Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 42 กลุ่มคนในเงามืด

    กลุ่มคนในเงามืด

     

                คำพูดของกัสอาจจะฟังดูน่ากลัวเกินจริงไปบ้าง

                ทว่ามันคือความจริงและเป็นสิ่งที่คนในเมืองนี้รู้ดีแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเท่านั้น

                เมืองแห่งดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นเมืองแห่งการเกษตรประชากรมากกว่า 9 ส่วนเป็นเกษตรกรที่ไม่มีทักษะด้านการต่อสู้ส่งผลให้ขั้วอำนาจจำนวนมากเริ่มหยั่งรากลึกลงในเมืองแห่งนี้ในฐานะของผู้ปกครองในเงามืด

                พวกมันต่อสู้กันอย่างลับๆแผ่ขยายกำลังและอำนาจของตัวเอง สะสมความมั่งคงและรวบรวมเกษตรมาเป็นพวก

                มันมีทั้งพวกที่มีคุณธรรมและยึดมั่นใจการช่วยเหลือเหล่าเกษตรอยู่ก็จริงแต่ก็มีพวกที่จิตใจต่ำทรามเต็มไปด้วยความต้องการซึ่งคิดแต่จะขูดรีดเกษตรที่ไร้ทางสู้ด้วยเช่นกัน

                ทว่าการต่อสู้นี้ถูกจำกัดเอาไว้ที่จุดหนึ่งไม่อาจปล่อยให้รุนแรงจนเกินไปทั้งยังต้องทำกันแบบลับๆโดยไม่ให้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเมืองอีกด้วย

                กฎข้อนี้ถูกควบคุมโดยผู้นำสูงสุดของเมืองครึ่งเทพที่มีกำลังอำนาจเหนือใครในเมืองแห่งดันเจี้ยนเมืองนี้และมันผู้นั้นคือเจ้านายในชีวิตก่อนของเขา

                บุรุษผู้แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขารีดเลือดทุกหยดกัดกินทุกชิ้นเนื้อและแทะจนไม่เหลือกระดูก

                ครึ่งเทพผู้นั้นไม่ได้มีเพียงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นมันยังมีสติปัญญาที่ลึกล้ำ มีสายตาที่เปิดกว้างและมีจิตใจที่เยือกเย็นอำมหิต

                มันคือหนึ่งในคนที่ชอบวางแผนและชอบที่จะใช้แผนของมันผูกมัดเหยื่อเอาไว้ด้วยคำสัญญาต่างๆมอบโอกาสและล่อลวงด้วยผลไม้ที่หอมหวาน มันทำให้เขารู้สึกเหมือนตกลงในกับดักและถูกผูกมัดด้วยเถาวัลย์เส้นแล้วเส้นเล่าอย่างช้าๆโดยไม่รู้สึกตัว

                กว่าเขาจะรู้ตัวว่าถูกพวกมันล่อลวงและหลอกใช้ก็ตอนที่เขาตกลงไปในกับดักของมันโดยสมบูรณ์จนไม่อาจดิ้นรนขัดขืนได้อีก

                ถึงตอนนั้นแม้ว่าเขาจะใช้วิธีหักดิบด้วยการหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในดันเจี้ยนโดยไม่ออกมาจนกว่าจะกลายเป็นครึ่งเทพได้

                ทว่าความหวังของเขาก็จบลงด้วยความล้มเหลวเพราะเขาไม่มีแนวทางในการฝึกฝนไม่มีความรู้และไม่มีพลังอำนาจมากพอที่จะยื่นมือออกไปถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ปานนั้น

                นอกเหนือจากนั้นแล้วหายนะแห่งความอดอยากยังเกิดขึ้นและทำให้ดันเจี้ยนเกิดปัญหาจนส่งผลต่อผลผลิตทุกชนิด

                ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทว่าผลผลิตนั้นลดลงมากกว่า 9 ส่วนอีกทั้งราคาของทุกสิ่งที่ขายโดยดันเจี้ยนยังเพิ่มสูงขึ้นกว่าสิบเท่าในขณะที่มูลค่าของผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างที่ควรจะเป็น

