1.2
เมื่ออาจือออกไปได้สักครู่ ไม่นานนักฮัวกุ้ยเฟยก็ลุกขึ้นจากที่ประทับอย่างแช่มช้า ทอดสายตาไปที่ประตูทางเข้า เหมือนเพลานี้พระนางกำลังรอต้อนรับใครบางคน ไม่นานมากนักก็มีบุรุษเผยตัวก้าวเข้ามาในตำหนักหยางกง ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้น อัปลักษณ์รูปชั่วตัวดำ หลังคดโก่งงอเป็กุ้ง แม้ท่วงท่าจะไม่สง่าผ่าเผย แต่กลับมีอะไรบางอย่าง บ่งบอกราศีของแขกผู้มาเยือนว่าสูงศักดิ์มากเพียงใด
“อำมาตย์เจิ้ง ท่านมาแล้วหรือ” ฮัวกุ้ยเฟยเอ่ยนามของบุรุษผู้นั้น น้ำเสียงของพระนางเปี่ยมไปด้วยความดีใจ
บุรุษผู้มาเยือนผู้นี้ คือมหาอำมาตย์เจิ้ง หรือ เจิ้ง ซื่อเหวย มหาอำมาตย์ผู้เป็ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ อีกทั้งยังเป็สหายผู้ภักดีขององค์ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ ในวังหลวงแห่งนี้ว่ากันว่า นอกจากองค์ฮ่องเต้แล้ว เจิ้ง ซื่อเหวย เป็อีกคนที่ทุกคนจะต้องเกรงกลัวในอำนาจของเขา หากจะว่าไปแล้วผู้ที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้จนถึงวันนี้ หาใช่องค์ฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ แต่เป็ เจิ้ง ซื่อเหวย ผู้นี้ต่างหาก
ก็ไม่ใช่เื่ที่น่าแปลกใจเลยที่ทำไม เจิ้ง ซื่อเหวย ผู้นี้ ถึงได้หาญกล้า เข้ามาอยู่ตามลำพังสองต่อสองกับฮัวกุ้ยเฟย โดยที่ไม่เกรงกลัวอาญาเลยแม้แต่นิดเดียว
อำมาตย์เจิ้งตรงเข้ามาสวมกอดฮัวกุ้ยเฟย พระนางััได้ถึงแรงปรารถนาผ่านอ้อมกอด สักพักนางก็ผละตัวออกห่าง ทำท่าเอียงอายราวกับสาวรุ่น อำมาตย์เฒ่าเมื่อได้เห็นท่าทางขวยเขินนั่น ก็อดใจไม่ไหวดึงตัวนางเข้ามาสวมกอดอีกครั้ง
“ปล่อยข้าเถอะ ท่านกอดข้าแรงเยี่ยงนี้ เนื้อตัวของข้าช้ำไปหมดแล้วรู้ไหม”
“ไม่” อำมาตย์เจิ้งปฏิเสธ “ข้ารอที่จะสวมกอดเ้ามาเป็ปีๆ ไยเ้าถึงได้ผลักไสข้าไปอีก”
“ยิ่งท่านทำกับข้าแบบนี้ ข้าก็รู้สึกน้อยใจในโชคชะตาของตนเองยิ่งนัก” ฮัวกุ้ยเฟยทำหน้าเศร้า ร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร “อีกสามวันร่างของข้าก็จะถูกนำไปฝังในสุสานหลวงพร้อมพระศพของฮ่องเต้ ข้าช่างไร้วาสนายิ่งนัก มิอาจครองคู่กับท่านได้ในชาตินี้”
“ข้าจะไม่ยอมให้เ้าตาย” อำมาตย์เจิ้งกอดร่างฮัวกุ้ยเฟยไว้แน่น “ข้ากำลังจะได้ขึ้นครองราชย์ พอข้าได้เป็ฮ่องเต้แล้ว ข้าจะใช้สิทธิ์นี้ออกคำสั่งยกเว้นการฝังร่างเ้า”
ใบหน้าปานเทพธิดาของฮัวกุ้ยเฟยก็ยิ่งเศร้าลงไปอีก เมื่อได้ยินสิ่งที่อำมาตย์เจิ้งพูด “นี่ท่านยังไม่ทราบเื่นี้อีกหรือ?”
