รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    เธอจะปรุงโอสถตอนนี้จริงหรือ

            “นั่นมันท่านพลเอกหลิวนี่นา?”

             

            ผู้ฝึกตนบางคนย่อมสามารถจดจำตัวตนของชายหนุ่มคนนี้ได้ ทำให้เหล่านักข่าวมุ่งความสนใจไปที่ตัวของหลิวเยี่ยนเฟยกันทันที

             

            ก่อนหน้านี้เคยมีคนเก็บภาพการต่อสู้ของเขาไว้ได้ ทั้งตอนราชินีมังกรที่สามารถผ่าคลื่นเป็นสองเสี่ยง แต่เพราะหลังจากนั้นเขาไม่ค่อยจะปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยจึงถูกหลงลืมไป ก่อนจะถูกพูดถึงอีกครั้งในตอนที่กลุ่มโจรเงารัตติกาลบุกเข้ามาเมื่อวันก่อน

             

            ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มที่ดูบอบบางแต่อบอุ่นนั้นสามารถก่อให้เกิดกระแสแฟนคลับขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง  มีหญิงสาวไม่น้อยที่ชื่นชอบผู้ชายในลักษณะนี้  แล้วยิ่งเขามาปรากฏตัวในฐานะแขกคนแรกของคลินิกก็ยิ่งทำให้เหล่านักข่าวอยากจะรีบพุ่งเข้าไปสัมภาษณ์เขามากขึ้นไปอีก

             

            “ท่านพลเอกคะ  ท่านมีอาการบาดเจ็บอะไร  ทำไมถึงคิดจะมารักษาตัวที่คลินิกแห่งนี้กันคะ?”

             

            นักข่าวพยายามฝ่าตัวเข้าไป  แต่ก่อนที่พวกเขาจะผ่านประตู ก็ปรากฏร่างของชายชราคนหนึ่งออกมายืนขวางเอาไว้พร้อมกับแรงกดดันอันรุนแรง

             

            “ขอโทษทีนะ...ผู้ที่ไม่ได้ต้องการการรักษากรุณารออยู่ด้านนอก”

             

            จอมดาบเจิ้งเหรินอี้เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ  แต่กลับไม่มีสักคนที่จะสามารถเข้าไปได้  พวกเขากลืนน้ำลายอึกใหญ่  พลังที่ชายชราแผ่ออกมานั้นสามารถทำให้จูเจินหมิงตกตะลึง

             

            ตอนแรกที่เขาเข้ามาสนใจในโลกยุทธภพนั้นเขาคิดว่าคุณเกาที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงนั้นแข็งแกร่งมากแล้ว  แต่ถ้านำมาเทียบกับชายชราตรงหน้าแล้วเขาไม่คิดว่าคุณเกาจะสามารถต่อกรได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

             

            เขาอยากจะลองติดต่อให้ชายชรามาเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวจริงๆ!

             

            “โอ้...ทำไมวันนี้คนเยอะจัง?”

             

            แต่ก่อนที่สถานการณ์จะดำเนินต่อ  ด้านหลังของกลุ่มคนก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น  เขาเดินแหวกผู้คนมาจนถึงที่หน้าสุดพร้อมกับชุดของทางการเต็มยศ

             

            “ปรมาจารย์เจิ้ง  แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว?”

             

            ผู้ที่มาใหม่ก็คือท่านจอมพลแห่งกองทัพจางเซียนหยวน

             

            การปรากฏตัวของเขาเรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนได้มากมาย  ขณะเดียวกันในมือของเขาตอนนี้ก็มีกระเช้าสำหรับแสดงความยินดีขนาดใหญ่ติดมือมาด้วย เขาส่งมันให้กับพ่อบ้านชราที่ออกมารับอย่างรวดเร็วแล้วพูดต่อว่า

             

            “วันเปิดงานของลูกสาว  ฉันก็ต้องมาน่ะสิ”

             

            คำพูดของเขาทำให้หลายคนตกใจ  เรื่องมันอาจจะผ่านมานานแล้วแต่ก็ยังมีบางคนที่อยู่ที่หมู่บ้านใต้เมฆาในวันนั้นจดจำได้ถึงสถานะบางอย่างของไป่ฟานเซียน

             

            ลูกสาวบุญธรรมของท่านจอมพล!

