ผู้สืบทอดลำดับเจ็ดแห่งเทพราชันจักรพรรดิแวมไพร์ (รอรีไรท์)

    ตอนที่ 49 เหตุการณ์แปลกประหลาด

         สายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดนั่นระหว่างอลิสกับเควินคล้ายกับมีส่วนที่ผูกพันในเสี้ยวของดวงจิตวิญญาณ คล้ายกับคนๆนั้นคนที่เป็นดั่งความเสียใจชั่วชีวิตของนาง



    "ข้าจะกลับไปยังสรวงสวรรค์แห่งโลหิตแล้ว"


    "หืม! พี่หญิงท่านรีบกลับไปทำไมค้างที่นี่สักหนึ่งคืนก่อนก็ได้นะ"


    "ไม่ได้หรอกนะที่สรวงสวรรค์แห่งโลหิตคือสถานที่ที่ข้าอยู่แล้วสบายใจที่สุด เพราะฉะนั้นการอยู่ที่แห่งนี้มีแต่จะทำให้ข้าเคืองไปอีกครั้งก็เท่านั้น"


    "เฮ้อ ท่านยังไม่อภัยให้ท่านพ่ออีกอย่างนั้นรึ"


    "เหอะ สุนัขยังไงก็เป็นสุนัขไม่มีวันกลายเป็นอย่างอื่นไปได้ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าต้องลดตัวไปแปดเปื้อนตัวตนน่ารังเกียจนั่น"


    "เอาเถอะท่านจะว่าอย่างไรข้าก็ไม่ขัดหรอกนะ แต่อย่าลืมว่าท่านยังมีข้าอยู่ด้วยเช่นนั้นแล้วหากมีเรื่องอะไรอย่าได้เงียบไว้คนเดียวเหมือนก่อนอีก"


    "ชั่งเถอะ วันนี้ที่ข้ามาก็เพราะมาส่งข่าวเล็กน้อยเท่านั้น ผู้เฒ่าใหญ่แอนโร ท่านบอกอะไรบางอย่างมาเล็กน้อยนั่นคือ "อย่าได้ปล่อยเจ้าลูกชายของเจ้าทำอะไรที่เกินตัวมากเกินไป""


    กล่าวจบอลิสเหินร่างจากไปทั้งกลิ่นอายและรัศมีล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่เคยมีอยู่


    "ไม่คิดว่าผู้เฒ่าแอนโรจะทำนายอะไรบางอย่างออกมาได้แบบนี้หลังจากที่ไม่มีคำทำนายมานานข้าคงต้องไปพบรอนสักหน่อยแล้วละ"


    …………..




    ณ จุดนัดพบที่หุบเขาที่ไม่ไกลจากดินแดนแห่งภูติ....


    ร่างของอาริเชียที่เหาะเหินร่อนลงที่หุบเขาจุดนัดหมายที่เควินได้นัดแนะเอาไว้ก่อนหน้านี้เมื่อมองกลับไปด้านหลังถึงรู้สึกว่าตนเองรอดพ้นอันตรายไปได้แล้ว


    สงครามครั้งใหญ่ของทัพหน้าก็เปิดฉากทันทีที่พวกเควินออกมาจนถึงเทือกเขาความรุนแรงของพลังวิญญาณและพลังเวทมนตร์ที่ปลดปล่อยออกมาของทหารทั้งสี่ประเทศทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทัวทั่งสี่ทิศแปดด้าน


    ทรัพยากรป่าไม้ที่งดงามถูกกลืนหายไปตรงหน้าไม่เหมือนกับที่จักรวรรดิรุ่งอรุณที่ไม่มีสงครามบรรยากาศเต็มไปด้วยความสดชื่นและป่าไม้ล้วนเขียวชะอุ่มได้รับการดูแลเป็นอย่างดีวัฏจักรของอสูรวิญญาณต่างๆก็ดำเนินไปอย่างเป็นวงจรด้วยดี


    แต่ภาพที่คนอื่นนอกจากเควินและแทโอเห็นนั้นไม่ต่างไปจากการทำลายสภาพแวดล้อมให้สูญสลายแต่มันราวกับการสร้างความแค้นที่ส่งต่อกันไปเรื่อยๆจนไม่อาจลบล้างมันออกไปได้


