ข่าวคราวการหมั้นหมายและพิธีมงคลสมรสระหว่างคุณข้าเล็กแห่งจวนสกุลซ่งกับเป่ยกุยอ๋อง กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงเซิ่งจิงต่างพูดถึงกันอย่างครึกครื้นที่สุดในยามนี้
ด้วยสกุลซ่งเป็นตระกูลขุนนางที่รุ่งโรจน์ถึงขีดสุด บิดาเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีผู้มีอำนาจล้นพ้น พี่ชายคนโตดำรงตำแหน่งในคณะเสนาบดี พี่ชายคนรองเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร อีกทั้งท่านตาของนางยังเป็นเสาหลักค้ำจุนราชสำนัก เมื่อฝ่ายเจ้าบ่าวคือเป่ยกุยอ๋องผู้ทรงเกียรติยศและเปี่ยมด้วยบารมี งานมงคลสมรสครั้งนี้จึงกลายเป็นที่จับตามองของคนทั่วทั้งแผ่นดิน
ทว่าสิ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนและเสียงฮือฮาให้แก่ผู้คนยิ่งกว่า คือการที่ฮ่องเต้เซียวเฉิงต้าทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานวิวาห์ครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องมงคลบรรณาการล้ำค่ามากมายนับไม่ถ้วน เพื่อแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ทรงมีต่อทั้งสองตระกูล
——————
ก่อนวันมงคลจะมาถึง ฮองเฮาตวนหรูทรงมีรับสั่งโปรดให้เหยาเหยาเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ณ ตำหนักใน
ภายในตำหนักอันหรูหรา ฮองเฮาทอดพระเนตรดรุณีน้อยตรงหน้าที่บัดนี้เติบโตเป็นสาวงามสะพรั่งด้วยความเอ็นดู “จำได้หรือไม่ ยามที่เจ้าเข้าวังมาในครั้งแรก เจ้ายังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ทว่ากลับตอบปริศนาคำทายของรัชทายาทได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว... เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก บัดนี้เจ้ากำลังจะออกเรือนเสียแล้ว”
“สกุลซ่งและตัวเจ้า มีคุณูปการต่อราชสำนักอย่างใหญ่หลวง” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงจริงใจและอ่อนโยน “หากมิใช่เพราะพวกเจ้าช่วยกันปราบปรามกบฏอ๋องรองในครานั้น ป่านนี้ตัวข้าและรัชทายาทคงไม่มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้... สำหรับข้าแล้ว เจ้าเปรียบเสมือนหลานสาวแท้ๆ ขอให้งานสมรสของเจ้าราบรื่นไร้อุปสรรค และมีความสุขตราบนานเท่านาน”
พระองค์ทรงเอื้อมพระหัตถ์ประคองปิ่นทองคำประดับหยกล้ำค่าลวดลายประณีต พระราชทานให้แก่เหยาเหยาด้วยพระองค์เอง
เหยาเหยาก้มลงคำนับรับของพระราชทานด้วยความซาบซึ้งใจลึกซึ้ง
'ฮองเฮาทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและใจดีเหลือเกิน' นางคิดในใจ 'ถึงแม้ในเนื้อเรื่องเดิม ฮองเฮาและรัชทายาทต้องพบจุดจบอันน่าอนาถจากการยึดอำนาจของอ๋องรอง... ทว่าในชาตินี้ ทั้งสองพระองค์ทรงปลอดภัย และรัชทายาทก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างชอบธรรมในอนาคต ดีใจจริงๆ ที่ข้าได้มีส่วนร่วมในการพลิกผันโชคชะตาอันโหดร้ายนี้ได้สำเร็จ'
——————
ในเวลาต่อมา รัชทายาทเซียวจิ่งเฉินก็เสด็จมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมทั้งนำของขวัญมาพระราชทานด้วยพระองค์เองเช่นกัน
“คุณข้าซ่ง ขอแสดงความยินดีด้วยนะ” รัชทายาทหนุ่มแย้มสรวลอย่างอบอุ่น “ยังจำปริศนาคำทายที่ข้าเคยถามเจ้าในวัยเยาว์ได้หรือไม่ วันนี้ข้ามีปริศนาสุดท้ายจะมาถามเจ้า... สิ่งใดเอ่ยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทว่าสัมผัสได้ด้วยหัวใจ และเป็นสิ่งเยียวยาที่ทำให้สกุลซ่งก้าวข้ามทุกอุปสรรคมาได้จนถึงทุกวันนี้?”