                ในตอนนั้นกัสที่ไม่ได้เตรียมพร้อมจึงพบเจอกับหายนะครั้งใหญ่พวกเขาเริ่มอดอยากหิวโหย พืชผักไม่เติบโตหรือไม่ก็โตช้ากว่าที่ควรจะเป็นบ้างก็แห้งเหี่ยวและตายไป

                ท้ายที่สุดตัวเขาก็สูญเสียทุกคนไปและตายจากไปในสภาพที่หิวโหยถึงที่สุดโดยไม่มีความกล้าที่จะออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัว

                แล้วชีวิตของเขาก็จบลงก่อนจะกลายเป็นราชาอันเดธที่บ้าคลั่งที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

                ในตอนนั้นเองที่พลังของเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างแท้จริงและอาละวาดจนดินแดนถล่มมิติพังทลายก่อนที่ตัวเขาจะถูกส่งออกมาจากดันเจี้ยนและถูกครึ่งเทพผู้นั้นคว้าตัวเอาไว้ได้และถูกสะกดจนกลายเป็นข้ารับใช้ที่ไม่ต่างจากหุ่นเชิดตัวหนึ่ง

                อารมณ์ความรู้สึกที่ดำมืดหลุดลอดออกมาเพียงส่วนเล็กๆเพียงเท่านั้น ทว่าความรู้สึกที่หลุดลอดออกมาได้นี้ได้ทำให้เด็กสาวทั้งห้าตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

                พวกเธอเชื่อกัสโดยสนิทใจและหวาดกลัวต่อเมืองนี้เป็นที่สุด

                นี้ไม่อาจโทษว่าพวกเธอได้เพราะพวกเธอนั้นไม่เคยออกจากบ้านมาก่อนทั้งยังพบเจอกับประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจจริงๆ

                พอมารวมกับท่าทีที่จริงจังจนผิดปกติของกัสพวกเธอก็ไม่กล้าที่จะไม่เชื่อและรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

                ผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมายนี้ทำให้กัสยิ้มออกมาฝืนๆพลางส่ายหน้าด้วยความรู้สึกผิดที่ดันปล่อยให้อารมณ์ด้านลบครอบงำจนทำให้เด็กสาวทั้งห้าหวาดกลัวขนาดนี้

                “ใจเย็นๆมันน่ากลัวมากก็จริง..ทว่าพวกมันไม่กล้าลงมือโดยเปิดเผยหรอกถ้าพวกเราระมัดระวังตัวมากพอไม่แยกไปไหนคนเดียวละก็ ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา”

                หลังจากรู้ตัวว่าทำพลาดกัสก็พยายามปั้นหน้ายิ้มเพื่อทำให้ทุกคนผ่อนคลายแต่ผลที่ได้ก็ดูจะไม่ดีเท่าที่เขาอยากทว่าสีหน้าของเด็กสาวทั้งห้าก็ดีขึ้นมากแต่ความอยากออกไปเที่ยวเล่นของพวกเธอได้สูญสลายหายไปโดยสมบูรณ์

                เมื่อเห็นสีหน้าลังเลใจของเด็กสาวกัสก็ยิ่งรู้สึกผิดจนรอบยิ้มแข็งไปบ้างทว่าไม่นานนักเด็กสาวทั้งห้าก็หันมาส่งสายตากันก่อนจะเลือกคนที่จะได้ออกไปก่อนขึ้นมาคนหนึ่งโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ

                “อิจิโกะ..เจ้าไปเถอะ”

                “เจ้าค่ะคุณหนู”

                น้องสาวคนโตเป็นผู้เอ่ยปาก อิจิโกะเองก็ตอบรับอย่างสุภาพสมกับที่เป็นข้ารับใช้ทั้งสองฝ่ายลอบส่งสายตาให้กันและแอบตกลงกันอย่างลับๆ โดยไม่ต้องใช้คำพูด

                นี่เป็นสัญญาของลูกผู้หญิงระหว่างเด็กสาวทั้งสองเป็นสัญญาที่บอกกล่าวโดยไม่ต้องมีคำพูดหรือตัวอักษรทว่าพวกเธอสามารถเข้าใจกันได้และมั่นใจว่าอีกฝ่ายเองก็เข้าใจ

