บทที่ 12 พวกเขาเต็มใจ
เพื่อนบ้านรอบข้างต่างพากันเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะและรอยยิ้มดังออกมาจากบ้านที่เจียงเหลียนจูและลูก ๆ พักอาศัยอยู่
แต่เดิมในบ้านหลังนั้น พวกเขาจะได้ยินเพียงเสียงดุด่าทุบตีและเสียงร้องไห้โวยวาย แต่วันนี้เป็ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงหัวเราะ
ทุกคนต่างประหลาดใจ นี่มันราวกับดวงอาทิตย์ขึ้นผิดทิศเสียจริง
เจียงซื่อคิดจะทำอะไรกันแน่?
หวังว่าคงไม่ได้คิดแผนการร้ายอะไรขึ้นมาเพื่อทำร้ายจิตใจของเด็ก ๆ อีกนะ
คนที่มีจิตใจเมตตาต่างพากันแอบลุ้นและเป็ห่วงเด็ก ๆ อยู่เงียบ ๆ
ส่วนคนที่มีจิตใจชั่วร้ายกลับแอบคาดหวังให้เจียงซื่อลงมือทำอะไรที่รุนแรงกว่านี้ ให้วุ่นวายจนไก่หมาไม่ได้หลับไม่ได้นอนพวกเขาถึงจะมีเื่สนุกให้ดู มิเช่นนั้นหากไม่มีใครให้เปรียบเทียบจะรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตตนเองสุขสบายแค่ไหน และลูกหลานบ้านตนโชคดีเพียงใด
***
ตกบ่าย เจียงเหลียนจูนำเนื้อหมาป่าที่เหลือมาคลุกเกลือหมัก แล้วนำไปแขวนตากแดดข้างนอกเพื่อให้กลายเป็เนื้อหมาป่าแห้ง
ชาวบ้านแถบนี้ชอบทำเนื้อรมควัน แต่เพราะเกรงว่าจะสิ้นเปลืองเกลืออีกทั้งนางเห็นว่าเนื้อรมควันแม้จะอร่อยแต่หากกินมากเกินไปก็ไม่ดี อีกทั้งขั้นตอนการทำยังยุ่งยากนางจึงเลือกทำเป็เนื้อหมักตากแห้งแทน
เนื้อหมาป่ามีจำนวนมากเกินกว่าจะกินหมด อีกทั้งอากาศร้อนเกรงว่าจะเน่าเสีย การหมักจะช่วยให้เก็บไว้กินได้นานขึ้นหลายวัน
เมื่อวานนางทำความสะอาดบ้านไปเพียงคร่าว ๆ วัชพืชที่สูงท่วมหัวทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านยังไม่ได้กำจัด นางจึงเริ่มลงมือจัดการอย่างจริงจังอีกครั้ง
เด็กน้อยทั้งสามคนต่างช่วยเหลือนางตามกำลังที่ทำได้
โดยเฉพาะเอ้อร์เป่าที่คอยสำรวจตามโพรงต่าง ๆ เพราะอยากจะจับตะขาบตัวใหญ่ ๆ มาขายแลกเป็เงิน เพื่อนำมาช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในบ้าน
และเขาก็ได้ผลลัพธ์ตามที่หวังโดยจับมาได้อีกสิบกว่าตัว แม้จะไม่ตัวใหญ่เท่าเมื่อวานแต่ก็นับว่าไม่เลวเลย
เจียงเหลียนจูถางวัชพืชหลังบ้านจนสะอาด พร้อมกับพรวนดิน เตรียมไว้ว่าครั้งหน้าที่ไปตลาดจะซื้อเมล็ดผักต่าง ๆ กลับมาปลูก
ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะเริ่มปลูกผักกาดขาวและหัวไชเท้าได้แล้ว
ชาติก่อนนางเป็สายลับจึงมีความสามารถรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็ทักษะการต่อสู้หรือทักษะการใช้ชีวิตต่าง ๆ รวมถึงทักษะการเอาชีวิตรอดในป่านางล้วนทำเป็ทุกอย่าง
