จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 69 เรื่องราวมักจะเกิดที่เหลา

                หลังจากช่วยเหลือหลิวเมิ่งออกมาได้ไป๋หยุนเฟยก็มุ่งหน้ากลับโรงเตี๊ยมของตน

                ภายในห้องไป๋หยุนเฟยวางร่างหลิวเมิ่งลงบนเตียงอย่างแผ่วเบาก่อนจะถามด้วยท่าทีเปี่ยมกังวล“เมิ่งเอ๋อร์ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?ท่านบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”

                หลิวเมิ่งแย้มยิ้มกล่าวอย่างนุ่มนวล“ข้าสบายดี หยุนเฟยท่านไม่ต้องกังวลพวกมันบังคับให้ข้ารับประทานยาจึงทำให้ทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงแต่สมควรไม่เป็นปัญหาเพราะข้ารู้สึกว่าร่างกายค่อยๆฟื้นฟูทีละน้อยคาดว่าก่อนยามเช้าวันพรุ่งนี้คงหายดี...”

                “จริงหรือ? ท่านแน่ใจนะ?”ไป๋หยุนเฟยมองดูสีหน้าหลิวเมิ่งอย่างละเอียดหลังจากใคร่ครวญเล็กน้อยจึงกล่าวอย่างกังวล“ข้าคิดว่าข้าสมควรไปเชิญผู้อาวุโสจากสำนักหลิวขจีมาดูอาการท่านแม้จะต้องรบกวนผู้อาวุโสอยู่บ้างแต่ก็ช่วยให้ข้าวางใจต่ออาการของท่านได้”

                ขณะที่จะลุกขึ้นไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกได้ว่าหลิวเมิ่งกุมมือซ้ายมันไว้นางกล่าวเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “หยุนเฟยท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นข้าได้ยินจากพวกมันว่ายาชนิดนี้เพียงทำให้ร่างกายเป็นอัมพาต จิตใจว้าวุ่นไม่อาจใช้พลังวิญญาณชั่วคราวจึงทำให้ทั้งร่างข้าไร้พลังและไม่อาจเคลื่อนไหวได้...”

                เมื่อมือถูกหลิวเมิ่งฉุดดึงไว้ไป๋หยุนเฟยจึงรู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ้างมันนั่งลงบนเตียงอีกครั้งพร้อมกับกล่าวเสียงค่อย “ถ้าเช่นนั้น... ตกลงแต่หากพรุ่งนี้เช้าท่านยังรู้สึกไม่สบายอยู่ข้าจะพาท่านไปขอความช่วยเหลือยังสำนักหลิวขจี”

                หลิวเมิ่งเผยใบหน้ายิ้มแย้มนางใช้สีหน้าที่แดงซ่านจับจ้องไป๋หยุนเฟยอยู่เนิ่นนานก่อนจะกล่าวอย่างนุ่มนวล“หยุนเฟยขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า ข้าทราบดี... ว่าท่านจะต้องมา”

                ไป๋หยุนเฟยเบือนสายตาหลบด้วยความเคอะเขินพร้อมกับกระแอมเบาๆกล่าวว่า“เมิ่งเอ๋อร์อย่าได้กล่าวเช่นนั้น ที่สุดแล้วเป้าหมายพวกมันก็คือข้าทั้งหมดเป็นเพราะข้าไปล่วงเกินพวกมันก่อนท่านจึงถูกคร่ากุมตัวไป”

                “แต่ท่านล่วงเกินพวกมันเพราะข้าไม่ใช่หรือ?”

                หลังจากกล่าวจบดูเหมือนหลิวเมิ่งจะระลึกได้ว่าคำพูดนี้มีความหมายแฝงอยู่ใบหน้านางจึงกลายเป็นแดงฉาน

                สาวใช้เสี่ยวหนิงที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างตลอดเวลาด้วยดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นบรรยากาศระหว่างหนุ่มสาวทั้งสองเช่นนี้ก็กรอกตาหัวเราะอย่างไม่อาจกลั้นได้ก่อนจะแสร้งแสดงท่าทีสูงส่งกล่าววาจาราวกับเป็นผู้อาวุโส “ขอบอกต่อพวกท่านเห็นได้ชัดว่าพวกท่านล้วนมีใจตรงกันไฉนจึงแสร้งเป็นไม่เข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน?”

