จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 87 เจ้าอธิบายหน่อยได้หรือไม่?

            อสูรร้ายตัวนี้มีสายเลือดของหยาจื้อ

            หยาจื้อเป็นอสูรร้ายที่ขึ้นชื่อเรื่องการแก้แค้นและแน่นอนว่าอสูรร้ายตัวนี้ย่อมได้รับการถ่ายทอดบุคลิกของหยาจื้อเอาไว้

            อสูรร้ายตัวนี้ไม่ได้เกลียดถังอี้หมิงเป็นที่สุดแต่กลับเป็นคนไม่รักษาคำพูดอย่างฉินอวี่

            แม้ว่าก่อนหน้านี้ฉินอวี่จะสวมหน้ากากและชุดคลุมสีดำแต่ด้วยพรสวรรค์อันวิเศษของอสูรร้ายตัวนี้มันจึงจำได้ว่าเป็นฉินอวี่ก่อนหน้านี้วายร้ายคนนี้ยังขอบคุณตนเองด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายกลับนำคนมาล้อมโจมตีตนเองหากไม่ใช่เพราะฉินอวี่พาคนอื่นเข้ามาเพิ่มอสูรร้ายตัวนี้คงสังหารพวกถังอีหมิงไปเรียบร้อยแล้ว

            และเป็นเพราะฉินอวี่ ทำให้มันต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังหากไม่ให้เกลียดฉินอวี่จะเกลียดใครได้อีก?

            ทุกคนต่างตกตะลึง แม้แต่พวกถังอีหมิงที่เหลืออยู่ก็ตกใจไม่ต่างกันคนที่อสูรร้ายต้องการสังหารอยู่เมื่อครู่นี้คือพวกเขาแต่กลับนึกไม่ถึงว่ามันจะกระโจนเข้าหาฉินอวี่ พวกฉู่เยว่ฉานต่างสับสนเช่นกันเพราะเหตุใดอสูรร้ายตัวนี้จึงพุ่งเป้าโจมตีไปยังศิษย์น้องหวังซิงเฉิน? มันควรจะจู่โจมใส่พวกถังอีหมิงทั้งสามคนจึงจะถูกต้องมิใช่หรือ?

            ฉินอวี่ก่นด่าอยู่ในใจไม่หยุดหย่อน แต่ก็ไม่กล้าปริปากอสูรร้ายตัวนี้หากดูจากพลังปราณที่มีแล้วเป็นอสูรร้ายระดับห้าซึ่งเทียบได้กับผู้แข็งแกร่งขั้นกุมารทิพย์ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ฉินอวี่ในตอนนี้จะต้านทานได้เลย

            “สร้างค่ายกล!” ฉู่สยงระงับความสงสัยในใจเอาไว้ ก่อนจะตะโกนขึ้น

            นอกจากฉู่เยว่ฉานแล้ว ศิษย์ทั้งเจ็ดได้เข้าห้อมล้อมอสูรร้ายอย่างพร้อมเพรียงและนำศิลาวิญญาณออกมาวางไว้ในแต่ละตำแหน่ง จากนั้นทั้งเจ็ดคนก็ชูมือขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกัน และส่งเสียงขึ้น “กลชุมนุมเจ็ดดารา!”

            ศิลาวิญญาณเปล่งแสงออกมาทันทีมีแสงสีทองเปล่งออกมาทั่วร่างของฉู่สยงที่ยืนอยู่ท่ามกลางคนทั้งเจ็ด ร่างกายที่แข็งแกร่งอยู่แต่เดิมของเขาได้ขยายออกอย่างรวดเร็วแขนทั้งสองของเขาหนาขึ้นราวกับลำต้นของต้นไม้ ร่างกายองอาจสง่างามสามารถมองเห็นร่างทั้งเจ็ดได้อย่างเลือนรางท่ามกลางแสงสีทองที่สาดส่องไปทั่วบริเวณทั่วทั้งตัวของเขาดูดุร้ายและลึกลับ กระบี่ที่หนักอึ้งในมือของฉู่สยงเปล่งรัศมีกระบี่สีทองออกมาเช่นกันจากนั้นเขาจึงพูดขึ้นว่า “ศิษย์น้องหวังร่วมมือกับข้า”