ทั้งปลูกผัก ทำอาหาร เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด นางเคยเรียนรู้มาหมดแล้ว
พอถึงตอนเย็นนางก็เหนื่อยจนแทบสลบ ร่างกายของร่างนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน
มื้อค่ำจึงทำแบบง่าย ๆ โดยทำเนื้อต้มพริก ใช้เนื้อหมูส่วนไม่ติดมันหนึ่งจิน เนื้อหมาป่าหนึ่งจิน และใส่ฟองเต้าหู้ลงไปอีกครึ่งจิน ปรุงรสให้มีรสชาติเผ็ดร้อน
นำแป้งข้าวโพดกับแป้งสาลีมาผสมกันในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง คนให้เข้ากันแล้วเติมน้ำมันข้าวโพดทำเป็แผ่นแป้งข้าวโพด
นางไม่ได้ซื้อไข่ไก่ หากมีไข่ไก่สักสองฟองใส่ลงไปด้วยคงจะอร่อยยิ่งขึ้น
แต่ละคนได้กินแผ่นแป้งข้าวโพดสามสี่ชิ้น พร้อมกับเนื้อต้มพริกชามโต
เด็ก ๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยจนร้องอุทานว่าอร่อยมาก
แผ่นแป้งข้าวโพดมีสีเหลืองทอง นุ่มหอมและมีความยืดหยุ่น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวโพด ผสมกับความเหนียวนุ่มของแป้งสาลี ความหนาบางกำลังดี
เนื้อต้มพริกมีรสเผ็ดร้อนและนุ่มนวล เนื้อหมาป่ามีสีเข้มกว่า ส่วนเนื้อหมูมีสีอ่อนกว่า ทำให้แยกแยะได้ง่าย แม้จะปรุงรสแบบเดียวกันแต่ััต่างกันเล็กน้อย ทว่าอร่อยทั้งคู่ ฟองเต้าหู้ของสมัยนี้ค่อนข้างหนา แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการซึมซับน้ำซุป ้าโรยด้วยงา น้ำมันพริก และกระเทียมสับ เพียงแค่มองก็ทำให้น้ำลายไหลแล้ว
เด็ก ๆ ไม่เคยเห็นมาก่อน นับประสาอะไรกับการได้กิน
พอได้กินเข้าไปคำหนึ่ง ดวงตาของเด็กทุกคนก็เป็ประกาย
ตอนนี้พวกเขาไม่กลัวว่าเจียงเหลียนจูจะวางยาพิษให้ตายแล้ว พูดตามตรงสิ่งที่ท่านแม่ทำนั้นอร่อยเหลือเกิน
ถ้าต้องตายเพราะสิ่งนี้ก็ยอมตาย พวกเขาเต็มใจ!
โดยเฉพาะเอ้อร์เป่าที่กินไปพลางรำพึงรำพันไปพลาง "ท่านแม่ บ้านเศรษฐีที่ดินคงไม่มีใครได้กินของดีและอร่อยขนาดนี้ใช่ไหมขอรับ!"
เจียงเหลียนจูหัวเราะ "เื่นั้นแม่ไม่รู้หรอก แม่แค่ใช้สิ่งที่มีอยู่รอบตัวเท่านั้น พรุ่งนี้พวกเรามาห่อเกี๊ยวกันกินเถอะ"
เด็กทั้งสามคนยิ้มแก้มปริ "ตกลงขอรับ เชื่อฟังท่านแม่"
เจียงเหลียนจูจงใจถามหนานเป่าน้อย "เกี๊ยว หนานเป่าน้อยอยากกินไหม?"
หนานเป่าน้อยพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับลูกไก่จิกอาหาร
ตอน่ปีใหม่บ้านที่ร่ำรวยบ้านอื่นจะกินเกี๊ยวกัน พวกเขาเคยได้แต่ได้กลิ่นหอมเท่านั้น
เจียงเหลียนจูจึงถือโอกาสสอนให้นางพูด "ถ้าอย่างนั้นหนานเป่าน้อยพูดตามแม่นะ กิน กิน กิน"
หนานเป่าน้อย "อ้อ อ้อ อ้อ"
ต้าเป่า "..."
เอ้อร์เป่า "..."