             

            นั่นทำให้ผู้ที่คิดจะมาหาเรื่องหรือก่อความไม่สงบต้องเปลี่ยนความคิดแทบจะในทันที สำหรับพวกเขาแล้วสิ่งที่ไม่อยากจะเข้าไปวุ่นวายที่สุดก็คือเรื่องอำนาจของกองทัพหรือทางการ  การมาปรากฏตัวของเขาในวันนี้สามารถลดความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดให้กับไป่ฟานเซียนได้มากมายจริงๆ

             

            “ฉันเข้าไปได้หรือเปล่า?”

             

            “ท่านเป็นแขกของบ้านหลังนี้เสมอเชิญเลยครับท่านจอมพล”

             

            หวงจื่อหานยิ้มแล้วค้อมตัว เขาพาจางเซียนหยวนเดินเข้าประตูไปทักทายไป่ฟานเซียนที่อยู่ด้านในอย่างไม่รีรอ

             

            “เอาล่ะ...ผู้ที่ต้องการการรักษาให้เข้ามาได้”

             

            จอมดาบเจิ้งเหรินอี้พยักหน้าเบาๆ  เขาปล่อยให้จูเจินหมิงที่เริ่มมีสีหน้าประหม่าผ่านเข้าไปโดยไม่ขัดขวาง หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนอีกหลายคนที่กล้าตามเข้าไปด้านใน

             

            ชายชราหลังจากที่พูดจบก็หันไปนั่งเงียบๆแล้วยกยาสมุนไพรขึ้นมาดื่มเท่านั้น  หลายคนอาจจะไม่รู้แต่เมื่อตอนเช้ามืดนั้นเขาได้ออกมาฝึกกับไป่ฟานเซียน และเพราะในวันนี้หลิวเยี่ยนเฟยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา  จึงมีแค่เขาคนเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับห่าฝนของการโจมตีจากทุกทิศทางที่กระหน่ำมายิ่งกว่าสายฝน

             

            สมุนไพรพวกนี้เป็นอู๋เจี่ยที่แนะนำมาและให้ไป่ฟานเซียนปรุงโอสถน้ำขึ้นมาให้  มันช่วยในการสมานแผลภายในและบรรเทาอาการฟกช้ำได้เป็นอย่างดี

             

             

            ด้านในของคลินิกนั้นมีส่วนที่เป็นเคาท์เตอร์คล้ายประชาสัมพันธ์และคอยรับรองผุ้ที่เข้ามาติดต่อ ตอนนี้มีหลินเสี่ยวถิงที่ผันตัวมาช่วยงานอย่างเต็มตัวยืนอยู่  เธอจะคอยต้อนรับและจัดคิวให้กับผู้ป่วยของวันตามลำดับและสอบถามอาการเบื้องต้น  บางครั้งเหม่ยอิงเองก็จะมาช่วยบริเวณนี้ด้วย

             

            ส่วนด้านในนั้นตอนนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกำลังยืนอยู่ในห้องที่คล้ายห้องประชุม   จางเซียนหยวนเดินเข้าไปดูอาการของหลิวเยี่ยนเฟยพลางถอนหายใจ

             

            “ในที่สุดก็คิดจะรักษาแล้วสินะ?”

             

            คำถามของท่านจอมพลทำให้ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ

             

            “ถึงผมจะรักษาแล้วแต่ใบลาของผมยังมีผลอยู่นะครับ?”

