เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 45 กึ่งคําลวงกึ่งคำจริง

    ปลายกระบี่ของเหม่ยหลินยังจ่อนิ่งอยู่ที่ลูกกระเดือกของหลินเย่ บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด นางแผ่แรงกดดันปราณของยอดฝีมือออกมาข่มไว้ นัยน์ตาเรียวยาวเย็นชาและไร้ความปรานี น้ำเสียงนุ่มนวลที่บาดลึกเอ่ยถามออกมา

    "กลิ่นควันจากยันต์ระเบิด และเลือดสดๆ บนตัวเจ้า เจ้าคือคนก่อเรื่องที่ทิศตงเป่ยใช่หรือไม่"

    แม้วิชาพฤกษาฟื้นคืนจะสมานบาดแผลไว้แล้ว กลิ่นเลือดที่ติดอยู่ตามเสื้อกลับไม่จางหายไปด้วย หลินเย่ไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะขยับ เขารู้ดีว่าด้วยสภาพปราณที่เหือดแห้งเช่นนี้ ขยับเพียงนิดเดียวหัวคงหลุดจากบ่า

    ร่างกายเริ่มประท้วงถึงขีดสุด ผลข้างเคียงจากวิชาพฤกษาฟื้นคืนที่ฝืนดึงปราณไปซ่อมกระดูกแปรเป็นพิษไข้ตีกลับอย่างรุนแรง เส้นเลือดทั่วร่างร้อนรุ่มประหนึ่งถูกไฟแผดเผา ภาพของเหม่ยหลินเบื้องหน้าพร่าจนกลายเป็นเงาซ้อน

    หากฝืนเจรจาต่อไป ยอดฝีมืออย่างนางย่อมจับพิรุธได้และลากตัวเขาไปคุมขังเป็นแน่ สายตาพร่าไปอีกครั้ง แล้วร่างก็พับลงตรงๆ ใส่ปลายกระบี่

    เหม่ยหลินเบิกตากว้าง ชะงักกึกไปหนึ่งจังหวะ นางคาดไม่ถึงเลยว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะใจเด็ดสิ้นสภาพจนล้มใส่คมกระบี่เข้ามาเช่นนั้น ด้วยสัญชาตญาณของผู้ตรวจการที่มิได้มาเพื่อฆ่าแกงมั่วซั่ว นางตวัดข้อมือชักกระบี่กลับได้อย่างหวุดหวิด

    ร่างของหลินเย่ร่วงพับเข้าหาอ้อมอกของนางโดยสิ้นเชิง เหม่ยหลินนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนจะรีบยื่นมือเรียวออกไปยันแผงอกของเขาไว้ ร่างนั้นกระอักลิ่มเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต

    นางย่อตัววางเขาลงกับพื้น ทาบนิ้วลงบนชีพจรที่ข้อมือเพื่อจับการโกหก สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความจริง ชีพจรแผ่วเบาจนแทบหยุดเต้น จุดตันเถียนแห้งขอดไร้กระแสปราณหลงเหลือ ไอความร้อนจากพิษไข้ กับกระดูกซี่โครงที่ร้าวระบมอยู่ข้างใน

    นางขมวดคิ้ว หากเป็นเพียงเด็กธรรมดาที่ถูกลูกหลงจากความวุ่นวาย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ความเสียหายในร่างจะหนักถึงเพียงนี้

    เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากเบื้องหลัง นางหันกลับไปทันที ร่างของสตรีในชุดทหารกำลังวิ่งตรงมาจากทางเรือนพักตระกูลหลิน

    "หลินเย่"

    นางวางเขาลงกับพื้นอย่างเบามือ ในความพร่ามัวนั้น เสียงที่เรียกชื่อทำให้มุมปากของเขาคลายลงเล็กน้อย ก่อนที่สติจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด

    ทว่าในพริบตาถัดมา ดวงตาของเขากลับลืมโพลงขึ้นฉับพลัน

    เบื้องหน้าไม่ใช่เพดานห้อง หากเป็นสนามรบอันเหี้ยมโหดที่แผ่ขยายไปจนสุดขอบฟ้า กลิ่นคาวเลือดและไอความตายตลบอบอวลรุนแรงจนแยกไม่ออกว่าเป็นความจริงหรือความฝัน หลินเย่รับรู้ได้ทุกประสาทสัมผัส กลับไม่อาจบังคับร่างของตัวเองได้แม้แต่นิ้วเดียว ราวกับจิตวิญญาณของเขาถูกตรึงให้ดูภาพที่ซ้อนทับเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น

    บนฟากฟ้าอันมืดสลัว ร่างนับร้อยนับพันเหยียบเมฆดุจพื้นดิน ศาสตราวุธส่องประกายเจิดจ้าทั่วน่านฟ้า พวกเขาก้มมองลงมา ไม่มีใครเอ่ยปาก ไม่มีใครชักดาบ

    เมื่อก้มมองที่พื้นดิน หัวใจกระตุกวูบ ซากศพกองพะเนินเทินทึกจนกลายเป็นภูเขาเนื้อ หยาดโลหิตนับหมื่นแสนหลั่งชโลมปฐพีจนแปรผืนดินให้กลายเป็นทะเลเลือดอันน่าสยดสยอง

    พลัน มือขวาของหลินเย่ขยับเองโดยไม่ได้สั่ง มันกระชับด้ามดาบแน่น ก่อนยื่นปลายดาบชี้ขึ้นตรงสู่ฟากฟ้าอย่างทระนง ริมฝีปากขยับคล้ายกำลังตะโกนบางสิ่งออกมาสุดเสียง ทว่าในความฝันนี้ไร้สุ้มเสียงใดเล็ดรอดออกมา มีเพียงความเงียบงันอันน่าอึดอัด

    เซียนบนน่านฟ้าสะบัดมือลง แสงสว่างวาบระเบิดขึ้นท่วมฟากฟ้า อาวุธและอาคมนับหมื่นแสนระดมถล่มลงมา มุ่งตรงมาที่ร่างของเขาเพียงผู้เดียว

    ร่างกายของหลินเย่กลับไม่คิดหนี แววตาสีขาวสลัวลึกลับคู่นั้นจดจ่ออยู่กับความตายตรงหน้า ปลายดาบในมือพุ่งทะยานออกไป นำพาร่างดิ่งสวนกระแสระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้า หมายห้ำหั่นกับทวยเทพเซียนเหล่านั้นให้รู้ดำรู้แดง

    เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว ร่างสั่นกระตุกจนต้องยกมือขึ้นกดใบหน้าข้างขวาเอาไว้ ปราณในร่างพลุ่งพล่านขึ้นมาเอง คล้ายกำลังกระตุกให้โกรธแค้นไปกับสิ่งที่เพิ่งเห็น

    ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝันเช่นนี้ เห็นมันมาหลายครั้งหลายคราแล้ว เขายังไม่เข้าใจสักทีว่ามันคือสิ่งใดที่คอยย้ำเตือนอยู่ทุกวันนี้

    "เจ้าตื่นแล้วหรือ"

    เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมห้อง หลินตงกำลังยกขวดโอสถและสมุนไพรบนถาดกลับเข้าไปเก็บที่ชั้นวาง

    "ท่านพี่ตง"

    มืออีกข้างกดลงที่ขมับซ้าย สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก หลินตงเดินเข้ามาข้างเตียงแล้วยื่นแก้วน้ำให้ เขาค่อยๆ ดื่ม ปรับลมหายใจทีละจังหวะจนสติกลับมาครบ

    จากนั้นจึงกวาดตามองรอบห้อง มีสองสิ่งที่แปลกไป

    หนึ่ง ที่นี่ไม่ใช่เรือนพักตระกูลหลิน หากเป็นห้องใต้ดินที่อับ ผนังเป็นหินที่เกิดจากการขุด แสงเทียนอ่อนสลัวติดอยู่ตามผนัง ชั้นวางไม้จัดข้าวของไว้เป็นระเบียบ