            เมื่อฉินอวี่ที่กำลังถูกอสูรร้ายตามไล่ล่าได้ยินคำพูดของฉู่สยงเขาก็เข้าใจความหมายของฉู่สยงได้ทันที เขาส่งเสียงขึ้นเบาๆ “ร่างป้องกันอสุนีบาต!”พลังปราณในร่างกายพลุ่งพล่านขึ้นทันทีก่อนจะรวมตัวกันสร้างเป็นพลังเกราะป้องกันสีม่วงอ่อนปกคลุมไปทั่วร่างกายและด้านในของเกราะป้องกันสีม่วงอ่อนนั้นก็เต็มไปด้วยลายของสายฟ้าที่เรียงตัวกันหนาแน่นราวกับใยแมงมุม

            ถังอีหมิงและพวกฉู่เยว่ฉานต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงแม้แต่ดวงตาของฉู่สยงก็ยังเผยความตกใจออกมาอย่างชัดเจน

            “ร่างอสุนีลึกลับ! เป็นร่างอสุนีลึกลับจริงๆ ด้วย!”พวกถังอีหมิงทั้งสามคนต่างตกใจเป็นอย่างยิ่ง

            “ร่างอสุนีลึกลับจริงหรือ?” ฉู่สยงและฉู่เยว่ฉานต่างรู้สึกประหลาดใจก่อนหน้านี้พวกเขาได้เพียงแต่คาดเดา แต่ยังไม่แน่ใจนักและในตอนนี้เมื่อได้เห็นกับตาจริงๆ กลับรู้สึกตกใจจนพูดไม่ออก

            มีคนที่สามารถปิดบังตัวตนกับผู้แข็งแกร่งของสำนักได้จริงๆไม่มีใครในสำนักรู้มาเลยก่อนว่ามีศิษย์ที่ได้ครอบครองร่างอสุนีลึกลับ!

            “ตูม!” อสูรร้ายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเป็นที่สุดมีพลังที่รุนแรงและแข็งแกร่งกระแทกใส่ฉินอวี่ที่กำลังป้องกันตัวจนลอยกระเด็นออกไปในขณะที่ฉินอวี่กำลังหมุนลอยอยู่กลางอากาศก็มีรูปกรงเล็บมังกรอันเลือนรางของอสูรร้ายฟาดตรงไปทางฉินอวี่

            จิตใจของฉินอวี่เริ่มสงบลง การปะทะกันกับอสูรร้ายครั้งนี้ทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องหากถูกฝ่าเท้าของอสูรร้ายครั้งนี้ เกรงว่าร่างกายคงแหลกสลายแม้ว่าฉินอวี่จะภูมิใจว่าร่างกายตนเองมีความแข็งแกร่งแต่ถึงอย่างไรก็ไม่อาจสกัดกั้นการโจมตีของอสูรที่เทียบเท่าขั้นกุมารทิพย์ได้

            แม้ว่าฉินอวี่จะไม่ต้องการเปิดเผยพละกำลังของตนเองเร็วเกินไปแต่ด้วยสถานการณ์คับขันที่อยู่ตรงหน้า เขาจึงไม่สนใจอะไรมากนักเรียกหอกศึกออกมาอยู่ในมือ พร้อมถ่ายเทอสุนีลึกลับจำนวนสามสายเข้าไปในหอกศึกในช่วงเวลาที่ฝ่าเท้าของอสูรวิญญาณกำลังถูกตบเข้ามาฉินอวี่ก็ขว้างหอกศึกตรงออกไปทางดวงตาของอสูรร้ายอย่างเกรี้ยวกราด

            “ตูม!”

            “ปัง!”

            เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมแรงสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ หอกศึกที่แปลงจากสายฟ้าสีม่วงได้ทะลุหายเข้าไปในดวงตาที่โกรธจัดของอสูรร้ายและขณะที่อสูรร้ายกำลังกวาดฝ่าเท้าออกมาพร้อมกรงเล็บฉู่สยงที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ก็ฟันกระบี่ลงมาอย่างรวดเร็ว

            “โฮก!