    แทโอเมื่อเห็นท่าทีของทุกคนนอกจากเควินแล้วก็กล่าวขึ้น "พวกเจ้าไม่ต้องตกใจไปหรอกที่นี่ก็เป็นแบบนี้มาตลอดนั่นแหละแดนใต้แห่งนี้ไม่มีวันสงบสุขได้หรอกนะเพราะทุกคนไม่เคยขาดอาหารการกิน มีฐานะที่ดีมากกันทั้งนั้น เศรษฐกิจก็เรียกได้ว่ารุ่งเรืองจนน่าตกใจ แต่ที่พวกเขาก่อสงครามนั่นก็เพราะเรื่องบาดหมางร้ายแรงในอดีตที่น่ากังวลใจทำให้พวกเขาไม่อาจลบเลือนออกไปได้ตลอดกาล"


    ใบหน้าของอาริเชียหม่นหมองจนต้องก้มหน้าลงไปจากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมาเปลี่ยนกลายเป็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มอย่างมีเลิศนัยภายใต้ผ้าปิดหน้า


    "เหอะ ก็แค่พวกมดปลวกพวกหนึ่งเท่านั้น หากข้าเจอพวกมันละก็....."


    เควินที่ได้ยินเสียงรีบพยุงร่างกายใช้ท่าร่างไปโผล่ด้านหลังของอาริเชียจากนั้นก็ทำให้นางสลบลงไปในทันที


    เควินหันหน้ากวาดสายตาเย็นชามองไปหาทุกคน พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราวกับพร้อมปลิดชีวิตทุดคนที่อยู่ที่นี่ทิ้งได้ในทันที "พวกเจ้าไม่ได้ยินอะไรใช่หรือไม่ ตอบข้ามา เดี๋ยวนี้!"


    ถึงแม้ว่าสิ่งที่อาริเชียกล่าวออกมาเมื่อครู่จะดูต่างจากลักษณะปกติที่นางเป็นไปมากก็ตามแต่ก็ไม่มีใครคิดอะไรอาจเป็นเพราะเธอตกใจกับสถานการณ์ตรงหน้าก็ได้


    แต่สิ่งที่เควินแสดงออกมานั้นก็คือสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงมองพวกเขาทั้งหมดเป็นศัตรูไปแบบนั้นหากคำตอบที่ได้เป็นไปตามที่เชาเห็นสมควรต้องกำจัด

    ลาเวเรียที่มีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่มากที่สุดก็กล่าวถาม "เจ้าเป็นอะไรไปเควิน?"


    "พวกเจ้าตอบข้ามาเดี๋ยวนี้"


    "ข้าไม่ได้ยินอะไร"


    "ข้าเองก็เช่นกัน"


    "ข้าได้ยินเพียงแค่เสียงของกระแสลมที่พัดไปมาตามแรงลมเท่านั้น"


    แทโอไม่คิดอะไรกับท่าทางของอาริเชียอยู่แล้วเพราะไม่มีเหตุผลต้องไปสงสัยการกระทำของผู้มีพระคุณของตนเองหากไม่ใช่การกระทำชั่วช้าสามาน "เจ้าได้ยินแบบนี้คงพอใจแล้วกระมังพอได้แล้วเจ้าเป็นศูนย์รวมจิตใจของทุกคนที่นี่นะ"


    เมื่อเห็นได้ว่าทุกคนไม่คิดอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่เควินก็เก็บจิตสังหารอันรุนแรงลงไป


    "อย่าได้กล่างอะไรออกไปให้ใครรับรู้และอย่าได้มาถามข้าว่าทำไหมถึงกระทำเรื่องแบบนี้เพราะหากพวกเจ้ากล่าวออกไปให้กับคนอื่นนอกจากพวกเราในวันนี้ข้าบอกได้แค่ว่ามันจะมีชีวิตอยู่ไม่ตกตายทรมานราวกับตกลงไปในขุมนรกแน่"


    ถึงมันจะเป็นแค่คำพูดปกติที่ไม่มีจิตสังหารอยู่แล้วแต่แทโอที่พึ่งร่วมมือกับพวกเควินก็ถึงกับรู้สึกหวาดหวั่นใจเล็กน้อยสมกับเป็นคนที่สามารถจับการเคลื่อนของแทโอในตอนนั้นได้จริงๆ


    ผู้มีพรสวรรค์อันน่ากลัวที่มีความสามารถที่น่าทึ้งคนนี้ทั้งยังมีความสัมพันธ์ลึ้งซึ้งกับอาริเชียจนถึงขั้นมีการหมั้นหมายกันได้แบบนี้จะบอกว่าเขาธรรมดานั้นเป็นไม่ได้เลย