เจิ้ง ซื่อเหวย ทำสีหน้างุนงง “เ้าพูดถึงเื่อะไรกัน?”
ฮัวกุ้ยเฟยหยิบม้วนกระดาษม้วนหนึ่งจากหีบผ้าข้างกาย จากนั้นก็ยื่นมันให้แก่อำมาตย์เจิ้ง อามาตย์เฒ่ารับม้วนกระดาษนั้นมาด้วยความฉงน สายตาก็พลันไปเห็นครั่งสีชาด ประทับตราพระราชลัญจกรของฮ่องเต้บนม้วนกระดาษม้วนนั้น แต่บัดนี้ครั่งที่ปิดผนึกม้วนกระดาษนั่นได้ถูกทำลายลงแล้ว
อำมาตย์เจิ้งรู้ได้ทันทีว่ามันคือหนังสือสำคัญ พระราชโองการแต่งตั้งผู้สืบทอดบัลลังก์ั
“เ้าได้มันมายังไง?” อำมาตย์เจิ้งบัดนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก เอ่ยปากถามฮัวกุ้ยเฟยอย่างร้อนใจ
“หม่อมฉันจะได้มันมาได้อย่างไร มันไม่สำคัญ” ฮัวกุ้ยเฟยเอ่ยอย่างแช่มช้า “สำคัญที่ว่าในพระราชโองการนั่น ได้เขียนอะไรไว้ต่างหาก”
อำมาตย์เจิ้งคลี่ม้วนกระดาษทองคำออกมาอ่านพระราชโองการข้างใน สีหน้าที่เคยเปี่ยมไปด้วยความองอาจของว่าที่ผู้สืบทอดบัลลังก์ั พลันสลายหายไปสิ้นกลายเป็ความเดือดดาลเข้ามาแทนที่ เมื่อได้อ่านข้อความประโยคหนึ่งในพระราชโองการ
ในขณะที่ข้ากำลังร่างพินัยกรรมฉบับนี้ บัลลังก์ันี้จะว่างลง บัลลังก์ัจะต้องมีผู้สืบทอด บัดนี้ฮองเฮาลี่หัวได้ทรงครรภ์ แต่หารู้ได้ว่าในครรภ์ของฮองเฮาจะให้กำเนิดโอรสหรือธิดา หากแม้นทารกที่ประสูติออกมาเป็องค์ชาย ก็จงให้องค์ชายที่ชอบธรรมของข้าขึ้นนั่งบัลลังก์ั แต่หากแม้นเป็ตรงกันข้าม ประสูติออกมาเป็องค์หญิง ก็ให้ยกบัลลังก์ัให้แก่อามาตย์เจิ้งสหายผู้ภักดีผู้ร่วมเป็ร่วมตายของข้า
ม้วนกระดาษทองคำถูกเขวี้ยงลงบนพื้นตำหนักด้วยความโกรธ ฮัวกุ้ยเฟยแสร้งทำเป็ใ โผเข้าไปกอดที่แขนของอำมาตย์เจิ้งอย่างหวาดกลัว
“ฮองเฮากำลังตั้งครรภ์นั้นหรือ?”
“เื่ที่พระนางฮองเฮากำลังตั้งพระครรภ์นั้น น้อยคนนักที่จะรู้เื่นี้” ฮัวกุ้ยเฟยเบียดร่างอ้อนแอ้นเข้าไปใกล้อำมาตย์เจิ้ง สายตาคู่งามมองไปที่สหายรักของฮ่องเต้อย่างมีเลศนัย “แต่ข้าแปลกใจยิ่งนักว่า ทำไมไม่มีใครบอกท่านเื่นี้เลย”
อำมาตย์เจิ้งสะกิดใจในคำพูดของฮัวกุ้ยเฟย เื่สำคัญเช่นนี้ เหตุใดฮองเฮาจึงคิดปิดบัง พระนางทำราวกับว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ หากแพร่งพรายให้เขารู้ ย่อมจะเป็ความคิดที่โง่เขลา
ในเสี้ยวเวลาหนึ่ง เจิ้ง ซื่อเหวย พลันเกิดจิตอกุศลขึ้นมาชั่วครู่ ‘พระนางฮองเฮา กลัวเขาแย่งชิงบัลลังก์ไปจากลูกชายของพระนางนั้นหรือ?’ แต่แล้ว เจิ้ง ซื่อเหวย ก็สลัดความคิดไม่ดีงามเ่าั้ออกไปจนหมด เขามีความเชื่อว่าฮองเฮาไม่คิดเช่นนั้นกับเขาเป็แน่ ความผูกพันระหว่างเขากับฮองเฮาในกาลก่อน ทำให้เขาเชื่อว่าฮองเฮาจะไม่คิดร้ายแก่เขา
“นี่ข้าต้องรอให้ฮองเฮาให้กำเนิดทารกก่อนหรือ?”