                “แค่กแค่ก แค่ก!!” ไป๋หยุนเฟยไอแห้งๆสองสามคราก่อนจะยืนขึ้นกล่าวว่า “เมิ่งเอ๋อร์ร่างกายท่านยังไม่แข็งแรงจึงสมควรพักผ่อนให้มาก ข้าจะกลับไปพักผ่อนเช่นกันการต่อสู้เมื่อครู่สร้างความเหน็ดเหนื่อยยิ่งนักหากท่านต้องการสนทนาก็เป็นพรุ่งนี้เถอะ”

                จากนั้นชายหนุ่มจึงออกจากห้องด้วยท่าทีเขินอายที่ด้านหลังก็ปรากฏเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานของเสี่ยวหนิงและเสียงดุด่าของหลิวเมิ่งดังมาแผ่วเบา

                เมื่อออกมาจากห้องแล้วไป๋หยุนเฟยรีบปิดประตูยามที่หันกลับมาท่าทีเขินอายบนใบหน้าก็สาบสูญไปกลายเป็นสีหน้าอันเคร่งขรึมมาแทนที่!

                มันยืนอย่างเงียบงันที่หน้าประตูอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่อาจได้ยินเสียงจากนั้นจึงลงไปชั้นล่างหาเถ้าแก่เพื่อเปิดห้องพักอีกห้องและปิดขังตนเองในห้องอย่างเงียบงัน

                …………

                วันต่อมาเมื่อไป๋หยุนเฟยพบกับหลิวเมิ่งอีกครั้งนางก็หายเป็นปกติมิหนำซ้ำยังมีท่าทีเบิกบานหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่เสี่ยวหนิงซื้อหามาแล้ว หลิวเมิ่งก็ชักชวนไป๋หยุนเฟยออกไปเดินเล่นที่ถนนด้านนอก

                วันนี้ท้องฟ้ามืดครึ้มแต่อากาศก็ไม่นับว่าเลวร้ายแม้จะไม่มีแสงแดดแต่อากาศก็เย็นสดชื่น ไป๋หยุนเฟยติดตามหญิงสาวทั้งคู่เดินเตร็ดเตร่โดยไร้จุดหมายบนถนน

                “หยุนเฟยท่านเป็นไรหรือ? ดูท่านเหม่อลอยตั้งแต่เช้า หรือเป็นเพราะเมื่อวานท่านได้รับบาดเจ็บ?”ได้ยินเสียงเปี่ยมความกังวลของหลิวเมิ่ง ไป๋หยุนเฟยจึงเงยหน้าขึ้นก็เห็นใบหน้างดงามอ่อนช้อยและดวงตากระจ่างใสที่เปี่ยมด้วยความสงสัยห่วงใยจับจ้องมาโดยไม่กระพริบตา

                ไป๋หยุนเฟยเบนสายตาไปด้านข้างเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยท่าทีลำบากใจ“ไม่ ข้าไม่เป็นไร เพียงเกรงว่า... หากคนจากตระกูลหลงมาพบพวกเราอยู่บนถนนเช่นนี้...”

                หลิวเมิ่งชะงักเล็กน้อยก่อนจะกล่าวกลั้วหัวเราะ“ท่านไม่ต้องกังวล ไม่ใช่ว่าเมื่อวานหลงเทากู่กล่าวว่าหากท่านเอาชนะพวกมันได้ก็จะไม่สร้างปัญหาแก่พวกเราอีก?อีกอย่างญาติมันทั้งสองคนก็ถูกท่านทำร้ายบาดเจ็บคาดว่าพวกมันไม่อาจฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนั้น”

                “พวกเราเชื่อถือคำพูดพวกมันได้หรือ...?” ไป๋หยุนเฟยฝืนยิ้มในใจแต่ใบหน้าปราศจากความผิดปกติมันกระตุ้นตนเองเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็เดินเล่นหาซื้อของที่ต้องการกันจากนั้น...”