             

            เมื่อเห็นท่าทางไร้กังวลของชายหนุ่ม จางเซียนหยวนเองก็สามารถเบาใจลงไปได้หลายส่วน  เขารู้จักกับเจ้าเด็กนี่มาก็หลายปี  ทำไมจะไม่รู้ถึงความดื้อดึงเล็กๆในบางเรื่องที่ตัดสินใจไว้แล้วของผู้ชายคนนี้

             

            “ถึงระยะหลังอาการของมันจะไม่ค่อยแสดงออกมาแล้ว  แต่รักษาให้หายขาดไปเลยน่าจะดีกว่า”  หลิวเยี่ยนเฟยสัมผัสไปที่หน้าอกของตัวเองแล้วหันมายิ้มให้ไป่ฟานเซียน

             

            “แล้วถือโอกาสช่วยปรมาจารย์ไป่โปรโมตที่นี่ไปด้วยเลย”

             

            “หมายความว่ายังไงล่ะนั่น?”

             

            ท่านจอมพลถามขึ้นมาอย่างสงสัย

             

            “ผมได้ตกลงไว้แล้วว่าจะยอมให้การรักษาของตัวเองเปิดเผยต่อสาธารณะชนน่ะครับ”

             

            คำตอบที่ไม่คาดคิดของหลิวเยี่ยนเฟยทำให้จางเซียนหยวนประหลาดใจ  เขามองไปที่พลเอกหนุ่มที่เขาเห็นมานานอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง

             

            เจ้านี่เปลี่ยนไปแล้ว...

             

            บางทีการให้เขาได้ลาพักร้อนมาอาศัยอยู่ที่นี่สักเดือนก็คงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง 

             

            “ถ้านายว่าอย่างนั้นก็ตามใจเถอะ...”

             

             

            และหลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มารอการรักษาหรือแค่มาชมความสนุกก็ได้รู้ถึงข่าวนี้โดยทั่วถึงกัน   พวกเขาต่างยินดีเพราะนั่นหมายถึงพวกเขาจะได้ดูการรักษาด้วยตาตัวเองและประเมินถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับกับการจ่ายเงินอย่างน้อยสิบล้านเหรียญได้

             

            “พวกนายคิดว่ายังไง?”

            “ท่านพลเอกก็ดูไม่ได้ป่วยตรงไหนนี่นา?  จะหลอกกันหรือเปล่า?”

             

            “ชู่ว! ดูนั่น พวกเขาออกมาแล้ว”

             

            เมื่อสิ้นเสียง  กลุ่มคนก็เงียบลงทันที  พวกเขามองหลิวเยี่ยนเฟยที่เดินนำออกมา  ที่ห้องโถงนั้นมีอุปกรณ์การแพทย์เตรียมเอาไว้เพียบพร้อม   ก่อนที่หมอเทวดาอู๋เจี่ยจะเดินตามออกมาและปิดท้ายด้วยไป่ฟานเซียน

             

            การรักษานี้จะมีเหม่ยอิงและเสี่ยวถิงเป็นลูกมือ    เหม่ยอิงนั้นหันไปเตรียมความพร้อมเรื่องการปรุงโอสถ เธอจัดพื้นที่ว่างมุมหนึ่งพร้อมทั้งวัตถุดิบมหาศาลที่บางอันก็แปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความรู้สึกล้ำค่า จูเจินหมิงเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสมุนไพรพวกนั้นสะกดเอาไว้จนต้องยอมรับในใจว่าถ้าเป็นที่นี่ก็อาจจะให้ความช่วยเหลือเขาได้จริงๆ

             

            “...ถ้าพูดกันตรงๆเรื่องแผลเก่าของนายฉันอ่านพวกมันมาไม่รู้กี่สิบรอบแล้วล่ะ”

             

            อู๋เจี่ยหยิบเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากซอง ใช่ว่าหลิวเยี่ยนเฟยจะพึ่งเป็นเสียเมื่อไร  เขาบาดเจ็บแบบนี้มาหลายปีแล้ว

             