    สอง บนเก้าอี้ไม้ที่หันหลังให้เขานั้นมีคนนั่งอยู่ ร่างของสตรีที่จ่อปลายกระบี่ใส่ลำคอเขาเมื่อครู่ นั่งอ่านตำราบางเล่มอยู่โดยไม่ไยดีต่อการตื่นของเขาเลยแม้แต่น้อย

    หลินเย่คารวะไปทางร่างนั้น

    "ขอบคุณแม่นางที่ช่วยเหลือ"

    ห้องเงียบเชียบไร้คำตอบอยู่ชั่วครู่ มีเพียงเสียงเปิดหน้ากระดาษดังขึ้นเป็นระยะ

    "เจ้าต้องขอบคุณท่านพี่ของเจ้ามากกว่า"

    เขาหันไปมองใบหน้าที่คุ้นเคย หลินตงนั่งอยู่ค้างๆ แววตาเป็นห่วงกึ่งสงสัย มีคำถามมากมายอยู่ในนั้น นางไม่ถามสักคำ รอให้เขาปริปากเล่าออกมาเอง

    หลินเย่นิ่งอยู่กับสีหน้าอมทุกข์ เรียบเรียงถ้อยคำในหัว ครานี้ไม่ใช่การโกหกเพื่อเอาตัวรอดเหมือนครั้งไหนๆ หากเป็นการเรียบเรียงเพื่อไม่ให้คนที่รับฟังต้องติดร่างแหไปด้วย

    "ตลอดสามวันมานี้ข้าถูกติดตาม"

    ห้องใต้ดินที่เงียบเชียบเงียบลงกว่าเดิม แม่นางที่กำลังตั้งใจอ่านตำราปิดมันลงช้าๆ แล้วหันกลับมา

    "ตระกูลมู่ส่งคนมาสะกดรอยตามข้า หมายเอาชีวิต"

    "เจ้าไปเอี่ยวกับตระกูลมู่ได้เช่นไร"

    หลินตงเอ่ยถาม น้ำเสียงเรียบ ความเป็นห่วงออกมาทางน้ำหนักของคำ

    เรื่องกู่เหวยติดอยู่ที่ปลายลิ้น เขากลั้นมันไว้ หากพูดออกไป เมื่อนางรู้ก็ย่อมต้องมาเกี่ยวข้องกับอันตรายในครั้งนี้ด้วย

    ทันใดนั้น มือที่จับตำราอยู่ก็ยกขึ้นเล็กน้อย เหม่ยหลินเอ่ยถามขึ้นเพื่อยืนยันสิ่งที่คิด

    "เหตุเพราะตำราเล่มนี้ใช่หรือไม่"

    ตำราบนมือนางคือเคล็ดวิชาอักษรโลหิตเก้าดารา เล่มที่แม่นางอวิ๋นเสวี่ยมอบไว้ให้ก่อนหน้า

    "เจ้าหมายความเช่นไร เหม่ยหลิน"

    หลินตงถามด้วยความสงสัย หลินเย่หันไปมองใบหน้างดงามนั้นอีกครั้ง เหม่ยหลิน ผู้ที่เคยเอาชนะท่านพี่หลินตงได้ คนที่นางเคยเล่าให้เขาฟังเมื่อครั้งก่อน

    "อักษรโลหิตเก้าดารา คือวิชาโบราณที่สาบสูญไปแล้วของตระกูลเจียงยุคบรรพกาล"

    นางเล่าต่อถึงที่มาของวิชานั้น

    "ครั้งหนึ่งตระกูลเจียงเคยเป็นหนึ่งในผู้ถือครองวิชายันต์ชั้นสูงสุดแห่งใต้หล้า จนหลายทวีปต้องหวาดหวั่น กระนั้นความทะเยอทะยานของพวกเขาก็ไม่เคยจางลง หมายจะปีนให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ยันต์ที่หัวหน้าตระกูลค้นคว้าขึ้นในครั้งนั้นได้สร้างภัยร้ายแก่ยุทธภพ ยันต์เก้าชั้นฟ้า ตามบันทึกแล้ว หลังจากนั้นสิบสำนักได้ลงมือสังหารผู้ถือครองวิชาสิ้นทั้งตระกูล"