                กัสนั้นมองไม่ออกอยู่แล้วเขาเพียงมองเห็นเด็กสาวทั้งสองมองหน้ากันด้วยท่าทางแปลกๆเหมือนกำลังให้กำลังใจกันซึ่งทำให้กัสยิ้มกระตุกไปเล็กน้อย

                ‘ข้าขู่พวกเจ้ามากไปจริงๆ สินะแต่ก็ช่วยไม่ได้ละนะ..ถ้าข้าไม่ทำแบบนี้หนึ่งในพวกเจ้าอาจจะถูกพวกมันลักพาตัวไปและฝันร้ายที่น่าชังนั่นก็อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง’

                สีหน้าของกัสเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอยู่ชั่วขณะก่อนจะกลายเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่ถูกใช้เป็นหน้ากากปกปิดความหวาดกลัวในใจของเขา

                รุ่งเช้าของวันใหม่กัสก็ทำตามที่วางแผนเอาไว้เขาร่วมทานอาหารกับทุกคนในตอนเช้า ทำการซื้อเสบียงอาหารสำหรับกินได้ทั้งเดือนทิ้งเอาไว้จากนั้นก็บอกลาทุกคนด้วยรอยยิ้มแล้วใช้คำสั่งผ่านหน้าต่างระบบทำการซื้อบัตรผ่านเข้าออกดันเจี้ยนมาสองชุด

                ชุดหนึ่งใช้สำหรับตัวเขาเพื่อพาอิจิโกะออกไปจากดันเจี้ยนส่วนอีกชุดนั้นเขาตั้งใจว่าจะทิ้งไว้ให้ตระกูลเพื่อใช้เป็นตัวติดต่อสื่อสารในกรณีที่การไปครั้งนี้ประสบกับความล้มเหลว

                หากเกิดปัญหาใดๆที่ทำให้ผู้รักษาไม่อาจเดินทางมาได้ในทันทีกัสก็ตั้งใจว่าจะทิ้งบัตรใบนี้เอาไว้เพื่อให้ผู้รักษากลุ่มนั้นสามารถเดินทางเข้ามาในดินแดนของเขาได้โดยตรง

                วิธีนี้เป็นที่นิยมมากเนื่องจากภายในดันเจี้ยนนั้นเป็นมิติปิดหากเป็นดันเจี้ยนแห่งอื่นที่มีการเข้าออกอยู่ตลอดก็ไม่นับว่ามีปัญหาอะไรเพราะโดยมากผู้คนจะเข้าไปครั้งละไม่เกิน1 อาทิตย์

                แต่สำหรับดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียวนี้ผู้คนเกือบทั้งหมดที่เข้าสู่ดันเจี้ยนไม่มีใครเลยที่ออกมาในเวลาอันสั้นทำให้เป็นเรื่องยากที่จะติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลภายนอกและภายใน

                บัตรผ่านเข้าออกนี้จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยให้คนในสามารถออกไปจากดันเจี้ยนได้และช่วยให้คนนอกสามารถเข้ามาในดินแดนของเจ้าของบัตรได้โดยไม่กลายเป็นการบุกเบิกดินแดนใหม่ของตัวเอง

                นอกจากนั้นแล้วตัวกัสที่มีความผิดติดตัวเขาก็จำเป็นต้องออกไปรายงานตัวทุกปีด้วยเช่นกันหากไม่ต้องการทำแบบนั้นเขาก็ต้องทิ้งบัตรผ่านเอาไว้ให้กับตระกูลเพื่อให้ผู้ตรวจสอบสามารถเข้ามาตรวจสอบดินแดนและเรียกเก็บผลผลิตจากเขาได้โดยตรง

                แต่เนื่องจากกัสยื่นเรื่องของยืดระยะเวลาในการรับโทษออกไปก่อนถึง5ปีทำให้ช่วงเวลานี้ขอเพียงเขาออกไปรายงานตัวอยู่เสมอเพื่อบอกให้ตระกูลรู้ว่าเขาไม่ได้หนีหายไปไหนหรือเจอกับอันตรายใดๆก็เพียงพอแล้ว

                ส่วนที่จะทิ้งบัตรเอาไว้ให้ก็เพราะเขาตั้งใจที่จะสร้างช่องทางสำหรับติดต่อกับตระกูลทิ้งเอาไว้เพื่อความสะดวกในหลายๆด้าน