                “หลังจากนั้นหยุนเฟยข้ามีเรื่องบางอย่างจะบอกท่าน...” หลิวเมิ่งพลันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหันพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ

                ไป๋หยุนเฟยกล้ำกลืนคำพูดจากนั้นจึงถามด้วยความงุนงง “ท่านต้องการบอกอะไรข้า?”

                “เรื่องนี้สักครู่ค่อยบอกต่อท่าน!”หลิวเมิ่งกลับหลบเลี่ยงสายตาพลางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ยามนี้พวกเราเดินเล่นก่อนข้าชอบบรรยากาศบนท้องถนนเช่นนี้ที่สุด! อีกสักครู่หากว่าพวกเราหิวจึงค่อยหาที่รับประทานกัน!”

                กล่าวจบก็ไม่รอให้ไป๋หยุนเฟยตอบรับหลิวเมิ่งล่วงหน้าไปพร้อมกับเสี่ยวหนิงอย่างรวดเร็วหญิงสาวทั้งสองพูดคุยถึงร้านค้าทั้งหลายริมถนนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างตื่นเต้น ไป๋หยุนเฟยลอบขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ถอนหายใจและติดตามพวกนางไปโดยไม่มีทางเลือก

                ……

                ด้านทิศตะวันตกของเมืองบนถนนที่คลาคล่ำด้วยผู้คนชายหนุ่มร่างผอมสูงแต่งกายด้วยสีดำทั้งร่างแสดงสีหน้าบูดบึ้งยามที่เดินท่ามกลางผู้คนอย่างเชื่องช้าคนผู้นี้ไว้ผมสั้นใบหน้าหล่อเหลา แต่รอบกายกลับแผ่กลิ่นไอลี้ลับชั่วร้ายออกมา

                “อาจารย์อาหยางช่างวุ่นวายนักท่านไปที่เมืองไป๋เฟิงหลายวันแล้ว ไฉนยังไม่กลับมาอีก?!” ขณะก้าวเดินชายหนุ่มก็พึมพำอย่างคับข้องใจด้วยเสียงแผ่วเบา“การออกจากสำนักช่างยากเย็นข้าต้องขอติดตามอาจารย์อาจึงออกมาได้”

                “แต่โชคยังดีที่ข้าฉลาดพอที่จะรออยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวแห่งนี้ไม่เช่นนั้นคงต้องเป็นเช่นอาจารย์อาข้าไม่ยอมทนอยู่ร่วมกับเหล่าบุรุษชุดคลุมดำที่น่าหดหู่พวกนั้นตลอดวันแน่”ยามที่มันเงยหน้าขึ้น ความคับข้องใจบนใบหน้าก็ลดลงไม่น้อยดวงตาของมันกวาดมองไปทั่วถนน “หึ หึ ที่เมืองชุ่ยหลิวแห่งนี้มีสตรีงดงามมากมายนักหลายวันที่อยู่ในเมืองนี้ข้ามีความสุขแทบตายแล้ว”

                ขณะถอนสายตาออกจากเรือนร่างของสตรีที่เย้ายวนใจชายหนุ่มก็ลูบท้องกล่าวกับตนเอง “หาที่รับประทานก่อนจากนั้นค่อยดูว่าจะหาสตรีที่สร้างความเคลิบเคลิ้มได้หรือไม่ หึ หึ...”