เหยาเหยายิ้มบางพลันตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “ความรักและความผูกพันของคนในครอบครัวเพคะ”
เขาพยักหน้าอย่างพอใจยิ่ง “ถูกต้องแล้ว... สกุลซ่งทำให้ข้าได้ประจักษ์ว่า พลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหาใช่อำนาจล้นฟ้าหรือกองทหารเกรียงไกร ทว่าคือความรักและความสามัคคีกลมเกลียวของคนในครอบครัว ขอให้เจ้านำพาพลังอันยิ่งใหญ่นี้ไปสร้างรังนอนแห่งใหม่ของเจ้าด้วยเช่นกัน”
'รัชทายาททรงเป็นผู้ทรงคุณธรรมโดยแท้' เหยาเหยาคิดในใจด้วยความเลื่อมใส 'แผ่นดินต้าเหยียนช่างโชคดียิ่งนักที่จะได้มีจักรพรรดิผู้ปรีชาสามารถและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมเช่นนี้ในภายภาคหน้า'
ก่อนเสด็จกลับ รัชทายาทยังทรงมีพระบัญชาพิเศษ โปรดให้ขบวนวิวาห์ของเหยาเหยาและเป่ยกุยอ๋องได้รับการอารักขาจากกองทหารรักษาพระองค์อย่างสมเกียรติ ทั้งยังทรงส่งเครื่องบรรณาการจากราชสำนักเข้าร่วมในขบวนขันหมาก นับเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ตระกูลขุนนางตระกูลหนึ่งจะพึงได้รับ
ข่าวคราวนี้ยิ่งทำให้งานวิวาห์ของสกุลซ่งกลายเป็นที่สรรเสริญไปทั่วทั้งตรอกซอกซอยในเซิ่งจิง ผู้คนต่างพากันชื่นชมว่าสกุลซ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น สมฐานะตระกูลผู้กอบกู้แผ่นดินอย่างแท้จริง
เหยาเหยาที่รับรู้ถึงเกียรติยศทั้งหมดนี้ อดไม่ได้ที่จะทึ่งในความเปลี่ยนแปลงของวงล้อแห่งโชคชะตา 'ในนิยายฉบับเดิม สกุลซ่งเป็นเพียงตัวประกอบที่ต้องตายหมู่ ไร้ผู้คนจดจำ... ทว่าในชาตินี้ สกุลซ่งกลับกลายเป็นตระกูลที่ผู้คนทั้งแผ่นดินต่างยกย่องแซ่ซ้อง และงานแต่งงานของข้าก็ได้รับพรจากราชสำนักอย่างสมเกียรติ ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวโดยแท้'
——————
เมื่อกลับถึงจวน บรรยากาศการเตรียมงานแต่งงานยิ่งทวีความคึกคัก และนับตั้งแต่เหยาเหยารู้ความจริงว่าคนในครอบครัวสามารถได้ยินเสียงในใจของนาง บรรยากาศภายในบ้านก็เปลี่ยนไป กลายเป็นความสนุกสนานและอบอุ่นในรูปแบบใหม่
ระหว่างร่วมโต๊ะอาหารค่ำ เหยาเหยาแกล้งนึกในใจอย่างออดอ้อน 'อยากกินน้ำแกงไก่ตุ๋นฝีมือท่านแม่จังเลย ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว...'