ฮัวกุ้ยเฟยไม่ตอบออกไปตรงๆ เอ่ยวาจาให้อำมาตย์เจิ้งได้ขบคิดไปว่า “ช่างน่าเสียดายเสียจริง หากฮองเฮาไม่ได้ตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียก่อน ท่านคงได้เป็ฮ่องเต้ไปเสียแล้ว”
อำมาตย์เจิ้งนำคำพูดของฮัวกุ้ยเฟยมาขบคิด หากฮองเฮาไม่ตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียก่อน เขาคงได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ัไปแล้ว
ใช่ ทางเดียวที่อำมาตย์เจิ้งผู้นี้จะขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรม ก็คือกำจัดเสี้ยนหนามที่ขวางทางเส้นทางัให้สิ้นซาก และเสี้ยนหนามที่ว่านั้นก็คือ ทารกในครรภ์ของฮองเฮา
จิตอกุศลพลันเกิดขึ้นในใจอำมาตย์เจิ้งอีกครั้ง
การสังหารชีวิตที่บริสุทธิ์ของซึ่งเป็รัชทายาทของสหายผู้ร่วมเป็ร่วมตายในอดีต ทำให้อำมาตย์เจิ้งครุ่นคิดอย่างหนัก ศีลธรรมเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขา
“ข้ารู้ว่าท่านคงรู้สึกละอายใจหากต้องทำเช่นนั้น” ฮุยกุ้ยเฟยซบไปที่ไหล่อำมาตย์เจิ้ง แสร้งเอ่ยถ้อยคำเห็นใจ ราวกับรู้ว่าในใจของอำมาตย์เจิ้งกำลังคิดเช่นใดอยู่ "แต่ข้าอยากให้ท่านย้อนกลับไปนึกถึงในกาลก่อน แต่เดิมแล้วบัลลังก์ัควรจะเป็ของท่านมาั้แ่เริ่ม ไม่ใช่ของฮ่องเต้ซู่จวนผู้ล่วงลับ ท่านคงพอจะระลึกได้ใช่ไหมว่า เหตุใดตอนนั้นท่านถึงไม่ได้เป็ฮ่องเต้”
เจิ้ง ซื่อเหวยนึกย้อนไปถึงหนหลัง คราที่เขากับซู่จวนสหายรัก ร่วมเป็ร่วมตายทำศึกรบกับฮ่องเต้ทรราช ฉางโจว ในตอนนั้นการทำศึกกับทรราชฉางโจวเป็เื่ที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก เพราะทรราชฉางโจวมีกำลังพลจากชนเผ่าซ่ง ชนเผ่าที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา 50 ชนเผ่า คอยเป็กำลังหนุนให้กองทัพทรราชฉางโจวกลายเป็กองทัพที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแสนยานุภาพ แต่สุดท้ายแล้วผู้นำของชนเผ่าซ่งก็ถูกเขาสังหารลง กองทัพซ่งเมื่อสิ้นผู้นำก็แตกกระจายไปคนละทิศละทาง แต่ชัยชนะครั้งนี้กลับต้องแลกด้วยแผ่นหลังที่พิการไปตลอดชีวิต
เมื่อทรราชฉางโจวสิ้นกองทัพซ่ง ฉางโจวจึงเกณฑ์ราษฎรในแคว้นเป็กำแพงมนุษย์ยืนขวางต่อต้านกองทัพของตน เจิ้ง ซื่อเหวยยังจำเสียงคร่ำครวญร้องขอชีวิตที่แสนจะเวทนาของผู้คนเ่าั้ได้อย่างดี ในตอนนั้นเองเขาฝืนร่างกายที่เจ็บสาหัสไปทั่วร่างลุกขึ้นกล่าวปลุกระดมให้ราษฎรให้ลุกขึ้นสู้กับทรราช คำพูดที่ทรงพลังเข้าไปปลุกใจที่ไร้สิ้นความหวังของเหล่าราษฎรให้ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้กับทหารของฉางโจว จนในที่สุดกองทัพของทรราชก็แตกพ่ายไปอย่างไม่น่าเชื่อ
ฉางโจวถูกจับกุมตัวและถูกนำไปปะาด้วยห้าม้าแยกร่าง ส่วนบรรดาราชวงศ์คนๆ อื่นถูกปะาโดยการตัดศีรษะให้ตายตามตกไปตามกัน มีบางส่วนพากันหนีตายไปคนละทิศละทาง จนถึงบัดนี้ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร
แผ่นดินในตอนนั้นไร้สิ้นราชัน หากปล่อยให้บัลลังก์ัว่างลงย่อมจะไม่ใช่เื่ที่ดี ในตอนนั้นหากเขาไม่ได้กลายเป็คนพิกลพิการ ผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความปรีชาเช่นเขาก็คงได้เป็ฮ่องเต้ไปแล้ว สุดท้ายแล้วเขาก็ยอมรับในโชคชะตาวาสนา ยอมเสียสละให้ซู่จวนสหายรักขึ้นนั่งบัลลังก์ัแทนั้แ่บัดนั้น
และในคราวนั้นก็เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบกับ มู่อิง หรือ ฮัวกุ้ยเฟย เป็ครั้งแรก นางเป็สนมเล็กๆ ของทรราชฉางโจว ความงามปานเทพธิดาหม่ากู่ ทำให้เขาตกหลุมรักนางจนยากจะถอนตัวขึ้น แต่ตอนนี้มู่อิงได้กลายเป็สินาของฮ่องเต้องค์ใหม่ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล และซู่จวนฮ่องเต้ก็หลงรักนางจนถึงกับเพ้อในเสน่หากินไม่ได้นอนไม่หลับ ในตอนนั้นอามาตย์เจิ้งรู้ตัวดีว่า สหายรักของเขาคงไม่ยอมประทานมู่อิงให้แก่เขาเป็แน่
“หากตอนนั้นท่านได้เป็ฮ่องเต้ ข้ากับท่านก็คงไม่ต้องแอบหลบๆ ซ่อนๆ กันแบบนี้” ฮัวกุ้ยเฟยแสร้งทำเป็กล่าวน้อยใจในโชคชะตา แม้จะไม่ใช่คำพูดที่ออกจากใจจริง แต่ทุกถ้อยคำดูสมจริงแเีอย่างไม่น่าเชื่อ “และข้าก็คงจะไม่ต้องมาโดนฝังทั้งเป็อย่างน่าอนาถเช่นนี้”
อำมาตย์เจิ้งดึงตัวฮัวกุ้ยเฟยเข้ามาปลอบ “มู่อิง ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เ้าตาย”
“หมายความว่า ท่านจะกำจัดทารกในครรภ์ของฮองเฮาใช่ไหม?”
“เื่นั้น...” อำมาตย์เจิ้งยังไม่หายลังเลใจ “มู่อิง มันน่าจะมีทางอื่นที่ข้าจะได้เป็ฮ่องเต้ แล้วช่วยเ้าได้โดยที่ไม่ต้องสังหารทารกในครรภ์ของฮองเฮาลี่หัว”
ริ้วรอยแห่งความโกรธเผยบนใบหน้าอันงดงามของฮัวกุ้ยเฟย แต่ไม่นานนักมันก็หายไปในพริบตา นางพยายามข่มความเดือดดาลที่อยู่ในใจ ในใจรู้ดีว่าแผนการที่จะกำจัดขวากหนาม ที่ขัดขวางการขึ้นบัลลังก์หงส์ของนางเมื่อครู่นี้ มิอาจเปลี่ยนใจอำมาตย์เจิ้งได้ นางจึงเริ่มคิดเปลี่ยนหาวิธีใหม่
“นั้น ท่านก็ต้องรีบเสียหน่อยแล้ว หากช้าไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็ท่านหรือแม้แต่ทารกในครรภ์ของฮองเฮา ข้าเกรงว่าจะไม่มีผู้ใดได้ขึ้นเป็ฮ่องเต้เลยสักคน”
“เ้าหมายความว่ายังไง มู่อิง”