                ……

                ยามบ่ายบนชั้นสองของเหลาที่เลิศหรูแห่งหนึ่ง ไป๋หยุนเฟยและหญิงสาวทั้งสองคนนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างบนโต๊ะมีอาหารเลิศรสวางเรียงรายอยู่หญิงสาวทั้งสองคนกำลังรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยแต่ไป๋หยุนเฟยกลับเพ่งตามองบนถนนนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าว่างเปล่าไม่มีผู้ใดทราบว่ามันครุ่นคิดอันใดอยู่

                “หยุนเฟยไฉนท่านจึงไม่รับประทาน? หรืออาหารเหล่านี้ไม่ถูกปากท่าน?”เสียงของหลิวเมิ่งดังขึ้น ไป๋หยุนเฟยจึงถอนสายตากลับมาหาหญิงสาวที่มองมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลห่วงใย

                ไม่ทราบเพราะเหตุใดมันจึงสบตากับอีกฝ่ายเพียงชั่วครู่ก่อนจะก้มลงมองอาหารบนโต๊ะจากนั้นกล่าววาจาพลางสั่นศีรษะเล็กน้อย “ไม่เมื่อครู่ข้าเพียงครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง...”

                “หรือท่านยังกังวลเรื่องตระกูลหลง? พวกเราเดินเตร่บนถนนตลอดช่วงเช้าแต่ก็ไม่มีเรื่องราวใด? ท่านอย่าได้วิตกเกินไป...”หลิวเมิ่งแย้มยิ้มให้ก่อนจะคีบกระเพาะปลาใส่ชามให้แก่ไป๋หยุนเฟยพลางกล่าวว่า“รีบรับประทานดีไหม ท่านดู ท่านยังรับประทานข้าวไม่ถึงครึ่งชามเลย”

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าก่อนจะรับประทานอย่างแช่มช้าแต่ไม่ว่าผู้ใดก็ดูออกว่าจิตใจมันไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว

                “จริงสิหยุนเฟยข้าอยากถามท่านเรื่องหนึ่งมาตลอด เมื่อวานยามที่ท่านต่อสู้กับคนตระกูลหลงทั้งสามคน...ท่านใช้อาวุธอะไร? ไฉน ไฉนจึงดูเหมือน... ดูเหมือนก้อนอิฐ?” น้ำเสียงอยากรู้อยากเห็นของหลิวเมิ่งดังขึ้นที่แท้นางกับเสี่ยวหนิงก็รับประทานอิ่มแล้วและกำลังเท้าตางมองดูไป๋หยุนเฟยดูจากท่าทีราวกับนางเอ่ยปากถามเพราะจู่ๆก็พลันนึกเรื่องบางอย่างออก

                ตะเกียบในมือไป๋หยุนเฟยสั่นระริกผักที่เพิ่งคีบขึ้นมาก็ร่วงลงบนถาดชายหนุ่มจึงดึงมือกลับและวางตะเกียบไว้บนชามข้าว หลังจากลังเลชั่วครู่จึงกล่าวว่า“มิผิด นั่นเป็นก้อนอิฐจริงๆ”

                “ว่ากระไร?” หลิวเมิ่งร่ำร้องเสียงค่อยดวงตาที่งดงามของนางเบิกกว้างมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยแววตาเหลือเชื่อ“เป็นไปได้อย่างไร? ท่านได้ ท่านได้ก้อนอิฐ...ก้อนอิฐที่ร้ายกาจเช่นนี้จากที่ใด? หรือว่า...นั่นเป็นวัตถุวิญญาณกระมัง?”

                “มิผิดจะว่าเช่นนั้นก็ได้” ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะกล่าวเสียงแผ่วเบา

                “จริงหรือ? ช่างวิเศษนัก!ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีอาวุธเช่นนี้ อีกอย่างมัน...ราวกับมีบางอย่างที่พิเศษอย่างยิ่ง หรือท่านจะสร้างมันด้วยตนเอง? หรือท่านจะเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์?” หลิวเมิ่งถามด้วยน้ำเสียงสดใสสีหน้านางยังคงเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น

                ไป๋หยุนเฟยเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวว่า“ไม่ใช่... ท่านอาจารย์มอบให้ข้าไว้ เช่นเดียวกับทวนสีแดงนั้น ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์มอบของทั้งคู่ให้ข้าไว้...”