                เมื่อคำสั่งซื้อถูกยืนยันDP ก็ถูกหักออกไป 10 หน่วยเป็นค่าบัตรผ่านเข้าออกจำนวน2 ใบที่มีราคาไม่แพงมากนัก แต่ก็ไม่ถูกจนเกินไป

                ลักษณะของบัตรผ่านนั้นเป็นผลึกเวทสีเขียวกระจ่างใสที่มีสัญลักษณ์อยู่ตรงกลางซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนตัวของดินแดนนี้

                ในกรณีที่กัสยังไม่ได้ทำการออกแบบมันจะปรากฏขึ้นมาในรูปแบบสุ่มตามลักษณะของดินแดนที่เขามีอยู่ซึ่งในตอนนี้มันปรากฏขึ้นในรูปแบบของเครื่องปั้นดินเผาซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของดินแดน

                เห็นแบบนั้นแล้วกัสก็ยิ้มออกมาจากนั้นหันไปมองเด็กสาวคนอื่นๆ

                “ข้าไปก่อนนะ..ดูแลตัวเองช่วย ช่วงนี้หากมีปัญหาอะไรก็พยายามแก้ไขไปเท่าที่ทำได้ก็แล้วกันส่วนที่แก้ไม่ได้ก็ให้ตรวจสอบให้ดีพอข้ากลับมาข้าจะแก้มันเอง”

                “ทราบแล้วค่ะท่านพี่..เดินทางปลอดภัยนะคะฝากทักทายท่านพ่อท่านแม่ด้วยนะคะท่านพี่”

                “อืม..ข้าฝากทางนี้ด้วยนะน้องข้า เอาละไปกันเถอะอิจิโกะ”

                พูดจบกัสก็ยื่นมือออกไปกุมมือของอิจิโกะเอาไว้จากนั้นก็บีบผลึกในมือจนแตก

                พริบตานั้นแรงดึงดูดที่คุ้นเคยและการสั่นไหวของมิติก็ถาโถมเข้าใส่พริบตาเดียวกัสและอิจิโกะก็หายไปจากดันเจี้ยนไปปรากฏตัวที่โลกภายนอกบริเวณทางเข้าออกที่มีผู้คนมากมายทำการค้าขายอยู่โดยรอบ

                สายตาของกัสพร่ามัวไปชั่วขณะต่อจากนั้นจิตใจของเขาก็ถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวเต็มที่เพื่อเฝ้าระวังภัยอันตรายต่างๆที่อาจจะซ่อนตัวอยู่โดยรอบ

                ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นในตอนที่กัสปรากฏตัวออกมาภายในอาคารสองชั้นที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของทางเข้าชายชราผู้หนึ่งที่นั่งสมาธิอยู่ก็ลืมตาขึ้นมา

                สีหน้าของชายชราผู้นี้มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นก่อนจะเหลือบมองไปยังสมุดบันทึกที่อยู่ข้างกายและเปิดมันออก

                ‘น่าแปลก วันนี้ไม่ใช่กำหนดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มไหนทำไมถึงมีผักวิเศษหลุดออกมามากขนาดนี้ได้’

                ไม่เพียงแค่ชายชราผู้นี้เท่านั้นที่รู้สึกตัว แต่มีคนอีกมากที่ตื่นตัวขึ้นเมื่อกัสปรากฏตัวออกมาจากดันเจี้ยนพร้อมกับผักวิเศษจำนวนมาก

                หัวผักกาดแก้วมรกต40 หัวไม่นับว่ามากมายอะไรแต่การที่มันปรากฏขึ้นมาโดยไม่มีการเฝ้าระวังจากกลุ่มไหนเลยต่างหากที่ทำให้ทุกคนตื่นตัวขึ้นเพราะมันเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่ามีเกษตรกรรายใหม่ประสบความสำเร็จในการปลูกผักวิเศษ

                นี่เป็นสัญญาณที่น่ายินดีสำหรับผู้คนบางกลุ่มในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณที่ต้องระวังของผู้คนอีกหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน

                กัสสัมผัสได้ถึงสายตาของคนจำนวนมากที่มองมาได้ในทันทีและกำมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัวก่อนจะสงบใจและรีบจูงมืออิจิโกะเดินจากไปในทันที

                เขาไม่เร่งรีบจนเกินไปแต่ก็ไม่ทำตัวเฉื่อยชามากไปท่าทางการเดินก็ดูเป็นธรรมชาติจนแทบมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ

                ทว่าสายตาของผู้คนมากมายที่มีความแหลมคมยิ่งกว่ายังสามารถมองเห็นความร้อนรนที่ซ่อนอยู่ในจังหวะการก้าวเดินของกัสได้จึงทำให้พวกมันก็เริ่มเคลื่อนไหว

                ภายในอาคารสองชั้นหลังเดิมชายชราลืมตาขึ้นมาอีกครั้งต่อจากนั้นก็ออกคำสั่งไปอย่างรวดเร็วด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความประหลาดใจอันเบาบาง

                “ไปตรวจสอบซะว่ามันเป็นใคร เป็นคนของกลุ่มไหนหรือว่ามีส่วนคล้ายตระกูลใดบ้าง”

                สิ้นคำสั่งของชายชราเงาร่างมากมายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดก็เคลื่อนไหวอึดใจเดียวพวกมันก็หายตัวไปก่อนจะกลับมาพร้อมกับเอกสารฉบับหนึ่งที่มีภาพเหมือนของอิจิโกะวาดอยู่

                “ทางเราไม่สามารถหาข้อมูลของบุรุษหนุ่มผู้นั้นได้ทว่าเด็กสาวที่มาพร้อมกับมันนั้นมีคนเคยเห็นเด็กนั่นเข้าไปพร้อมกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเมื่อราวๆ2 เดือนก่อนขอรับ”

                ดวงตาของชายชราสว่างวูบขึ้นมาครั้งหนึ่งรอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าพลางอ่านเอกสารในมืออย่างใจเย็น

                “ไม่เลว..เด็กหนุ่มนั้นถึงกับลงมือฆ่าคนในทันทีที่มาถึงเลยงั้นหรือแสดงว่าเจ้านี่มีเบื้องหลังที่น่าสนใจทีเดียว..อะไรกัน!ตระกูลนั้นเองหรือ..”

                เมื่อสายตาของชายชรามองไปยังส่วนท้ายของเอกสารดวงตาที่สว่างวูบก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเมื่อมันได้เห็นสัญลักษณ์ของตระกูลหนึ่งที่ถูกวาดเอาไว้ในส่วนท้ายของเอกสาร

                “ดอกไม้สีขาวในเปลวไฟวิญญาณ..สั่งการออกไปให้เฝ้าจับตาดูเอาไว้แต่อย่าได้เคลื่อนไหวจนกว่าจะมีคำสั่ง”

                “ขอรับ!”

                ในช่วงเวลาเดียวกันกลุ่มที่มีอำนาจมากพอจนสามารถสืบหาร่องรอยของกัสผ่านทางอิจิโกะได้ก็มีท่าทีที่คล้ายๆกันเกิดขึ้น

                แต่ก็มีหลายกลุ่มที่มองไปยังสัญลักษณ์ของดอกไม้สีขาวในเปลวไฟวิญญาณด้วยสายตาที่เฉยชาก่อนจะออกคำสั่งออกไปด้วยความโลภที่เต็มเปี่ยม

                สัญลักษณ์ของตระกูลอันดูวเดธคือดอกไม้สีขาวในเปลวไฟวิญญาณสัญลักษณ์ที่เคยมีชื่อเสียงสะท้านทวีปเมื่อพันปีก่อน

                แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไรตระกูลนี้จึงค่อยๆเก็บตัวและซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจนทำให้ชื่อเสียงของตระกูลจางหายไปจนแทบจะไม่เป็นที่รู้จัก

                ทว่าในกลุ่มขั้วอำนาจหลายกลุ่มที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานล้วนรู้จักและหวาดกลัวตระกูลนี้เป็นอย่างมากเพราะคนจากตระกูลนี้มีความแข็งแกร่งที่น่ากลัว