            อสูรร้ายส่งเสียงกรีดร้อง กระบี่ของฉู่สยงฟันเข้าอุ้งเท้าหน้าด้านขวาของอสูรร้ายจนขาดออกทันทีแต่ลำแสงกระบี่ที่แหลมคมได้ตัดผ่านเสื้อผ้าของฉินอวี่ไปด้วยเล็กน้อยและฝากรอยกระบี่ที่เต็มไปด้วยเลือดเอาไว้ตรงหน้าอกของเขา

            “ศิษย์น้องหวัง รีบออกไปจากอาณาเขตของค่ายกล”ดูเหมือนว่าฉู่สยงจะฟันกระบี่ถูกฉินอวี่จนได้รับบาดเจ็บโดยไม่เจตนาก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ

            ฉินอวี่รู้สึกเจ็บตรงหน้าอกอย่างรุนแรงเขารีบลุกขึ้นวิ่งออกไปจากขอบเขตค่ายกลที่ทั้งเจ็ดคนวางเอาไว้และนั่งขัดสมาธิลงที่ข้างหนึ่ง ก่อนหยิบโอสถเม็ดหนึ่งใส่เข้าปากและเริ่มทำสมาธิรวบรวมลมปราณ

            เมื่ออสูรร้ายถูกตัดอุ้งเท้าไปหนึ่งข้างและถูกหอกแทงเข้าที่ดวงตาทำให้มันยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นมันส่งเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฟ้าหางที่หนาและหนักราวกับท่อนไม้กวัดแกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่งฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ตัวมันมีสติปัญญาของตัวเอง จึงสามารถรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของฉู่สยงซึ่งส่วนหนึ่งได้รับมาจากคนทั้งเจ็ด หากเพียงรบกวนใครสักคนในเจ็ดคนนี้ได้มันก็จะมีโอกาสรอดมากขึ้น ดังนั้นมันจึงเลิกโจมตีฉินอวี่และสะบัดหางไปทางศิษย์คนหนึ่งในเจ็ดคนนั้นทันที

            “เจ็ดดาราประสานรวม!” ฉู่สยงสังเกตเห็นเจตนาของอสูรร้ายฉะนั้นเขาจึงไม่ยอมปล่อยให้เกิดการก่อกวนค่ายกล

            ทั้งเจ็ดคนที่กำลังชูมือทั้งสองขึ้นไปบนฟ้าเมื่อได้ยินเสียงตะโกนของฉู่สยงร่างกายของพวกเขาก็มีแสงเปล่งประกายออกมาในเวลาเดียวกัน แสงสีทองส่องเจิดจ้าจากร่างกายของฉู่สยงเป็นเหมือนดั่งแสงอาทิตย์สีทองที่สาดส่องไปทั่วฟ้าดินกระบี่หนักในมือมีพลังราวกับจะผ่าแยกฟ้าดินจากกันได้ตัดตรงไปยังหางขนาดยักษ์ของอสูรร้ายอย่างโหดเหี้ยม

            “พลังพิฆาตว่านจ้ง!” ฉู่สยงเหวี่ยงกระบี่ยักษ์ออกไป และฟันลงมาอย่างรุนแรง

            กระบี่หนักในมือของเขาเกิดเป็นลำแสงยาวกว่าสิบจ้างทำลายเกราะป้องกันของอสูรร้าย และตัดลงบนหางขนาดใหญ่ของมันทันที

            “โฮก!” ขณะที่อสูรร้ายส่งเสียงกรีดร้อง เมื่อหางถูกตัดขาดอสูรร้ายก็ส่งเสียงร้องออกมาราวกับเป็นเสียงเฮือกสุดท้ายหันศีรษะมาอย่างรวดเร็วพร้อมพ่นไฟออกมาจากปากเปลวไฟกลายร่างเป็นรูปหัวมังกรพุ่งตรงไปทางฉู่สยง

