Chapter 1
Lm’ Part
สวัสดีวันจันทร์
มีใครอยากทักทายวันจันทร์ด้วยความรู้สึกยินดีบ้างไหมครับ ผมคนหนึ่งแหละที่บอกเลยว่าไม่! ผมไม่ชอบวันจันทร์โดยเฉพาะวันจันทร์ที่มีเรียนเช้า มันเป็เช้าที่ไม่สดใสเอาชะเลย และยิ่งตอนนี้ผมกำลังจะเข้าเรียนไม่ทันเพราะตื่นสาย
อืม…เป็เช้าที่ตื่นเต้นดี
ตื่นเต้นก็เหี้ยแล้ว!!!
“รอด้วยครับ!” ผมะโบอกคนในลิฟท์ขณะที่ตัวผมอยู่หน้าตึก ก่อนจะรีบวิ่งกะจะพุ้งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเกือบล้มหัวทิ่มเมื่อมีคนจากอีกฝั่งวิ่งมาพอดี
“ขอโทษครับ” อีกฝ่ายเอ่ย
ผมพยักหน้าให้อีกฝ่ายหวังจะก้าวเข้าไปในลิฟท์ ก่อนจะชะงักเมื่อคนข้างๆ ก็ก้าวเข้าไปพร้อมผมเช่นกัน
บางทีพระเ้าก็ไม่เข้าใจว่าผมรีบ!
“เข้าไปก่อนเลยครับ” ผมถอยออกมาเล็กน้อยให้อีกฝ่ายเข้าไปก่อน ถ้ามันแต่ยึกยักอย่างนี้คงไม่ได้ไปไหนกันพอดี แต่ดูเหมือนว่าพอถึงทีผมพื้นที่มันค่อยข้างจะน้อยนิดแต่ใครจะสนกันล่ะไม่อยากเดินขึ้นบันไดชะหน่อย
พอผมเข้าไปเท่านั้นแหละครับ ก้าวขาออกแทบไม่ทันเมื่อสัญญาณบอกว่าลิฟท์รับน้ำหนักเกินก็ดังขึ้น
กูก็ไม่ได้หนักขนาดนั้นนะโว้ยยย
“แฮ่กๆ ขออนุญาตครับ” เปิดประตูเข้าไปโดยไม่ได้รอคำอนุญาตใดๆ ก่อนจะยืนเด่นเป็สง่าท่ามกลางนักศึกษาคนอื่นไปกับสายตาอาจารย์ที่มองมา
หันมามองกูหมดเลยทีนี้
“สายั้แ่คาบแรกเลยนะคะนักศึกษา” เสียงเข้มมาเลยครับแม่
“ขอโทษครับ”
ผลของการมาสายคือ โดนอาจารย์มองแรง เพื่อนในห้องมองมาแล้วขำ และสุดท้ายที่นั่งที่เหลือเลือก โอเค…ผมจะคิดชะว่าดีกว่าไม่มีที่นั่งก็แล้วกัน
“มีคนนั่งไหมครับ” ผมถามออกไปอย่างมีมารยาท แต่สิ่งที่คนตรงหน้าตอบกลับมานี่สิ
“ไม่มีใครมาสายกว่านี้แล้วมั้ง”
ใครเขาให้ปากหมาั้แ่ครั้งแรกที่เจอกันวะ
ผมมองคนตรงหน้าแล้วก็ต้องชะงักเมื่อภาพไอ้คนที่ผมเสียสละให้เข้าลิฟท์ก่อนผุดขึ้นมาในหัว ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ก็สายพอๆ กันนั่นแหละ แค่คุณไม่ได้เดินขึ้นบันได” มันหันมามองผมก่อนจะทำหน้างงๆ แล้วทำหน้าเหมือนจะนึกอะไรออก
“อ่อออ มึงนั่นเอง” มันส่งยิ้มกว้างมาให้ผมทันทีที่นึกออก
ยังไม่หายแค้นที่ผมต้องเดินขึ้นบันไดเลยนะเว้ย
ผมจำใจนั่งลงเพราะไม่มีที่นั่ง เลิกสนใจคนที่ปากหมาั้แ่ครั้งแรกที่เจอกันแล้วหยิบสมุดขึ้นมาเล็คเซอร์ แต่ดูเหมือนคนข้างๆ มันจะเริ่มทำลายสมาธิของผมชะแล้วสิ
“ขอบใจเื่ลิฟท์ไม่อย่างนั้นคงได้เดินขึ้นบันได เหนื่อยแย่เลย” เออ เหนื่อยแย่เลยกูเนี่ย
แล้วเื่อะไรผมจะคุยกับมันล่ะครับ คนยิ่งวิ่งมาเหนื่อยๆ อยู่
“กูชื่ออิฐนะ มึงชื่ออะไร” แต่ดูเหมือนไอ้คนข้างๆ มันจะไม่ได้สนใจท่าทางที่ผมแสดงออกไปเลยสักนิด
“เงียบหน่อย”
“ก็บอกชื่อมาดิ เรียนด้วยกัน นั่งข้างกันก็ต้องรู้จักกันไว้ปะ”
แล้วไอ้ที่กูแสดงออกอยู่เนี่ยไม่เข้าใจเลยสินะว่าไม่อยากรู้จักมึงน่ะ
“….”
ทั้งที่คิดว่าถ้าไม่ตอบแล้วเมินมันจะยอมหยุดแต่ผมกลับคิดผิดเมื่อคนข้างๆ แย่งปากกาที่ผมกำลังจดตามอาจารย์ที่กำลังบรรยายอยู่
ผมหันไปมองอย่างเคืองๆ เพื่อนก็ไม่ใช่แถมยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
“มึงชื่ออะไร” มันถามย้ำ
“ขอปากกาคืนด้วย” นอกจากจะไม่คืนแล้วยังเอาของไปเขียนเล่นหน้าตาเฉยอีก
ทำไมหน้ามึนอย่างนี้วะ
“แค่บอกชื่อเองน่า” มันหันมายิ้มให้ผม ไม่สำนึกว่ากำลังทำให้คนอื่นรำคาญเลยแม่ง
“ไร้สาระ” แย่งไปได้ผมก็ต้องแย่งกลับคืนมาได้เหมือนกันล่ะวะ
“แค่อยากรู้จักเอง” ยิ้มอีกแล้ว
“นายวายุ ธนวัฒน์ หืม...ชื่อวายุรึป่าว” แย่งปากกาผมไม่พอยังหยิบสมุดผมไปอีก
มึง้าอะไรจากกูครับ!
“ชื่อลมทีนี้ก็เลิกกวนสักที”
“ก็แค่เนี้ยะ”
เ้าตัวยิ้มอย่างพอใจเมื่อผมยอมแพ้ ก่อนจะเลิกสนใจผมแล้วหันไปสนใจมือถือของตัวเองแทน
ผมลอบมองใบหน้าอีกคนทั้งๆ ที่จะไม่สนใจแล้วแท้ๆ แต่แค่อยากรู้ว่าคนนิสัยแบบนี้มันหน้าตาเป็ไง เห็นได้ชัดว่าคนข้างๆ ผมเป็คนที่หน้าตาดีคนหนึ่ง ยอมรับก็ได้ว่าดีมากๆ น่าจะเป็ที่สนใจของใครหลายๆ คนอยู่เหมือนกัน หน้าคม คิ้วเข้ม ผิวขาว แต่ไม่ถึงกับขาวมาก เครื่องหน้าสวยดูๆ แล้วลงตัวสุดๆ อีกอย่างผมเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายในเสื้อช็อปที่คล้ายๆ กับผมแต่ต่างกันตรงที่สีเสื้อผมเป็สีแดงส่วนของอีกฝ่ายเป็สีน้ำเงินซึ่งบอกได้เลยว่ามันเรียนวิศวะ ส่วนผมเรียนเกษตร
“แหนะ แอบมองหรอ” ผมสะดุ้งทันทีที่อยู่ๆ มันก็หันมา
เอาแล้วไงเมื่อกี้ยังลีลาไม่บอกชื่อเขา แต่ตอนนี้กลับไปมองหน้าเขาเฉย ไอ้ลมเอ้ยย
ผมไม่ตอบอะไรอีกอย่างไม่รู้ว่าทำหน้าแบบไหนอีกฝ่ายถึงหัวเราะชอบใจแบบนั้น
“มองได้นะ ไม่คิดตังหรอก” มันยิ้มให้ผมอย่างเคย คนอะไรมันจะยิ้มเก่งขนาดนั้นวะ
เอาจริงๆ นะที่อาจารย์สอนก็ไม่ค่อยจะรู้เื่อยู่แล้ว ยังต้องมาเจอคนกวนประสาทอีก
“ยิ้มบ้างก็ได้มั้งบางที”
“สนิทกันหรอ” สงสัยจะคิดดังไปหน่อยแฮะ
มันมองผมอึ้งๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ยิ้มเ้าเหล่ห์ ก่อนจะพูดประโยคที่ชวนหงุดหงิดขึ้นมา
“อยากสนิทก็ไม่บอก” กวนตีน! นี่คือคำนิยายที่ผมให้กับคนข้างๆ
ให้ตายเถอะคาบหน้าผมจะไม่มานั่งข้างมันอีกแน่ๆ สาบานเลย
“สองคนข้างหลังคุยอะไรกันคะ สำคัญกว่าที่อาจารย์สอนอยู่รึป่าว”
ผมได้แต่ผงกหัวเป็เชิงขอโทษ ก่อนจะหันมามองคนข้างๆ ที่ยังลอยหน้าลอยตาไม่สำนึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น
ที่ผมชมมันว่าหน้าตาดีมันก็ใช่ แต่คงดีแค่หน้าตามั้งครับ
“เดี๋ยวอาจารย์จะมีงานคู่นะคะนักศึกษา จับคู่กันแล้วมันรับหัวข้องานกับอาจารย์เลยค่ะ”
พออาจารย์ชี้แจงเสร็จผมก็เริ่มมองหาคนที่พอจะเป็คู่ของผมทันที
“เอ่อ คุณ..” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยคก็มีมือใครบางคนคว้าแขนผมไว้ชะก่อน พอหันไปก็ต้องเซ็งเพราะคนที่คว้าแขนผมไว้ก็เ้าเก่าเ้าเดิมนั่นแหละ
“คู่กับกู” ฟังดูเหมือนคำไม่ใช่ประโยคเชิญชวนแต่ผมว่ามันน่าจะเป็ประโยคบังคับมากกว่า
“ไม่ล่ะ ผมจะไปหาคู่กับคนอื่น”
“คนอื่นเขามีคู่กันหมดแล้วเนี่ย เอาน่ากูช่วยทำงานนะไม่กินแรงมึงแน่ๆ ”
หันไปมองคนอื่นก็เหมือนจะจับคู่กันหมดแล้วจริงๆ อย่าหาว่าผมเื่มากหรือเล่นตัวเลยนะ แต่ผมไม่อยากคู่กับอีกฝ่ายจริงๆ ว่ะ รู้สึกไม่ถูกชะตา
“อาจารย์ครับ ทำคนเดียวได้ไหมครับ”
“ทำคนเดียวก็ไม่ใช่งานคู่สิคะ” โอเค จบเลยครับ
“ไม่เห็นต้องทำเป็ไม่ชอบกันขนาดนั้นเลยนี่หว่า”
“เขียนชื่อไปส่งอาจารย์ด้วย”
เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่คนเื่มากอะไรขนาดนั้นหรอกครับ แค่ถ้าได้ตามที่อยากได้ก็ดีแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็ไร
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ค่ะ อย่าลืมทำงานส่งกันด้วยนะคะ”
จบคาบสักที โครตง่วงงง
“ขอเบอร์หน่อยดิ” แรงสะกิดจากด้านหลังทำให้ผมหันไปมอง
“หืม”
“เผื่อนัดกันทำงานไง กูไม่ทำคนเดียวหรอกนะ” ก็ไม่ได้จะให้ทำคนเดียวหรอกเว้ย
ผมรับมือถือจากมันมากดเบอร์ก่อนจะส่งคืนแล้วเก็บของลงกระเป๋าเตรียมออกจากห้อง แต่ก็มีเสียงดังตามหลังทำให้รู้สึกหงุดหงิดเล่นๆ
“ไว้โทรจะหานะ!”
จากที่ไม่ชอบวันจันทร์ คราวหน้าอาจจะกลายเป็เกลียดเลยก็ได้นะ
ผมเดินมาถึงโรงอาหารใต้ตึกเรียนอย่างเซ็งๆ คุณเคยคิดไหมครับว่าแต่ละวันเนี่ยเราจะกินอะไร ข้าวก็มีอยู่แค่สามมื้อยังคิดเมนูยากเลย บางวันก็เหมือนปัญหาโลกแตกที่ไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี
สุดท้ายก็มายืนโง่ๆ อยู่หน้าร้านอาหารตามสั่ง ก่อนจะสั่งเมนูที่กินประจำแต่ยืนเหมือนกำลังคิดจะสั่งอย่างอื่น
“กระเพราหมูสับจาน…”
“2 จานครับ” ใครมันมาพูดแทรกผมวะ
พอหันไปมองแล้วต้องคิดในใจว่า ไอ้นี่อีกแล้วหรอวะ
“รอแปปนึงนะพ่อหนุ่ม”
“คร้าบบ” ยิ้มได้เรี่ยราดจริงๆ
“นั่งตรงไหนอะ นั่งด้วยคนดิ” ได้ข่าวว่าเพิ่งรู้จักกันไม่กี่ชั่วโมงก่อนแต่เข้ามากอดคอผม
เหมือนรู้จักกันมาเป็ชาติ
“ปล่อย”
“หวงตัวชะด้วย”
ผมมองหน้ามันเป็เชิงบอกว่าไม่เล่นด้วย
ช่วยบอกทีว่าไอ้นี่มัน้าอะไรจากผม!
“โอเคๆ พูดเล่นน่า สรุปนั่งไหนกูนั่งด้วยนะไม่มีเพื่อนอะ”
“เพื่อนไม่คบหรอ” เคยบอกรึยังครับว่าผมปากหมาในระดับหนึ่ง แต่เลือกคนอยู่นะครับ และไอ้คนข้างๆ ก็เป็คนที่ถูกเลือก
ผมว่ามันควรดีใจนะ หึๆ
“แรงนะเนี่ย” แต่หน้าตาดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยนะ
“แล้วไม่จริงหรอ”
“เห้ย หน้าแบบนี้มีแต่คนอยากคบนะเว้ย” หมั่นหน้ามากถึงมันอาจจะเป็เื่จริงก็เถอะ
“มีดีแค่หน้าตารึเปล่า” คราวนี้ท่าจะะเืครับ มันหน้าเหวอไปแปปนึงก่อนจะยิ้มออกมา แต่ผิดคาดมันเป็รอยยิ้มซื่อๆ แทนที่จะเป็รอยยิ้มเ้าเหล่ห์
“ถ้าอยากรู้ว่ากูมีดีแค่หน้าตารึเปล่า ก็ลองมาสนิทดูสิ”
คราวนี้มันเปลี่ยนไปยิ้มเ้าเล่ห์ เป็รอยยิ้มที่ดูไม่น่าไว้ใจแต่ทำให้มันดูดีไปอีกแบบ แล้วผมจะไปชมมันทำไมวะเนี่ย
ไลน์~
ผมหยิบมือถือขึ้นมาดูนึกว่าเป็ไอ้ต้นไม้เพื่อนสนิทไลน์มา แต่ต้องแปลกใจเมื่อไม่ใช่แถมเป็ใครก็ไม่รู้
A_d
แล้วก็ต้องกระจ่างเมื่อคนตรงหน้าพูดขึ้น
“อย่าลืมตอบแชทด้วยล่ะ” แล้วก็ส่งยิ้มพิมพ์ใจมาให้อีกตามเคย
ประจวบเหมาะกับคิวผมได้ข้าวพอดี ผมจึงลุกไปโดยไม่ได้ตอบอะไรกลับแม้กระทั่งข้อความ
ใครจะตอบกันล่ะแค่คุยยังไม่อยากคุยเลย
.......................................
“เป็ไงมึง อาจารย์ใจดีปะ”
เสียงร่าเริงที่ดังข้างๆ หูทำให้ผมที่ฟลุบอยู่กับโต๊ะเงยหน้าขึ้น
ต้นไม้ เป็เพื่อนสนิทของผม ผมกับมันรู้จักกันตอนปี1เห็นหน้าตาทรงโจรแบบนี้นึกว่าจะโหดแต่โคตรอ่อนไหวชิบหาย แถมยังพูดมากไม่เข้ากับหน้าคมเข้มแบบชายไทยกับผิวสีแทนของมันเลยสักนิด
“ไปสาย อาจารย์คงจะเล็งกูไว้ละ”
“มัวแต่อินดี้ไม่ยอมหลับยอมนอนไง”
เขาเรียกติสเว้ย
“ไม่เกี่ยว”
“เออ เดี๋ยวตอนเย็นกูไปรับน้องแยมนะ”
น้องแยมที่ว่าคือแฟนไอ้ต้นไม้มันครับ หลงยิ่งกว่าอะไรไปรับไปส่งเขาทุกวี่ทุกวัน ก็อย่างว่าแหละคนมันเป็แฟนกันนี่ครับ ส่วนคนโสดอย่างผมก็คงไปไหนมาไหนคนเดียวอย่างนี้แหละ
“อืม”
“ไม่น้อยใจนะคะคนดี” จีบปากจีบคอไม่พอยังทำหน้าทำตาอ้อนตีนอีก
“อ้อนนะมึง” อ้อนตีนน่ะสัส
“55555 อย่าน้อยใจเลยน่ายังไงเค้าก็รักตัวคนเดียวแหละ”
ผมผลักหัวมันก่อนที่หน้ามันจะโน้มมาใกล้ผมมากกว่านี้
“ใจร้ายจัง”
นอกจากจะไม่สำนึกแล้วยังมีหน้ามาพูดอีก หัวเราะชอบใจนักนะมึงทุกวันนี้คนทั้งคณะคิดว่าผมกับมันกินกันเองจริงๆ อยู่แล้ว ทั้งที่สภาพผมกันมันไม่มีทางไหนที่คิดไปในทางนั้นได้เลย ผู้ชายตัวโตๆ สองคนเนี่ยนะ ถึงแม้มันจะดูสูงกว่าผมมีกล้ามกว่าผมเพราะมันชอบเล่นกีฬาก็เถอะ
แค่คิดก็ขนลุกละ
“ได้เวลาเข้าเรียนแล้วที่รักก” มันใช้แขนหนักๆ ของมันกอดคอผมแล้วกระชากผมให้เดินไปกับมัน ใช่ครับกระชากใช้คำนี้ไม่ผิดหรอก เพราะไอ้นี่มันแรงควาย!