                และที่สำคัญคือหูตาที่น่าหวาดกลัวของพวกมันไม่ว่าจะเป็นข่าวสารชนิดไหน การเคลื่อนไหวใดๆไปจนถึงความลับมากมายที่หลายฝ่ายพยายามเก็บซ่อน

                หากใครก็ตามคิดที่จะเป็นศัตรูกับคนตระกูลนี้พวกมันจะไม่ถูกโจมตีด้วยฝีมือของคนเหล่านั้น แต่ความลับทั้งหมดของพวกมันจะถูกเปิดเผยและทำให้กลุ่มนั้นต้องล่มสลายลงในเวลาอันสั้นเสมอ

                เมื่อมีคนมากมายที่รู้จักตระกูลอันดูวเดธก็ไม่น่าแปลกใจหากจะมีใครสักคนที่ไม่รู้จักและคิดที่จะแย่งชิงผักวิเศษจากมือของกัสไปเพราะเห็นว่าทั้งสองนั้นมากันเพียงลำพังโดยไม่มีคนคุ้มกัน

                ทางด้านของกัสเองก็กลัวเรื่องนี้อยู่เหมือนกันเขาเลยรีบเดินไปยังสาขาของตระกูลซึ่งเป็นวิหารของศาสนาเทพจริงแท้ที่มีอยู่ทั่วทั้งทวีป

                ศาสนาเทพจริงแท้เป็นศาสนาเก่าแก่ที่อยู่มานานนับพันปีและหยั่งรากฝังลึกอยู่ในทวีปแห่งนี้มานานในฐานะของศาสนาหลักที่ผู้คนนับถือ

                ทว่าพลังอำนาจของศาสนานี้กลับมีน้อยจนผิดธรรมชาติเพราะหลักคำสอนที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาทำให้ยากที่จะหาสาวกที่คลั่งไคล้จนยอมทำงานรับใช้วิหารเทพจริงแท้ด้วยจิตใจที่ถวายชีวิตให้ได้

                แตกต่างจากศาสนาอื่นที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมศรัทธาไปจนถึงการเปิดรับสาวกเพื่อฝึกฝนตั้งแต่เยาว์วัยจนกลายเป็นกำลังสำคัญของวิหารหรือนิกายเหล่านั้น

                แต่ด้วยความที่วิหารเทพจริงแท้เปิดกว้างและมีหลักคำสอนที่เรียบง่ายนี้เองที่ทำให้ศาสนานี้มีสาวกจำนวนมากเพราะทางวิหารไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดที่เกินกว่าเหตุกับเหล่าสาวกมาก่อน

                แต่ก็เพราะว่ามีคำสอนที่เรียบง่ายจึงไม่มีการปลูกฝังความคิดใดๆให้ทำงานรับใช้วิหาร จนท้ายที่สุดก็ค่อยๆเสื่อมความนิยมไปตามกาลเวลาทว่าเทพจริงแท้ก็ยังถูกบูชาจากหลายๆวิหารและนิกายตามความเชื่อต่างๆร่วมกับเทพธิดาทั้งสองจึงทำให้ศาสนาเทพจริงแท้แม้จะเสื่อมความนิยมแต่ก็ไม่มีทางสูญสิ้นไปได้

                มันเป็นดังรากแก้วของศาสนาเป็นดังต้นกำเนิดของเทพจริงแท้ผู้ทรงอำนาจซึ่งมีแม้กระทั่งบันทึกโบราณที่กล่าวถึงการสร้างดันเจี้ยนทั้ง12 ว่าเกิดจากพลังอำนาจของเทพจริงแท้กับเทพธิดาทั้งสอง

                ด้วยเหตุนี้เมืองแห่งดันเจี้ยนทุกเมืองจึงมีวิหารสาขาของศาสนาเทพจริงแท้อยู่และตระกูลอันดูวเดธก็เป็นที่รู้จักกันในฐานะของข้ารับใช้ใกล้ชิดของวิหารแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

                ในฐานะของทายาทบุรุษกัสย่อมรู้เรื่องราวเกี่ยวกับวิหารเทพจริงแท้มากกว่าคนทั่วไปแต่ส่วนที่เขารู้มากกว่าก็ไม่ได้มากไปจนถึงจุดที่เขาสามารถบอกได้ว่าศาสนานี้แท้จริงแล้วมุ่งหวังอะไรกันแน่