    นางหยุดไปครู่หนึ่ง

    "ไม่เคยมีผู้ใดทราบว่ายันต์เก้าชั้นฟ้ามีความสามารถเช่นไร ถึงขั้นถูกล้างตระกูลเช่นนั้น"

    นางมองตรงมาที่เขา

    "เจ้าได้สิ่งนี้มาจากผู้ใด"

    น้ำเสียงราบเรียบที่มีน้ำหนักของปลายกระบี่อยู่ข้างใน เฉกเช่นตอนพบกันครั้งแรก

    เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องโกหก สิ่งที่นางเล่ามานั้นใหญ่พอจะไหลตามน้ำได้ ใหญ่พอจะทำให้แม่นางทั้งสองเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน และมีมูลพอจะกลบความจริงเบื้องหลังเอาไว้

    เขาเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนเข้าไปช่วยเหลือสองสามีภรรยาที่ร้านเหวินซิน เล่าที่มาที่ไปว่ายืมเงินหลินตงไปทำสิ่งใดบ้าง เล่าว่าหลอมโอสถขั้นสามเพื่อรักษานาง เล่าว่านางมอบตำราเล่มนี้เป็นสิ่งตอบแทน ก่อนจะเล่าต่อว่าทั้งสองเตรียมย้ายออกจากเมืองฟางหรงแล้ว และมอบหมายให้เขาเป็นผู้ดูแลตำรานี้ต่อ

    มีสองสิ่งที่เขาไม่ได้เล่า สองสามีภรรยานั้นย้ายไปอยู่ที่ใด และเหตุผลจริงๆ ที่ตระกูลมู่ตามล่าเขานั้นไม่ได้เป็นเพราะตำราเล่มนี้

    สีหน้าของเหม่ยหลินเปลี่ยนไปช้าๆ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แล้วคลายออก นางปิดตำราลง วางไว้บนโต๊ะ ทุกข้อที่นางปะติดปะต่อขึ้นเองล้วนมีมูล และล้วนเป็นสิ่งที่หลินเย่ต้องการให้นางคิด

    ตามหลักแล้ว เด็กสายรองของตระกูลหลินย่อมสร้างความวุ่นวายขนาดนี้ไม่ได้หากไม่มีคนอยู่เบื้องหลัง บรรยากาศตึงเครียดที่ตั้งไว้เพื่อขุดความจริงออกจากปากจึงค่อยๆ คลี่คลายลง

    หลินตงขยุ้มหัวน้องชาย ฝ่ามือตบเบาลงบนหัวสองครั้ง หลินเย่พยายามปัดมือนางออก

    "ท่านทั้งสองสนิทกันหรือ"

    "ไม่สนิท" หลินตงโพล่งขึ้นทันควันด้วยสีหน้าเรียบเฉย

    "สนิทกันมาก" เหม่ยหลินสวนขึ้นมาพร้อมกันในจังหวะเดียวกันนั้นเอง โดยไม่เงยหน้าขึ้นจากตำรา

    สองคำตอบที่สวนทางกันโดยสิ้นเชิงทำเอาห้องใต้ดินตกสู่ความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วน หลินเย่นั่งมองคนทั้งคู่สลับไปมา เห็นชัดว่าตรงนี้มีคนปากแข็งอยู่หนึ่งคน

    เวลาล่วงไปหนึ่งก้านธูปในห้องใต้ดิน หลินเย่นั่งขัดสมาธิปรับลมปราณเพื่อฟื้นฟูร่างกาย เมื่อโคจรจนเส้นทางเดินลมปราณโล่งขึ้นพอสมควรแล้ว เขาจึงหันไปเอ่ยถาม

    "ท่านจะทำเช่นไรกับอักษรโลหิตเก้าดารา"