เสิ่นว่านอวี๋ที่ได้ยินเสียงหวานใสในใจของบุตรสาว พลันแย้มยิ้มทันที “พรุ่งนี้แม่จะตุ๋นน้ำแกงไก่ของโปรดให้เจ้ากินนะลูก”
เหยาเหยาหัวเราะคิกคักในใจ 'ว้าว! สะดวกสบายดีจัง ต่อไปนี้แค่นึกในใจ ท่านแม่ก็รู้หมดแล้ว ข้าไม่ต้องเหนื่อยเอ่ยปากพูดเลยด้วยซ้ำ!'
“เจ้าเด็กขี้เกียจตัวน้อย” เสิ่นว่านอวี๋เอ่ยเย้าด้วยความเอ็นดู “คิดจะใช้แม่เป็นเครื่องอ่านใจไปตลอดเลยหรืออย่างไร?”
เสียงหัวเราะของคนทั้งครอบครัวพลันดังประสานกันลั่นห้องโถง สิ่งที่เคยเป็นความลับอันน่าหวาดหวั่นที่ต้องปกปิดด้วยความระมัดระวัง บัดนี้กลับกลายเป็นสายใยแห่งความอบอุ่นและเรื่องราวสนุกสนานภายในบ้าน
ซ่งติ้งหย่วนแกล้งทอดถอนใจพลางบ่นอุบ “โธ่... หากข้ารู้แต่แรกว่าสามารถได้ยินเสียงในใจของน้องเล็กได้ ข้าคงได้ยินนางแอบชมความหล่อเหลาของพี่รองคนนี้ทุกวันไปแล้วกระมัง ฮ่าๆๆ”
เหยาเหยาหน้าแดงซ่านพลันค้อนขวับ 'พี่รองคนบ้า... ชอบเอาเรื่องเก่ามาล้อเลียนอยู่เรื่อยเลย!'
“พอเถอะน้องรอง อย่าแกล้งน้องเล็กเลย” ซ่งจิ้งอันผู้เป็นพี่ใหญ่เอ่ยปรามปนยิ้ม ก่อนจะหันมาสบตากับเหยาเหยาด้วยสายตาอันอ่อนโยน “เหยาเหยา... ตอนที่เจ้ายังเด็ก เจ้าเคยกังวลลึกๆ ในใจว่ากลัวจะเป็นภาระของครอบครัว กลัวว่าตนเองจะไร้ประโยชน์ พี่ใหญ่อยากบอกเจ้าว่า เจ้าไม่เคยเป็นภาระเลยแม้แต่เสี้ยววัน กลับกันเจ้าคือพรวิเศษที่สวรรค์ประทานลงมาช่วยให้ครอบครัวเราพ้นจากภัยพิบัติ และก้าวเดินมาจนถึงจุดนี้ได้”
เหยาเหยาฟังแล้วขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดโตเอ่อคลอคลอเบ้า
แม้แต่ความกังวลลึกๆ ที่นางซ่อนไว้เงียบเชียบ พี่ใหญ่อย่างซ่งจิ้งอันก็ยังรับรู้และโอบอุ้มมันไว้ ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางเป็นเพียงเด็กที่วันๆ เอาแต่คิดเรื่อยเปื่อยและไร้ความสามารถ ทว่าในสายตาของทุกคน เหบาเหยาคาดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะเป็นพรวิเศษของครอบครัวเสมอมา
ไออุ่นแห่งความรักอบอวลไปทั่วทั้งห้องโถง ความลับที่เคยต้องซ่อนเร้น บัดนี้กลับกลายเป็นโซ่ทองคล้องใจที่ผูกพันคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม
——————
ในคืนก่อนวันวิวาห์ เสิ่นว่านอวี๋เดินเข้ามาในห้องนอนของบุตรสาวเพื่ออยู่เป็นเพื่อนในค่ำคืนสุดท้าย
นางบรรจงใช้หวีไม้สางผมเส้นนุ่มของบุตรสาวอย่างทะนุถนอมและอ่อนโยน ดังเช่นที่เคยทำมาตั้งแต่เหยาเหยายังเป็นเพียงเด็กน้อย “พรุ่งนี้... เจ้าก็ต้องออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว แม่ยังจำได้ดี วันแรกที่เจ้าลืมตาดูโลก เจ้าเป็นทารกตัวน้อยที่ลืมตาขึ้นมามองแม่ แล้วแอบชมแม่ในใจว่าสวยเหลือเกิน”