    "วางใจเถอะ ข้าที่เป็นคนนอกที่สุดและยังเป็นคนที่ข้าไม่เคยพบเจอแต่เจ้ามั่นใจได้เลยว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอาริเชียข้าไม่มีวันไปบอกกล่าวกับใครแน่นอนและที่สำคัญก็ไม่มีผู้ใดรับรู้ว่าข้ารู้จักกับอาริเชียมาก่อน"


    เควินละความสนใจจากทุกคนอุ้มอาริเชียเดินมุ่งหน้าต่อไปทันที "ถ้าเช่นนั้นก็ดี ไปกันต่อเถอะ"


    คนที่งุนงงก็คงเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวต่อไป "ตกลงแล้วมันอะไรกันแน่"


    แทโอกำลังเตรียมจากลากลับไปยังกองทัพของตนเองแต่ก็มีคำเตือนสายหนึ่งที่เป็นกระแสเสียงตามมามันคือเสียงของเควิน


    "เจ้าระวังเอาไว้ด้วยผู้ใดที่เกี่ยวข้องกับข้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจำเป็นต้องพบกับความโชคร้ายราวกับขุมนรก"


    แทโอถึงกับสดุ้งขึ้นเจ้านี่เมื่อสักครู่ก็แสดงแรงกดดันมหาศาลนั่นออกมากดดันทุกคนที่อยู่ที่นี่แม้แต่เขาที่มีพลังมากกว่าเควินอย่างมากก็ถูกกดดัน


    ทั้งเรื่องของอาริเชียก็เช่นกันชั่วพริบตาแม้จะไม่นานนักนางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนยิ่งคิดมากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าช่วงเวลาที่จากลากับอาริเชียที่ยาวนานนั่นนางพบเจอกับอะไรเข้า


    แทโอสลัดเรื่องทั้งหมดออกไปเรื่องมันจะไปยังทิศทางใดก็ขอให้เป็นไปตามที่มันควรเป็นเถอะ เขาลูบหัวของหมาป่าสีขาวเบาๆก่อนมันจะพาแทโอพุ่งทะยานกลับไปยังกองกำลังของเขา


    …………..



    ตลอดระยะทางที่เดินทางมานั้นเต็มไปด้วยความอึดอัดใจเพราะการกระทำของเควินเมื่อสักครู่ที่แข็วกร้าวและไม่ไว้หน้าผู้ใดราวกับต้องการปกปิดบางสิ่งไม่ให้หลุดรอดออกมาจากตัวของอาริเชีย


    ถึงพวกเขาทั้งหมดในที่นี้จะคิดกันหัวแทบแตกก็ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริง แต่เมื่อคิดไปถึงท่าทีนั่นที่บอกให้พวกเขาลืมๆมันไปเถอะพวกเขาก็จำใขต้องลืมมันไปแต่โดยดี


    ทว่าคนที่ไม่มีทางสลัดภาพออกไปได้นั้นนั่นก็คือลาเวเรียผู้ที่มีวุฒิภาวะมากที่สุดในหัวนางตอนนี้เต็มไปด้วยการคาดเดามากมายถึงจะอยากส่งจิตเข้าไปล้วงข้อมูลในหัวของอาริเชีย


    เธอจะทำแบบนั้นไม่ได้เพื่อปกป้องอาริเชียที่เปรียบเสมือนน้องสาวของเธอ ความรู้สึกที่อยากช่วยเหลือหากมีปัญหา ความคิดที่ยากแก้ไขสิ่งที่ไม่ปกติให้หายไป


    มันเป็นสิ่งที่กลั่นกรองออกมาอย่างบริสุทธิ์ใจแต่เธอก็กลัวจะไปกระตุ้นให้เควินเดือดดาลมากขึ้นเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครที่เควินเชื่อใจพอที่จะสามารถเล่าถึงความจริงได้


    เรทีน่ารับรู้ได้ถึงความไม่สบายใจของลาเวเรีย "ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงไปหรอกนายท่ายก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอดหากเป็นผู้คนที่นายท่านไม่รู้จักนายท่านก็จะสังหารให้ตายทันที เป็นเพราะนายท่านไม่อยากที่จะให้ใครล่วงรู้ความลับขององค์หญิง"