    ภายนอกเขาแสร้งทำเป็นเสียดายที่ต้องเสียตำราไป ภายในกลับโล่งอก โชคดีเหลือเกินที่เขาได้เปิดอ่านและสลักจำเนื้อหาทั้งเล่มไว้ในหัวเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ การยอมปล่อยตัวเล่มให้หน่วยตรวจการไป ย่อมเป็นทางรอดที่คุ้มค่าที่สุด

    "ในเมื่อมันเป็นวิชาต้องห้าม ข้าย่อมต้องส่งมอบให้หน่วยตรวจการเมืองฟางหรง"

    หลินเย่นั่งนิ่ง ไม่แปลกใจนัก หากสิ่งนี้คือของต้องห้ามและเป็นชนวนให้ตระกูลมู่เพ่งเล็งเขามาก่อน มันย่อมถูกยึดไปตามกระบวนการ

    "หากแม่นางนำตำราเล่มนั้นไป ตัวข้าคงขาดทุนไม่น้อย และท่านพี่หลินตงคงทุบข้าตายคามือ"

    "ทุบเจ้าตายคามือ"

    เหม่ยหลินทวนคำ พลางหันมามองที่ร่างของเขา ส่วนหลินตงทำหน้าฉงน

    "ข้ายืมเงินท่านพี่มาสามสิบเหรียญเงินเพื่อไปรักษาแม่นางอวิ๋นเสวี่ย ที่ได้กลับมามีเพียงตำราเล่มนี้ ข้าเพียงหวังว่ามันเป็นตำราชั้นสูงพอจะขายทำกำไรได้ไม่น้อย หากท่านนำมันไปเปล่าๆ เกรงว่าข้าจะคืนเงินท่านพี่ข้าไม่ได้"

    นางก้มมองตำราบนมือ ก่อนจะเข้าใจทุกอย่าง หากริบสิ่งนี้ไปจากเขาโดยไร้สิ่งตอบแทน ก็ดูจะไร้น้ำใจเกินไปสักหน่อย

    "รับสิ่งนี้ไป"

    นางดึงถุงหอมใบเล็กสีอมฟ้าครามโยนมาให้ หลินเย่รับไว้ด้วยสองมืออย่างถูกท่า มันเบาหวิวจนแทบไร้น้ำหนัก

    นางไม่ได้พูดอะไรต่อ เอ่ยเพียงว่าจะนำเรื่องทั้งหมดกลับไปรายงาน แล้วร่างของนางก็ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดออกจากห้องไป เท้าไม่ออกเสียงแม้แต่ขั้นเดียว

    "นี่นางหมายปองเจ้าหรอกหรือ" หลินตงเอ่ยขึ้นเมื่อร่างของเหม่ยหลินพ้นขึ้นไปแล้ว

    "หมายปอง" หลินเย่ทวนคำ ไม่เข้าใจ "ท่านหมายความเช่นไร"

    "หากสตรีมอบถุงหอมให้เช่นนี้ ย่อมหมายถึงต้องตาต้องใจบุรุษผู้นั้น"

    เขาเหลือบมองถุงหอมใบเล็กบนมืออีกครั้ง

    "ข้าคิดว่าคงไม่ใช่"

    หลินตงกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ท่าทีของคนที่แซวสำเร็จ ก่อนจะอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงธรรมดา

    "มันคือถุงมิติ ใช้เก็บข้าวของไว้ข้างใน เจ้าคงไม่เคยใช้มัน กลับถึงเรือนแล้วพรุ่งนี้ข้าจะสอนเจ้าเอง"

    หลินเย่นั่งเงียบ ไม่ได้บอกว่าตนเคยใช้แหวนมิติมาแล้ว ในใจเริ่มโล่งขึ้นบ้างที่จบเรื่องนี้ลงได้และยังพอมีของติดไม้ติดมือ ดูท่าแม่นางเหม่ยหลินจะไม่ใช่คนเลวร้ายเฉกเช่นมู่หว่านหรง

    ชื่อนั้นผุดขึ้นมาในใจทันที เรื่องระหว่างเขากับนางยังไม่จบ อีกไม่นานทั้งสองย่อมได้เจอกันในงานแข่งขัน