คาบบ่ายเป็คาบที่ง่วงโคตรๆ ง่วงแล้วง่วงอีกแต่ต้องทำเหมือนตั้งใจฟังอาจารย์สอนชะเต็มประดา ยอมรับว่าไม่ใช่พวกเด็กเรียนอะไร บอกเลยว่าเด็กเกษตรอย่างผมถ้าไม่ใช่วิชาเอกก็จะประมาณนี้แหละครับ ง่วงได้ง่วง หลับได้หลับ แต่ตอนนี้ไอ้ที่ฟลุบอยู่กับโต๊ะข้างๆ ผมมันทำให้อาจารย์สนใจพวกเรานี่สิ
“ไอ้ไม้ ตื่น” ผมใช้ศอกสะกิดไอ้ไม้แรงพอสมควรจนมันสะดุ้ง
“อะไรวะ” ตื่นมาด้วยเสียงอีกไอ้ห่านี่
ผมพยักเพยิดไปหน้าห้อง ทำให้มันได้พบกับสายตาอาจารย์ที่จ้องมองมา แต่ถามว่าไอ้ข้างๆ ผมมันแคร์ไหมบอกเลยว่าไม่ ยังมีหน้าไปยิ้มกวนตีนใส่อาจารย์อีก
“กูว่ากูรู้เกรดวิชานี้แล้วว่ะ”
“กูรู้ั้แ่เห็นชื่ออาจารย์ละ”
เรียนก็ไม่รู้เื่แถมยังนั่งง่วงทั้งคาบอีก สงสัยต้องพึ่งความเฟรนลี่ของไอ้ไม้อีกตามเคย
เฟรนลี่ยังไงน่ะหรอครับ ตีสนิทขอลอกเล็คเชอร์ยังไงล่ะงานถนัดมันล่ะแล้วผมก็ได้อานิสงส์จากมันด้วยทำแบบนี้ั้แ่ปีหนึ่ง ที่ได้เป็เพื่อนกันเพราะมันคิดว่าผมฉลาดก็เลยมาตีสนิทด้วย แต่ก็นั่นแหละครับผมไม่ได้ถึงขั่นโง่แต่ก็ไม่ได้ฉลาดเป็กรด ยังจำคำที่มันบอกตอนนั้นได้เลยครับ
“กูคิดว่ามึงจะฉลาดเหมือนหน้าตาซะอีก”
ตอนนั้นก็แอบเคียงมันนิดๆ แต่พอคบกับมันไปก็รู้ว่าบางคำพูดไม่สิคำพูดส่วนมากมันจะหาสาระไม่ค่อยได้ และอย่าได้ไปคิดมากกับคำพูดมันเชียวไม่อย่างนั้นคุณนั่นแหละจะได้บ้าตายชะก่อน
ไลน์~
ไลน์~
“ใครไลน์มาวะ”
“ไม่เสือกดิ” ไอ้ไม้มันเบะปากใส่ผมแล้วทำหน้างอนๆ ตามสไตล์มัน
คิดว่าน่ารักมากมั้ง
ผมหยิบมือถือขึ้นมากดดู แล้วก็ต้องวางลงไว้อย่างเดิมเพราะอะไรน่ะหรอเพราะเ้าของชื่อไลน์ยังไงล่ะ
A_d
ปล.ฝากเด็กเกษตรด้วยฮับบ