    ลาเวเรียหันมาจ้องมองที่เรทีน่าจากนั้นก็พยักหน้า "ข้าเข้าใจดีเพียงแต่อาริเชียก็เปรียบเสมือนคนในครอบครัวของข้าทันทีที่เกิดปัญหายังไงข้าก็ปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ได้ ปัญหาทุกอย่างมีไว้แก้มิใช่มีไว้หลีกหนีหากมันไม่ก่อปัญหาร้ายแรงในวันนี้มันก็จะก่อเกิดปัญหาในวันข้างหน้าบางทีจุดเล็กๆที่หลีกหนีมันมาตลอดอาจกลายเป็นดั่งหายนะที่เลวร้ายก็ได้"


    ความคิดของลาเวเรียที่เอ่ยออกมาเป็นคำพูดมันจัดเจนก็จริงตามที่เธอกล่าวออกมาจริงๆทุกปัญหามีทางแก้ไขขึ้นอยู่ที่วิธีการก็เท่านั้น การหลีกหนีปัญหาไม่ใช่สิ่งที่ควรทำแต่ต้องเผชิญหน้ากับมันต่างหากนั่นคือสิ่งที่นางได้สอนพวกเขาทั้งหมดที่อยู่ในที่แห่งนี้


    การพูดคุยระหว่างสองสาวไหนเลยเควินจะไม่ได้ยินก็จริงหากว่าเป็นเขาเมื่อก่อนละก็คงไม่ได้สัมผัสการได้ยินจากระยะไกลได้แต่ตอนนี้ไม่ใช่แม้แต่แว่วเสียงที่ดังเข้ามาจากระยะไกลถึงสามสิบกิโลเมตรเขาก็แปลสาส์นได้ทั้งหมด


    สิ่งที่ลาเวเรียผู้เป็นพี่กล่าวมาถูกทั้งหมดเขาไม่อาจเก็บซ่อนความลับที่ชั่วร้ายแบบนั้นของอาริเชียเอาไว้ได้ตลอด แต่เขาก็ไม่อยากให้เธอแสดงท่าทางแบบนั้นออกมาอยู่ดี เพราะถ้ามันได้ออกมายังโลกภายนอกเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือเลวร้าย


    ………….



    ไม่ไกลจากจุดปะทะของสงครามมากนักก็มีชายคนหนึ่งกำลังหมอบคลานอยู่ที่พื้นด้วยสภาพบาดเจ็บสาหัส


    เขาถูกเค่นถึงการเคลื่อนไหวของพวกเควินที่ผ่านตาเขาไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนตอนนี้ชายที่สวมชุดดำกำลังเดือดดาลกับชายที่กำลังหมอบคลานอยู่




    "พวกมันไปทางไหน"


    "ทางนั้นครับ" เขาก็ชั้นิ้วไปที่ดินแดนแห่งภูติทำท่าทางนอบน้อมลงไป "ถ้าเช่นนั้นได้โปรดไว้ชีวิตน้อยๆของข้าด้วย"


    "เข้าใจแล้ว"


    "ขอบพระคุณที่ท่านเมตตา"


    "ถ้าเช่นนั้นก็ลาก่อน"


    เพลิงที่ลุกโชนบนมือก็แผดเผาบนร่างกายของคนผู้นั้นกลายเป็นผุยผงทันที


    "ไหนว่าจะปล่อย.....ข้า.....ไป" นั่นคือคำกล่าวสุดท้ายก่อนร่างกายของเขาจะสูญสลายไปใต้เพลิงเป็นพลังของชายชุดดำ


    "เหอะ พวกมดปลวกแค่ข้าเสียเวลาเค่นกับเจ้าก็ยี่สิบนาทีแล้วคิดเหรอว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปอย่างนั้นเหรอ"


    ชายชุดดำหยิบเครื่องรางบางอย่างขึ้นมามันคือเครื่องส่งสัญญาณระยะไกลที่ส่งผ่านได้ถึงหนึ่งพันกิโลเมตร พูดคุยบางอย่างผ่านเครื่องส่งสัญญาณราวห้านาทีก็เก็บกลับคืนมุ่งหน้าติดตามไปทางที่พวกเควินไปพร้อมเรียกกลุ่มของตนเองไปด้วยอีกยี่สิบคนซึ่งเป็นยอดฝีมือระดับผู้กอบกู้ขั้นที่เก้า


    การเดินทางของพวกเควินครั้งนี้ เควินไม่ได้ล่วงรู้เลยว่ามีกลุ่มคนจำนวนมากตามล่าเขาตามจุดหมายที่เขามุ่งไป สถานการณ์อันเลวร้ายกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า


    ……….......

    คล้ายกับเรื่องผู้สืบทอดลำดับเจ็ดแห่งเทพราชันจักรพรรดิแวมไพร์ (รอรีไรท์) ที่คุณอ่าน