            ชายหนุ่มเองก็พยักหน้า  เขาค่อยๆถอดเสื้อยืดแขนยาวที่ใส่อยู่ออกจนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อบนตัว  ถึงจะเป็นคนร่างบางแต่เมื่อมาเห็นฉากนี้แล้วก็ต้องยิมรับว่าชายหนุ่มนั้นแข็งแรงและสมกับตำแหน่งพลเอกของกองทัพจริงๆ

             

            แน่นอนว่าการกระทำของชายหนุ่มย่อมสามารถเรียกสายตาลุกวาวของหญิงสาวบางคนได้   แต่หลิวเยี่ยนเฟยไม่สนใจ  เขายกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกตัวเองเบาๆอีกครั้ง

             

            “...ไม่เห็นมีบาดแผลเลยนี่”

             

            ไม่รู้ว่าใครพูดประโยคนี้  แต่ทุกคนบริเวณนั้นก็เห็นด้วย  เพราะบนร่างกายของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความขาวเนียนไร้ร่องรอยบาดแผลแม้แต่จุดเดียว

            “...สลายปราณของนายสิ  จะได้เริ่มการรักษา”

             

            อู๋เจี่ยพูดเสียงเรียบ  แต่ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง  เขาเคยเห็นแผลนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และต้องยอมรับว่าตัวเองสมัยนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จริงๆ

             

            หลิวเยี่ยนเฟยหัวเราะเบาๆ  ทันใดนั้นที่หน้าอกของเขาพลันปรากฏร่องรอยสีดำม่วงสายหนึ่งขึ้นมา มันค่อยๆลุกลามจนกลืนกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของร่างกายส่วนบนไปแล้ว  ชายหนุ่มมีสีหน้าซีดเผือดแล้วไอออกมาเป็นเลือดสีคล้ำหลายครั้งจนเสี่ยวถิงต้องรีบนำผ้าขาวมารองด้วยความเป็นห่วง

             

            วิชาที่หลิวเยี่ยนเฟยฝึกฝนนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นวิชาร่างกายหยกก็ได้  มันสามารถขจัดขวาม สกปรกและของเสียออกจากร่างกาย  ขณะเดียวกันต้องบอกว่าเป็นความโชคดีที่มันสามารถช่วยสะกดไม่ให้บาดแผลนี้มันลุกลามจนกัดกินอวัยวะภายใน  

             

            “ลงมือ!”

             

            อู๋เจี่ยนั้นกลับเป็นผู้ที่รีบร้อนกว่าใครเขาสะบัดมือทีหนึ่งเข็มเงินหลายสิบเล่มก็พุ่งออกมาจากซอง  พวกมันลอยอยู่รอบตัวเขารอบหนึ่งก่อนจะปักลงบนร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟยบริเวณรอบบาดแผล เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้ที่เฝ้ามองล้วนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ   แม้แต่ตัวชายหนุ่มเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

             

            “อาการบาดเจ็บมันแปลกๆ?”  อู๋เจี่ยมองอย่างประหลาดใจ 

             

            “แค่กๆ!”

             

            แต่ทันใดนั้นหลิวเยี่ยนเฟยก็ไอออกมาอย่างต่อเนื่อง  ใบหน้าของเขาเริ่มขาวซีด  จนอู๋เจี่ยที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบเข้าไปดู  เขาแตะชีพจรของชายหนุ่มเบาๆแล้วเบิกตากว้าง

             

            “รีบให้โอสถฟื้นฟูเร็วเข้า!”

             

            เพราะสิ่งที่เขาพบก็คือร่างกายของชายหนุ่มกำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว  หากปล่อยไว้ไม่ถึงห้านาทีเขาจะหมดสติลงอย่างแน่นอน

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ  นางพลิกมือทีหนึ่งก็มีโอสถเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ  ถ้าผู้ที่รู้จักมันต้องจดจำได้เป็นอย่างดี  เพราะมันคือ “พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา”ที่ไป่ฟานเซียนเคยปรุงให้ดู

             

            ทันทีที่หลิวเยี่ยนเฟยกลืนเข้าไปมันก็สามารถประคองอาการของเขาเอาไว้ได้ ชายหนุ่มