เสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว บานประตูเรือนถูกกระแทกจนพังพินาศล้มลงมากองกับพื้น กองกำลังชุดดำของเซียวจิ่งหรงกรูกันเข้ามาดั่งอสรพิษ คมดาบเงินสะท้อนแสงเย็นเยียบ
"จับตัวเด็กคนนั้นมา! ฝ่าบาทต้องการตัวนางแบบยังมีลมหายใจ!" หัวหน้ากลุ่มกบฏแผดเสียงสั่งการ สายตาเหี้ยมเกรียมจับจ้องไปยังเหยาเหยาที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นว่านอวี๋
ซ่งฮูหยินก้าวถอยหลังพลางกระชับวงแขนโอบกอดบุตรสาวสุดชีวิต ข้างกายของนางมีแม่นมหลิวและองครักษ์ประจำจวนที่เหลืออยู่เพียงหยิบมือยืนหยัดขวางหน้า ทว่าเมื่อเทียบกับกองกำลังศัตรูที่หลั่งไหลเข้ามาแล้ว กำลังพลของฝ่ายนางช่างน้อยนิดเหลือเกิน
'แย่แล้ว! กำลังคนของเราน้อยเกินไป ต้องหาทางถ่วงเวลาไว้ให้ได้!' สมองดวงน้อยของเหยาเหยาหมุนวนอย่างรวดเร็ว มือป้อมรีบล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คว้าเอา 'ยันต์ควันพรางตา' แผ่นสุดท้ายที่เหลืออยู่ออกมา 'ใช้ยันต์ควันพรางตาซื้อเวลา รอกำลังเสริมมาช่วย!'
เด็กหญิงออกแรงขยี้ยันต์ในมือจนขาดวิ่น พริบตานั้น ควันสีขาวหนาทึบพวยพุ่งออกมาดั่งม่านหมอกหนาทึบ เข้าบดบังทัศนียภาพทั่วทั้งเรือนจนมืดมิด!
"ควันบ้าอะไรกัน! ข้ามองไม่เห็นสิ่งใดเลย!" พวกทหารกบฏเริ่มระส่ำระสาย ต่างพากันกวัดแกว่งดาบไปในอากาศอย่างสะเปะสะปะ ทว่ากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า
เสิ่นว่านอวี๋ฉวยโอกาสทองนี้ อุ้มเหยาเหยาแนบอกแล้ววิ่งฝ่าม่านควันหนาทึบมุ่งตรงไปยังประตูหลังอย่างรวดเร็ว โดยมีแม่นมหลิวและเหล่าองครักษ์คอยคุ้มกันอยู่เบื้องหลังอย่างสุดกำลัง
แต่ทว่าฝ่ายศัตรูมีจำนวนมากเกินไป ทันทีที่สายลมพัดพาม่านควันให้เริ่มเจือจางลง พวกมันก็จับทิศทางได้และไล่ล่าตามมาทันอย่างรวดเร็ว หัวหน้ากลุ่มกบฏพุ่งทะยานตรงเข้าหาเสิ่นว่านอวี๋ ดาบยาวในมือเงื้อขึ้นสูง สะท้อนแสงวาบหมายจะฟันลงมาปลิดชีพหญิงงามตรงหน้า!
'ท่านแม่—!' เหยาเหยากรีดร้องลั่นในใจด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
——————
ในโมงยามแห่งความเป็นความตายนั้น เงาร่างหนึ่งพลันกระโจนลงมาจากกำแพงจวน รวดเร็วและดุดันราวกับพญาเหยี่ยวที่โฉบลงมาจากฟากฟ้า!
เป้ยจิ้งหาน!
ชายหนุ่มผู้ได้รับมอบหมายให้ปกป้องเหยาเหยา ทันทีที่ทราบข่าวว่าอ๋องรองก่อกบฏ เขาก็ควบม้าฝ่าดงอันตรายมายังจวนสกุลซ่งอย่างไม่คิดชีวิต และมาถึงในช่วงเส้นยาแดงผ่าแปดพอดี!
กระบี่ในมือของเขาตวัดรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ประกายดาบวาบผ่านปัดป้องคมอาวุธของหัวหน้ากบฏจนกระเด็นหลุดมือ ก่อนที่เขาจะฟันสวนกลับไปอย่างเฉียบคมและแม่นยำ ร่างของหัวหน้ากลุ่มกบฏล้มตึงลงกับพื้น สิ้นใจในกระบวนท่าเดียวโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอชีวิต
"หากใครกล้าแตะต้องพวกนางแม้แต่ปลายก้อย... ข้าจะส่งมันไปลงนรกให้หมด!" เป้ยจิ้งหานก้าวขึ้นมายืนขวางหน้าเสิ่นว่านอวี๋และเหยาเหยา ดวงตาของเขาเย็นเยียบและล้ำลึกราวมหาสมุทรน้ำแข็ง ไอสังหารแผ่ซ่านจนบรรยากาศรอบข้างหนาวสะท้าน ทหารกบฏที่เหลือถึงกับชะงักงันด้วยความหวาดกลัว
เขาคือทายาทแห่งตระกูลเป้ย ขุนพลหนุ่มผู้เกรียงไกรแห่งชายแดนเหนือ ฝีมือการต่อสู้สูงส่งไร้ผู้ต้านทาน เพียงลำพังตัวเขาและกระบี่คู่ใจก็สามารถสยบกองกำลังกบฏลงได้อย่างราบคาบ คมดาบของเขาตวัดฟาดฟันศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาจนล้มตายลงทีละคน เปิดทางคุ้มภัยให้สองแม่ลูกอย่างแน่นหนาราวกับกำแพงเหล็กกล้า
ทุกครั้งที่มีศัตรูพยายามจะทะลวงฝ่ามาทำร้ายเหยาเหยา เป้ยจิ้งหานจะพุ่งตัวเข้าไปขวางไว้ได้ทันท่วงทีเสมอ ราวกับว่าประสาทสัมผัสและสายตาของเขาไม่เคยละไปจากเด็กหญิงตัวน้อยเลยแม้แต่ลมหายใจเดียว
การต่อสู้ในครั้งนี้ช่างแตกต่างจากการรบในสมรภูมิเลือดที่เขาเคยผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่เขาปกป้องในยามนี้ ไม่ใช่ผืนแผ่นดินหรือเกียรติยศของตระกูล... แต่เป็นรอยยิ้มและชีวิตของเด็กหญิงผู้เป็นดั่งดวงใจที่เขาหวงแหนที่สุด
เสิ่นว่านอวี๋ซึ่งกอดบุตรสาวแน่นอยู่เบื้องหลัง จ้องมองแผ่นหลังอันกว้างขวางและอบอุ่นของเป้ยจิ้งหานที่ยืนหยัดต้านทานความตายเพื่อพวกนาง ในใจของนางเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งจนตื้นตันเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เด็กหนุ่มผู้นี้ยอมเสี่ยงชีวิตเผชิญหน้ากับอันตรายเพื่อปกป้องลูกสาวของนางครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนใดๆ เลย
——————
ในเวลาต่อมา กองกำลังเสริมของตระกูลซ่งที่ซ่งจิ้งอันส่งมาช่วยเหลือกดดันเข้ามาถึงในที่สุด พวกเขาเข้าปิดล้อมและกวาดล้างกองกำลังกบฏของอ๋องรองที่บุกรุกเข้ามาในจวนจนราบคาบ
ทันทีที่ความโกลาหลสงบลง เป้ยจิ้งหานก็รีบหันกลับมาหาเหยาเหยาทันที ชายหนุ่มทรุดเข่าลงกับพื้นพลางสำรวจร่างกายของเด็กหญิงด้วยความเป็นห่วงเป็นใย "เจ้าตัวเล็ก... เจ้าปลอดภัยดีหรือไม่ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"
เหยาเหยาที่ยังคงขวัญเสีย เมื่อเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยของเป้ยจิ้งหาน นางก็โผเข้ากอดคอเขาแน่นทันที น้ำตาเม็ดโตไหลรินอาบแก้มใส "พี่หาน! พี่หานมาช่วยเหยาเหยาอีกแล้ว... เหยาเหยากลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ กลัวว่าท่านแม่จะเป็นอันตราย..."
ร่างของเป้ยจิ้งหานชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความคาดไม่ถึง ก่อนที่เขาจะค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังบอบบางของเด็กหญิงอย่างปลอบประโลม หัวใจของบุรุษผู้เคยเย็นชาและแข็งกระด้างมาตลอดชีวิต บัดนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยความอ่อนโยนและความรู้สึกหวงแหนอย่างท่วมท้นจนแทบทะลักอก "ไม่เป็นไรแล้ว... ข้าอยู่ตรงนี้ จะไม่มีใครหน้าไหนทำร้ายเจ้าและท่านแม่ของเจ้าได้อีก"
'พี่หานมาได้ทันเวลาจริงๆ...' เหยาเหยาร่ำไห้สะอึกสะอื้นพลางซบหน้าลงกับไหล่กว้างของเขา 'หากไม่มีพี่หาน ท่านแม่คงต้องคมดาบของพวกมันไปแล้ว พี่หานคือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงของพวกเรา'
'ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยาย พี่หานควรจะเป็นพระเอกที่แสนเย็นชา โหดเหี้ยม และรักเพียงแต่ฟ่านอวี่เยียนคนเดียวแท้ๆ ทว่าในโลกความจริงยามนี้ เขากลับอ่อนโยนและคอยปกป้องครอบครัวของข้าเสมอ... ข้าดีใจเหลือเกินที่เส้นเรื่องเปลี่ยนไป ดีใจที่พี่หานได้กลายเป็นคนดีและมีมุมที่อบอุ่นในแบบของเขาเอง'
เสิ่นว่านอวี๋ทอดสายตามองภาพเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดของชายหนุ่มด้วยแววตาเปี่ยมลึกไปด้วยความหมาย นางย่อกายลงคำนับเป้ยจิ้งหานอย่างนอบน้อมและจริงใจ "จิ้งหาน... เจ้าช่วยชีวิตข้าและเหยาเหยาไว้ บุญคุณอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ตระกูลซ่งจะไม่มีวันลืมเลือนเลย"
เป้ยจิ้งหานรีบยื่นมือออกไปประคองร่างของซ่งฮูหยินขึ้นมาทันที "ซ่งฮูหยินอย่าได้เกรงใจถึงเพียงนี้เลยขอรับ... การได้ปกป้องเหยาเหยา เป็นสิ่งที่ข้าเต็มใจและปรารถนาจะทำที่สุดแล้ว"
ถ้อยคำนั้นเรียบง่าย ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นและแฝงความหมายลึกซึ้ง เสิ่นว่านอวี๋ย่อมเข้าใจความนัยนั้นเป็นอย่างดี ในใจของนางมั่นใจในความรู้สึกพิเศษที่เด็กหนุ่มผู้นี้มีต่อบุตรสาวของนางมากขึ้นไปอีก
ขณะที่ยังคงโอบกอดลำคอของเป้ยจิ้งหานอยู่นั้น จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเหยาเหยา 'เดี๋ยวนะ! แล้วท่านพ่อ ท่านตา พี่ใหญ่ และพี่รองล่ะ ทุกคนยังอยู่ในวังหลวงนี่นา! สถานการณ์ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว!'
เด็กหญิงรีบเงยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาขึ้นถามเขาด้วยความกังวลใจ "พี่หาน... แล้วท่านพ่อกับพวกพี่ๆ ที่อยู่ในวังล่ะเจ้าคะ ทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่"
เป้ยจิ้งหานลูบศีรษะทุยสวยของนางอย่างอ่อนโยนเพื่อคลายความกังวล "เจ้าไม่ต้องห่วงไป ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ได้รับรายงานว่าฝ่ายเราสามารถควบคุมสถานการณ์ในวังหลวงไว้ได้ทั้งหมดแล้ว ฝ่าบาททรงปลอดภัยดี ส่วนอ๋องรองก็ถูกกองกำลังล้อมไว้ทุกทิศทาง... อีกไม่นานคงมีข่าวดีส่งมา"
'จริงหรือเจ้าคะ! ดีเหลือเกิน!' เหยาเหยาพรูลมหายใจออกยาวๆ ด้วยความโล่งอก ก่อนจะซบหน้าลงกับบ่ากว้างของเขาอีกครั้งอย่างวางใจ 'ขอให้เป็นจริงดังที่พี่หานบอกด้วยเถิด ขอให้ทุกคนปลอดภัย และขอให้พวกเราได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้ด้วยเทอญ'
——————
ในขณะที่จวนสกุลซ่งกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อย ศึกใหญ่ภายในวังหลวงก็กำลังดำเนินมาถึงบทสรุปเช่นกัน
กองทัพกบฏของอ๋องรองที่ขาดเสาหลักในการบัญชาการรบ เนื่องจากตัวเซียวจิ่งหรงถูกกักตัวไว้ในท้องพระโรง เริ่มเสียขบวนและแตกพ่ายไม่เป็นท่า ทหารองครักษ์ฝีมือดีของเจิ้นกั๋วกงร่วมมือกับกองกำลังของซ่งติ้งหย่วน ทยอยปราบปรามและสยบพวกกบฏทีละกลุ่มจนราบคาบ
ยิ่งเมื่อข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วว่าฮ่องเต้ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ และบัญชาการศึกด้วยพระองค์เองในท้องพระโรง ขวัญกำลังใจของเหล่าทหารกบฏก็พังทลายลงในพริบตา พวกเขาต่างพากันโยนอาวุธทิ้งและคุกเข่าศิโรราบ ยอมจำนนแต่โดยดี เพราะตระหนักได้ว่า แผนการกบฏที่องค์เหนือหัวทรง ‘ทราบล่วงหน้า’ และเตรียมการรับมือไว้อย่างรัดกุมเช่นนี้ ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จได้เลย
ภายในท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ อ๋องรองถูกคมดาบของเหล่าทหารองครักษ์ล้อมไว้จนไร้หนทางหนี กระบี่ในมือสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก สายตากวาดมองไปรอบกาย พลันเห็นแผนการที่อุตส่าห์บ่มเพาะและวางหมากมานานกว่ายี่สิบปีพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ทหารกล้าที่ระดมมา ขุนนางกังฉินที่ใช้เงินซื้อตัวไว้ บัดนี้ทุกอย่างกลับกลายเป็นเพียงเศษเถ้าถ่านในชั่วข้ามคืน
"เหตุใดกัน..." อ๋องรองเอ่ยสุรเสียงสั่นเครือ "เหตุใดทุกอย่างถึงได้พังพินาศเช่นนี้! ข้าวางแผนการทุกอย่างไว้อย่างรัดกุมรอบคอบที่สุด ไม่มีทางที่พวกเจ้าจะล่วงรู้ล่วงหน้าได้ทั้งหมด!"
ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าทอดพระเนตรมองโอรสผู้ทรยศด้วยสายตาที่เย็นชา ทว่าแฝงไปด้วยความร้าวรานลึกซึ้ง "จิ่งหรง... ข้าชุบเลี้ยงเจ้ามานานกว่ายี่สิบปี มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าพึงมีพึงได้ ทว่าเจ้ากลับเนรคุณ วางยาพิษบิดาแท้ๆ และก่อกบฏหมายช่วงชิงบัลลังก์... เจ้าทำให้ข้าผิดหวังเหลือเกิน"
เซียวจิ่งหรงหัวเราะขื่น "ผิดหวังหรือ? เสด็จพ่อไม่เคยรักข้าเลยสักครั้ง! ในสายตาของพระองค์มีเพียงรัชทายาทเท่านั้น! มองกระหม่อมเป็นเพียงแค่เงาของเขามาโดยตลอด! ทั้งที่กระหม่อมเก่งกาจและเหนือกว่าเขาทุกด้าน ทว่าฝ่าบาทกลับไม่เคยเห็นค่าเลย!"
ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นทว่าทรงอำนาจ "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงไม่อาจส่งมอบบัลลังก์นี้ให้แก่เจ้าได้... บางที ยามนี้คงถึงเวลาแล้วที่ความจริงทุกอย่างควรจะถูกเปิดเผยเสียที"
ในตอนนั้นเอง บานประตูใหญ่ของท้องพระโรงพลันถูกเปิดออกกว้าง ซ่งจงอี้ ซ่งจิ้งอัน และเจิ้นกั๋วกง ก้าวเท้าเข้ามาด้านในพร้อมกันอย่างองอาจ ทว่าในมือของซ่งจิ้งอันกลับถือห่อผ้าแพรเก่าคร่ำคร่าผืนหนึ่ง ซึ่งภายในซุกซ่อนความลับที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แผ่นดินไปตลอดกาล
"ทูลฝ่าบาท" ซ่งจงอี้ก้าวขึ้นมาด้านหน้าพลางน้อมกายคำนับ แววตาเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเล "กระหม่อมมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของอ๋องรอง... ความจริงที่จะพิสูจน์ว่า เหตุใดเขาจึงไม่มีสิทธิ์และไม่มีคุณสมบัติที่จะสืบทอดราชบัลลังก์นี้มาตั้งแต่แรกเริ่มพ่ะย่ะค่ะ"
พริบตานั้น ใบหน้าของอ๋องรองพลันขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น
"เจ้า... พวกเจ้า..." ทั้งร่างเซียวจิ่งหรงสั่นเทิ้ม สุรเสียงตะกุกตะกักจับต้นชนปลายไม่ถูก "หลักฐานชิ้นนั้น... เหตุใดมันถึงไปอยู่ในมือของพวกเจ้าได้…!"