่เข้ามาคราวนี้ไม่ใช่ฉินอวี้ชู


    กู้ไฮว่ถิงเห็นเขาก็รีบลุกขึ้นยืนตรงอย่างนอบน้อม “ผู้บัญชาการจาง”


    ชายวัยกลางคนใบหน้าเหลี่ยมแบบนี้ คือผู้นำคนปัจจุบันของฐานอู๋ถง ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลก เขาเคยเป็นทหารมาก่อน ช่วงที่ฐานอู๋ถงก่อตั้งใหม่ ๆ เขาต้องเผชิญอันตรายมากมายเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนมากมาย จึงรู้สึกซาบซึ้งและเคารพนับถือผู้บัญชาการจางเป็นอย่างมาก  


    คนแบบนี้สมควรได้รับความเคารพ เธอลุกขึ้นยืนทักทายเขาเช่นกัน


    ผู้บัญชาการจางเดินท่าทางองอาจมานั่งลงตรงข้ามเธอ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เชิญนั่งลงเถอะ คุณคือเถ้าแก่เจียงใช่ไหม”


    เจียงอี้อิ่นยิ้ม “ใช่ค่ะ ผู้บัญชาการจางเรียกฉันว่าเสี่ยวเจียงก็ได้ค่ะ”


    อีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธ “ก็ได้ เสี่ยวเจียง ฉันเห็นข้อมูลที่เธอมอบให้แล้ว แต่ฉันก็ยังต้องถามอีกครั้ง เธอรับรองใช่ไหมว่าข้อมูลพวกนี้เป็นความจริง”


    “แน่นอนค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ถ้าไม่วางใจ พวกคุณทดสอบได้เลยค่ะ” 


    ผู้บัญชาการจางครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “เรื่องนี้สำคัญมาก พวกเราจำเป็นต้องทำการทดสอบ ได้ยินว่าคุณนำตัวอย่างมาด้วยใช่ไหม”


    เธอวางเจียนปิ่งและอาหารอื่น ๆ ไว้บนโต๊ะประชุม


    ผู้บัญชาการจางสั่งทันที “เสี่ยวฉิน พาคนไปทดสอบทันที”


    เขาดูนาฬิกาข้อมือ “เวลาสามสิบนาทีน่าจะพอใช่ไหม”


    ฉินอวี้ชูรีบตอบ “โรงพยาบาลมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ตามเวลาเฉลี่ยที่พลังพิเศษของผู้มีพลังรักษาจะเริ่มทำงาน หลังจากกินอาหารไปแล้วประมาณสิบนาทีน่าจะเห็นผล”


    “รีบดำเนินการให้เร็วที่สุด”


    เหมาะสมแล้วที่ผู้บัญชาการจางเคยเป็นทหารมาก่อน ทำอะไรรวดเร็วเด็ดขาด ฉินอวี้ชูก็ไม่รีรอ หยิบอาหารทั้งหมดแล้วรีบออกไปทันที


    ผู้บัญชาการจางมองเธออย่างอ่อนโยน “เถ้าแก่เจียง ต้องรบกวนคุณรออีกสักครู่ ถ้าเบื่อก็ให้เสี่ยวกู้พาเดินดูรอบ ๆ ได้นะ”


    เขาดูนาฬิกาอีกครั้ง แล้วลุกขึ้นพูด “ผมยังมีธุระต้องจัดการ อีกสามสิบนาทีพวกเราค่อยมาเจอกันอีกทีนะครับ”


    แน่นอนว่าเธอไม่ปฏิเสธ รีบลุกขึ้นส่งอีกฝ่ายออกไป


    เจียงอี้อิ่นหันไปก็ได้ยินกู้ไฮว่ถิงพูดว่า “คุณอยากออกไปเที่ยวข้างนอกไหม”


    จริง ๆ แล้วเธอก็มีเรื่องอยากจะทำอยู่เหมือนกัน