            ในฐานะของศิษย์อันดับเก้าในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะนับว่าฉู่สยงก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ทันทีที่เปลวไฟพุ่งตรงเข้ามาดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโกรธ เกิดแสงสว่างระเบิดออกมาจากทั่วทั้งร่าง สกัดกั้นเปลวไฟนั้นโดยทันที

            “ตายซะเถอะ!” ฉู่สยงส่งเสียงตะโกนทะลุเปลวเพลิงออกไปก่อนจะกระโดดขึ้นไปในอากาศ ใช้มือสองข้างจับกระบี่หนักเอาไว้แน่นก่อนจะพุ่งตัวลงมาราวกับดาวตกทะลวงอากาศตรงไปยังศีรษะของอสูรร้ายตัวนั้นอย่างรวดเร็ว

            ร่างกายของอสูรร้ายพยายามดิ้นรนอย่างรุนแรงแต่พลังอันแข็งแกร่งของกระบี่ที่ฟันลงมาได้ตัดศีรษะของมันจนขาดออกทันทีหลังจากดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง มันก็สงบลงและล้มลงสู่พื้น

            หลังจากแน่ใจว่าอสูรร้ายตายแล้ว ฉู่สยงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกใบหน้าของคนทั้งเจ็ดซีดเผือด ขณะเดียวกันก็หยิบโอสถขึ้นมาใส่เข้าปากฉู่สยงหรี่ตาลงมองหอกศึกที่ปักอยู่ในดวงตาของอสูรร้าย และมีสีหน้าที่แปลกไปจากนั้นเขาก็กระโดดลงมายืนอยู่ด้านข้างของฉินอวี่ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ศิษย์น้องหวัง ก่อนหน้านี้เป็นช่วงคับขัน ข้าจึงไม่ทันระวังพลั้งมือทำเจ้าบาดเจ็บเจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”

            ฉินอวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปทางฉู่สยง และพูดว่า “ขอบพระคุณศิษย์พี่ฉู่แค่เล็กน้อยเท่านั้น” แต่ลึกเข้าไปในดวงตาของเขากลับมีประกายของความเลวร้ายแฝงอยู่

            ไม่ทันระวังจึงพลั้งมือ?

            ในการต่อสู้ครั้งนี้ ฉินอวี่เริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับพละกำลังของฉู่สยงเขาเป็นอัจฉริยะในเรื่องร่างกายและวิถีกระบี่มีความเข้าใจในการควบคุมพลังที่ยิ่งยวด ไม่เช่นนั้นเขาก็อาจจะพลาดพลั้งทำลายคนทั้งเจ็ดที่กำลังรวมค่ายกลอยู่ก็เป็นได้ หากเป็นคนอื่นบางทีอาจจะเชื่อว่าฉู่สยงพลั้งมือจริงๆ แต่สำหรับฉินอวี่แล้วเขาย่อมไม่คิดเช่นเดียวกับศิษย์ทั่วไป?

            ทำไมฉู่สยงต้องรอให้อสูรร้ายเข้าโจมตีตนเองก่อนเขาจึงจะลงมือ? เป็นเพราะเขาตั้งใจรอให้เกิดสถานการณ์ที่คับขันก่อนแล้วค่อยลงมือหรือไม่?เพียงแต่ ฉินอวี่ก็ไม่ต้องการตำหนิเขาเพราะเขาเองก็รู้เจตนาของฉู่สยง ว่าเขากำลังแสดงอำนาจกับตนเองอย่างไม่ต้องสงสัยและเป็นเหมือนคำเตือน เป็นการผสานความสง่างามและอำนาจเข้าด้วยกันนอกจากนี้ยังต้องการให้ตนเองเป็นหนี้บุญคุณเขาทุกอย่างนี้เป็นแผนการที่ฉู่สยงคิดเอาไว้ดีแล้ว

            อย่างไรก็ตาม จากเรื่องนี้ ทำให้ฉินอวี่เริ่มมองฉู่สยงใหม่อีกครั้งเมื่อเทียบกับคนที่แสดงออกต่อหน้าอย่างถังอีหมิงแล้วฉู่สยงผู้นี้เป็นคนที่ต้องระวังยิ่งกว่ามาก