เหยาเหยาหน้าแดงระเรื่อด้วยความเอียงอาย “ท่านแม่ยังจำเรื่องตอนนั้นได้อีกหรือเจ้าคะ น่าอายจริงเชียว”
“จำได้สิ เหตุใดแม่จะจำไม่ได้” เสิ่นว่านอวี๋ยิ้มทั้งน้ำตาที่เอ่อคลอ “ทุกความคิดของเจ้าตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา แม่ได้รับรู้ทั้งหมด และทุกถ้อยคำเหล่านั้นล้วนทำให้แม่ภาคภูมิใจและรักเจ้ามากขึ้นทุกวัน... เหยาเหยา เจ้าคือของขวัญล้ำค่าที่สวรรค์ประทานให้แก่พวกเรา”
สองร่างโอบกอดกันแน่น น้ำตาแห่งความรัก ความผูกพัน และความปิติหลั่งไหลรินอาบแก้ม
'ท่านแม่...' เหยาเหยาคิดทั้งน้ำตาพลางซบหน้าลงกับอกอุ่นของมารดา 'ขอบคุณที่ให้กำเนิดข้า ขอบคุณที่รักและปกป้องข้าอย่างดีที่สุดมาโดยตลอด... แม้ข้าจะออกเรือนไปแล้ว ทว่าใจข้าจะยังคงรักท่านแม่และครอบครัวเสมอนะคะ'
เสิ่นว่านอวี๋ที่ได้ยินเสียงในใจอันแสนอ่อนโยนของบุตรสาว พลันกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น “แม่รู้... แม่รู้ดีลูกรัก แม่ก็รักเจ้าที่สุดเช่นกัน”
——————
ตกดึก ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ เหยาเหยานอนลืมตามองชุดเจ้าสาวสีแดงชาดงดงามประณีตที่แขวนอยู่ตรงหน้า หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นระคนตื้นตันใจ
'พรุ่งนี้ข้าจะเข้าพิธีวิวาห์กับพี่หานแล้ว...' นางคิดพลางอมยิ้มแก้มแทบปริ 'จากเด็กหญิงที่โชคชะตากำหนดให้ต้องตายตั้งแต่อายุสามขวบ บัดนี้กลับได้กลายเป็นพระชายาของเป่ยกุยอ๋อง มีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียว มีคนที่ข้ารักอยู่เคียงข้าง... ชีวิตนี้ ข้าไม่ต้องการสิ่งใดไปมากกว่านี้อีกแล้ว'
'ต้องขอบคุณท่านยมบาลจริงๆ ที่ส่งข้ามาเกิดในโลกใบนี้ แม้ช่วงแรกจะวุ่นวายและเฉียดตายอยู่หลายครา ทว่าในท้ายที่สุด ข้ากลับได้รับทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เคยมีในชาติภพก่อน... ทั้งครอบครัวที่แสนอบอุ่น ความรักที่แท้จริง และความสุขที่เปี่ยมล้น'
นางยกมือกุมกำไลกระดิ่งทองเหลืองที่เป้ยจิ้งหานเคยมอบให้ตั้งแต่เยาว์วัยแนบอก ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พร้อมรอยยิ้มละมุนที่ระบายบนใบหน้า
'พรุ่งนี้... จะต้องเป็นวันที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของข้าอย่างแน่นอน'
เสิ่นว่านอวี๋ที่ยังคงยืนเฝ้ามองอยู่หน้าประตูห้อง ได้ยินเสียงความคิดอันเปี่ยมสุขของบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่นางจะก้าวสู่อีกบทบาทหนึ่งของชีวิต น้ำตาแห่งความปีติพลันไหลอาบแก้ม นางคลี่ยิ้มบางก่อนจะค่อยๆ ดึงบานประตูให้ปิดลงอย่างเงียบเชียบและแผ่วเบา