                สิ่งเดียวที่เขารู้มากกว่าคนทั่วไปคือวิหารเทพจริงแท้นั้นแท้จริงแล้วเป็นของตระกูลอันดูวเดธหรือก็คือมันเป็นอีกหนึ่งกิจการของตระกูลไม่ใช่ศาสนาที่ตระกูลดูแลรับใช้แต่อย่างใด

                ด้วยเหตุนี้กัสจึงกล้าเดินเข้าไปในวิหารสาขาด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและดูเป็นธรรมชาติมากราวกับกำลังเดินกลับมาบ้านของตัวเอง

                แตกต่างจากอิจิโกะที่มีท่าทีกลัวและเกร็งอย่างเห็นได้ชัดเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มีโอกาสเดินเข้ามาในวิหารเทพจริงแท้เช่นนี้

                ในฐานะของข้ารับใช้จากตระกูลอันดูวเดธอิจิโกะย่อมเป็นหนึ่งในสาวกของวิหารเทพจริงแท้โดยกำเนิดและมีความใกล้ชิดกับวิหารยิ่งกว่าเหล่าทายาทของตระกูลอันดูวเดธเสียด้วยซ้ำ

                ทว่าเรื่องนี้กัสไม่รู้มาก่อนหากเขารู้ละก็เขาก็คงไม่แปลกใจว่าทำไมในชีวิตก่อนของเขาวิหารเทพจริงแท้ถึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจนเขาสามารถพาตัวอิจิโกะกลับมาได้อย่างปลอดภัย

                แต่ถึงจะรู้ในตอนนี้ก็ไม่ได้สำคัญสำหรับเขาอีกต่อไปเพราะว่ากัสสัญญากับตัวเองเอาไว้ตั้งแต่ได้โอกาสที่สองว่าเขาจะไม่ปล่อยให้คนใกล้ตัวต้องพบกับเรื่องที่เลวร้ายอีกเด็ดขาด

                ในขณะที่เดินเข้าไปในวิหารกัสก็ลอบสังเกตการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ติดตามมาด้วยเช่นกัน

                ‘3 กลุ่มงั้นหรือ น้อยกว่าที่คิดแฮะหวังว่าตอนออกมาจะเหลือน้อยกว่านี้นะ’

                จากจำนวนกลุ่มหลายสิบกลุ่มที่กัสสัมผัสได้ในตอนแรก ตอนนี้เหลือเพียง 3 กลุ่มเท่านั้นที่ติดตามเขามาจนถึงหน้าวิหารแบบนี้สิ่งนี้ทำให้กัสประหลาดใจเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่ามันจะมีน้อยแบบนี้

                แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจไปหลายส่วนที่ศัตรูของเขามีจำนวนที่น้อยกว่าที่เขาคิดไว้

                คิดแล้วกัสก็สลัดความคิดนี้ทิ้งไปแล้วเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับนักบวชสาวประจำวิหาร

                “ยินดีต้อนรับท่านทั้งสองไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือไม่”

                รอยยิ้มพิมพ์ใจของนักบวชสาวนี้ทำให้กัสรู้สึกคิดถึงอย่างบอกไม่ถูกชีวิตที่แล้วของเขารอยยิ้มนี้เปรียบได้กับแสงสว่างในหัวใจของเขาเลยทีเดียว

                การได้มาพบเจอกับนักบวชสาวรายนี้อีกครั้งทำให้กัสรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมากเป็นพิเศษ

                “สวัสดีตอนเช้าครับท่านนักบวช ข้ากัสโทนีย่า เลโอลอว์ดิ อันดูวเดธข้ามาในฐานะของทายาทแห่งตระกูลอันดูวเดธ..ต้องขอรบกวนท่านนักบวชจัดเตรียมห้องสื่อสารให้ข้าด้วย”

                ท่าทีที่สุภาพเรียบร้อยนี้ทำให้รอยยิ้มของนักบวชสาวดูอ่อนโยนมากขึ้นไปอีกเธอพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มโดยไม่ถามอะไรอื่นเพิ่มเลยหากแต่นำพากัสกับอิจิโกะเดินเข้าไปในวิหาร