            ในตอนนี้ ถังอีหมิงรู้สึกตัวจากความตื่นตกใจหลังจากมองไปทางอสูรร้ายที่ถูกฆ่าตาย เขาก็วิ่งลงมาทันทีถือกระบี่วิ่งตรงมาแทงอสูรร้าย และเตะไปสองสามครั้งเพื่อระบายความโกรธ พลางพูดขึ้น“ขอบพระคุณศิษย์พี่ฉู่ หากครั้งนี้ไม่ใช่ท่านข้าคงต้องตายอยู่ในเงื้อมมืออสูรเสียแล้ว” พูดจบ ถังอีหมิงก็หยิบมีดสั้นออกมาและเริ่มผ่าอสูรร้าย ราวกับต้องการตามหากระบี่มังกรที่อสูรร้ายกลืนเข้าไป

            ฉินอวี่ลุกขึ้นอย่างช้าๆ เดินตรงไปทางอสูรร้าย ดึงหอกศึกออกมาเก็บไว้ในวงแหวนมิติ จากนั้นก็หยิบกระบี่วิญญาณออกมา เฉือนไปที่คอของอสูรร้ายก่อนจะหยิบน้ำเต้าหยกออกมา และเริ่มรวบรวมเลือดอสูรร้าย

            “เจ้าทำอะไร?” ถังอีหมิงมองไปทางฉินอวี่ที่กำลังเก็บเลือดอสูรและพูดขึ้นทันที มองดูฉินอวี่ด้วยสายตาที่ไม่ค่อยพอใจ

            “เก็บรวบรวมเลือดอสูรร้าย” ฉินอวี่เหลือบมองถังอีหมิงและดูถูกถังอีหมิงอยู่ในใจ กลุ่มแปดคนของพวกเขามีเหลืออยู่เพียงสามคนแต่ถังอีหมิงผู้นี้ยังคงรักษาพละกำลังของตนเอาไว้โดยไม่ใช้โอสถเพลิงอัคคีนี่แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ร้ายกาจของเขา เพียงแต่เขาประเมินกำลังความแข็งแกร่งของอสูรร้ายต่ำเกินไป หากพวกฉู่สยงไม่เข้ามาที่นี่ทุกสิ่งที่ทำไว้คงเสียเปล่า

            “อย่าขยับ!” ฉู่สยงพูดขึ้นมาอย่างทันทีทันใด และเดินไปตรงหน้าของอสูรร้ายพิจารณาดูอสูรร้ายอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้อนเล็กๆ สองก้อนที่อยู่บนศีรษะของอสูรร้ายหลังจากมองอยู่เป็นเวลานาน เขาก็นึกถึงการเปลี่ยนแปลงของอสูรร้ายฉู่สยงจึงพอคาดเดาบางอย่างได้อย่างคลุมเครือ

            “ศิษย์พี่ฉู่ อสูรร้ายกลืนกระบี่ของข้าเข้าไป ข้าจะต้องเอามันออกมา”ถังอีหมิงพูดอย่างเคร่งขรึม แม้ว่าฉู่สยงจะช่วยชีวิตเขาไว้แต่เขาก็ต้องการกระบี่วิญญาณสีแดงเพลิงที่แปลกประหลาดนั่นมาครอบครองเช่นกัน

            ฉู่สยงขมวดคิ้ว และพูดว่า “รอสักหน่อยเถอะ ข้าว่าอสูรร้ายตัวนี้ไม่ธรรมดารอให้ข้าแน่ใจก่อนว่าคืออสูรร้ายชนิดใด เจ้าค่อยผ่ามันก็ยังไม่สาย”

            “ก็เป็นแค่อสูรร้ายทั่วไปมิใช่หรือ? ข้าขอเอากระบี่ของข้าออกมาก่อน...”ถังอีหมิงพูดอย่างเร่งรีบ แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบศิษย์คนหนึ่งที่นั่งทำสมาธิอยู่ได้ลืมตาขึ้น และพูดขัดจังหวะถังอีหมิง“รอสักหน่อยไม่ได้หรือ? หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ฉู่พวกเจ้าคงตายกันหมดแล้ว”

            เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ ถังอี้หมิงถึงกับหน้ากระตุกเหลือบมองไปทางศิษย์คนนั้น แต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะยอมวางมือฉินอวี่ยังคงเก็บเลือดอสูรต่อไป พลางพูดขึ้นมา “ศิษย์พี่ฉู่ท่านได้ตกลงกับข้าไว้แล้ว ดังนั้นเลือดของอสูรร้ายจะต้องเป็นของข้าทั้งหมด ใช่หรือไม่?”