                “โอ?” หลิวเมิ่งกระพริบตาราวกับครุ่นคิดบางอย่างจากนั้นจึงกล่าวด้วยแววตายิ้มแย้ม “โอ ข้าทราบแล้ว อาจารย์ท่านห้ามเปิดเผยเรื่องนี้กระมัง?อืม ต่อไปข้าจะไม่ถามเรื่องนี้อีก...”

                “ที่จริง...”ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้ว ขณะจะกล่าวบางอย่างก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร่ำร้องโวยวาย

                “นายท่านชั้นบนเต็มแล้วจริงๆ ได้โปรดรอที่ชั้นล่างสักครู่...”น้ำเสียงคับข้องใจของผู้รับใช้ดังขึ้นตามมาด้วยเสียงฝีเท้ากระทบพื้น

                “ข้าต้องการที่ริมหน้าต่างบนชั้นสองหากว่าไม่มีที่ว่างก็ขับไล่คนที่นั่งอยู่ออกไป!”

                ท่ามกลางน้ำเสียงโอหังชายหนุ่มที่แต่งกายสีดำทั้งร่างก็เดินขึ้นมาบนชั้นสองมันกวาดตามองรอบด้านก่อนจะมุ่งสายตามายังโต๊ะที่ไป๋หยุนเฟยและหญิงสาวทั้งสองนั่งอยู่ชายหนุ่มกล่าวกับผู้รับใช้ที่เดินตามขึ้นมาว่า “ข้าต้องการโต๊ะตัวนั้นเจ้าไปบอกพวกมันให้ลุกออกไปแล้วข้าจะจ่ายค่าอาหารให้!”

                ขณะกล่าววาจาดวงตามันก็พลันเป็นประกายยามที่จ้องมองหลิวเมิ่ง หลังจากตะลึงงันไปชั่วครู่จู่ๆก็ระเบิดเสียงหัวเราะดังสนั่น

                “ฮ่าฮ่า! ผู้ใดจะคาดคิดว่าข้าจะได้พบสตรีที่งดงามในที่แห่งนี้?! ไม่เลว ไม่เลวดูเหมือนวันนี้ข้าจะโชคดีอย่างยิ่ง!” ขณะกล่าววาจาด้วยท่าทีไร้มารยาทชายหนุ่มก็สาวเท้าเดินเข้าไปหา

                หลิวเมิ่งและเสี่ยวหนิงมองดูชายหนุ่มด้วยสีหน้าตื่นตระหนกแต่ไป๋หยุนเฟยเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย มันกวาดตามองอีกฝ่ายจากนั้นจึงก้มหน้าลงมองอาหารบนโต๊ะเช่นเดิมด้วยดวงตาเป็นประกาย

                “ฮี่ฮี่ แม่นางท่านจะยอมไปเดินเล่นกับข้าในเมืองหรือไม่? ท่านดูบุรุษที่นิ่งเงียบข้างกายท่านมองปราดแรกก็ทราบแล้วว่ามันอ่อนแอไร้พลัง เลิกสนใจมันแล้วไปกับข้าเถอะ!”ความโอหังและตรงไปตรงมาของชายหนุ่มผู้นี้ช่างยากจะทนทานนักแต่มันกลับกล่าววาจาเช่นนี้ราวกับเป็นเรื่องถูกต้องเที่ยงธรรมราวกับมันวางอำนาจจนเคยชิน มิหนำซ้ำทุกคนยังต้องเชื่อฟังมัน

                ไม่ทราบเพราะเหตุใดในใจไป๋หยุนเฟยก็พลันพลุ่งพล่านขึ้น แม้แต่ตัวมันเองก็ไม่ทราบว่าไฉนจึงเป็นเช่นนี้ชั่วพริบตาความพลุ่งพล่านก็กลายเป็นความเดือดดาลที่ครอบงำจิตใจจนไป๋หยุนเฟยไม่อาจทานทนได้

                ไป๋หยุนเฟยพลันเงยหน้าขึ้นสีหน้าอำมหิตที่ยากปรากฏฉายชัดบนใบหน้า มันเขม้นมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าเย็นชา

                “ไสหัวไป!”