เจียงเหลียนจูหัวเราะเสียงดัง
นับเป็นิมิตหมายที่ดีเ้าตัวเล็กยอมฟังคำของนางแล้วและยอมเรียนรู้กับนางด้วย
ไม่เลว ไม่เลวเลย
หลังจากกินข้าวเสร็จ เจียงเหลียนจูเตรียมจะนำผ้าฝ้ายออกมาทำชุดชั้นใน แต่เพราะเหนื่อยเกินไปพอหลังแตะเตียงก็หลับปุ๋ยไปทันที
ส่วนเด็ก ๆ กลับนอนทีหลัง เพราะไม่มีน้ำมันตะเกียงในความมืดมิดเด็ก ๆ จึงได้แต่ลืมตาโตเป็ประกาย มองดูเจียงเหลียนจูที่หลับสนิทอย่างเงียบ ๆ และไม่มีใครคอยเว้นระยะห่างจากนางเหมือนเมื่อคืนอีกต่อไป
หนานเป่าน้อยเอียงคอคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ตัวเจียงเหลียนจูแล้วหลับปุ๋ยไป
***
ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านมีคนหลายคนนั่งอ้อยอิ่งไม่ยอมกลับ
ทุกคนต่างพากันคร่ำครวญว่ายากจน "ท่านลุง บ้านของข้าแทบจะพังทลายอยู่แล้ว ฝนตกก็รั่วทุกวัน โปรดเมตตาสงสารจัดหาที่พักให้พวกข้าเถอะ"
"นั่นสิท่านอา เมื่อก่อนบ้านหลังนั้นว่างอยู่ ท่านบอกว่าเป็ของครอบครัวท่านซิ่วไฉ ในอนาคตพวกเขาต้องกลับมาอยู่ จึงห้ามแตะต้อง แต่ทำไมในพริบตาเดียวกลับยกให้แม่หม้ายเจียงซื่อเข้าอยู่อาศัยเสียได้ แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย"
"พวกเราทุกคนต่างก็ใช้แซ่หวังเหมือนกัน ที่นี่คือหมู่บ้านหวังเจีย ทำไมต้องยกบ้านให้แม่หม้ายต่างแซ่และเด็กน้อยที่ไม่รู้ที่มาที่ไปพวกนั้นอยู่ด้วย ตระกูลหวังขับไล่พวกเขาออกมาแล้ว ไม่้าพวกเขาแล้วจะไปช่วยเหลือพวกเขาทำไมกันขอรับ"
หัวหน้าหมู่บ้านหวังใช้กล้องยาสูบเคาะลงบนโต๊ะ "เื่บ้าน ข้าเพิ่งได้รับจดหมายจากท่านซิ่วไฉ บอกว่าพวกเขาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมณฑลพร้อมกับเ้านายแล้ว อาจจะไม่กลับมาอีกในอีกแปดถึงสิบปี ข้าจึงได้รับอนุญาตให้จัดการได้ตามสมควร ส่วนพวกเ้าน่ะ เลิกพูดจาไร้สาระที่นี่เสียเถอะ หากมีความสามารถก็ลองขึ้นเขาไปล่าหมาป่าตัวใหญ่กลับมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาพูด!"
หมาป่าไม่ใช่หมูป่าหรือแพะป่า คนธรรมดาหากพบเจอเข้าอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน พวกนางสองแม่ลูกแค่โชคดีเท่านั้น ท่านคิดว่าพวกนางสามารถตีหมาป่าจนตายได้จริง ๆ หรือขอรับ"
"โชคดีก็คือโชคดีของเขา พวกเ้าก็ลองไปเสี่ยงโชคดูบ้างสิ! เอาละ เลิกอิจฉาได้แล้ว เด็กทั้งสามคนพวกเราเห็นมาั้แ่เล็กจนโต ล้วนใช้แซ่หวัง แม้ตอนนี้เหล่าอู่จะหายสาบสูญไป แต่ถึงอย่างไรก็เป็ลูกของเขา เท่าที่ช่วยได้ข้าก็จะช่วยเื่เพียงเท่านี้ถึงกับต้องอิจฉากันเชียว" น้ำเสียงของหัวหน้าหมู่บ้านหวังเริ่มไม่พอใจ
ปกติเขาเป็คนสุภาพ ใจดี และไม่ค่อยพูดจารุนแรงกับใคร แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีอำนาจ
เมื่อน้ำเสียงไม่พอใจหลุดออกมาทุกคนก็เริ่มรู้ตัว ไม่มีใครกล้าโต้เถียงต่อ ได้แต่แยกย้ายกลับบ้านไปด้วยความไม่เต็มใจ
...
บ้านตระกูลหวังทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
ซึ่งเป็บ้านเดิมของเจียงซื่อ และเป็บ้านของบิดามารดาของหวังเหล่าอู่
บ้านตระกูลหวังมีสมาชิกจำนวนมาก ตาเฒ่าหวังกับยายเฒ่าหวังหลิว สองสามีภรรยามีลูกชายสี่คน ลูกสาวสองคน รวมกับลูกสะใภ้ และหลานชายหลานสาวอีกสิบกว่าคน ทั้งบ้านมีคนทั้งหมดรวมแล้วกว่ายี่สิบคน