            ฉู่สยงไม่ได้กล่าวอะไร แต่ในตอนนี้ ฉู่เยว่ฉานก็เดินเข้ามาเช่นกัน“เลือดของอสูรร้ายขั้นสูงสุดในระดับสี่ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยเจ้าอยากได้ก็เอาไปเถอะ แต่อย่าได้เอากระดูกของอสูรร้ายออกมา”ก่อนหน้านี้ได้รับปากฉินอวี่เอาไว้แล้ว และฉินอวี่ก็ยังได้รับบาดเจ็บอีกทั้งยังช่วยแทงดวงตาของอสูรร้าย เขาจึงสมควรจะได้เลือดอสูรไป

            ฉู่สยงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง และพยักหน้าเบาๆ“พยายามรักษาสภาพมันเอาไว้ก็พอ”

            เมื่อฉินอวี่ได้ยินดังนั้น เขาก็แอบดีใจเล็กน้อยและเริ่มเก็บรวบรวมเลือดอสูรร้ายต่อไป อสูรร้ายตัวนี้มีสายเลือดของหยาจื้อและได้กลืนกินกระบี่มังกรเข้าไป จนพลังอันแข็งแกร่งได้ถ่ายเทเข้าสู่เลือดแม้ว่าสายเลือดของหยาจื้อจะสลายไปไม่น้อย แต่กลับยังคงเหลืออยู่ในเลือดหากสามารถรับเอาสายเลือดหยาจื้อมาได้ก็ถึงเวลาใช้การเปลี่ยนแปลงขั้นที่สองของวิชาปีศาจคลั่ง

            ในการเปลี่ยนแปลงลำดับที่สองของวิชาปีศาจคลั่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสายเลือด!

            ฉินอวี่มีความเข้าใจในพลังของการเปลี่ยนแปลงลำดับที่สองของวิชาปีศาจคลั่งเป็นอย่างดีหากสามารถใช้การเปลี่ยนแปลงลำดับที่สองได้พลังของเขาจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

            ครู่หนึ่ง หลังจากฉินอวี่เก็บเลือดอสูรร้ายไปจนหมด เขาก็ลุกขึ้นยืนฉู่สยงจึงก้าวไปข้างหน้าและพิจารณาดูอสูรร้ายโดยละเอียด

            ถังอีหมิงมองไปทางอสูรร้ายด้วยความกังวลกลัวว่าถังอีหมิงจะช่วงชิงกระบี่วิญญาณสีแดงเพลิงไปจึงทำให้เขากระสับกระส่ายเล็กน้อย และหันมองทางฉินอวี่ที่กำลังเดินมาด้วยสายตาที่ประหลาดใจ“เจ้าคือหวังฉี่หรือ?”

            ฉินอวี่เหลือบมองถังอีหมิงและส่ายศีรษะ ก่อนพูดด้วยเสียงแหบแห้ง“ข้าชื่อหวังซิงเฉิน ไม่ใช่หวังฉี่”

            “หวังซิงเฉิน?” ถังอีหมิงยิ่งสงสัยมากขึ้นและพูดอย่างเคร่งขรึม “อสูรวิญญาณตัวนี้เกลียดเจ้าเข้ากระดูกเจ้าพอจะอธิบายเรื่องนี้ได้หรือไม่?” พูดจบถังอีหมิงก็หรี่ตาลง จ้องไปทางฉินอวี่

            ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าในขณะที่อสูรร้ายตายอย่างอนาถ ในส่วนลึกของเขตต้องห้ามทางเหนือมีเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้น...

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน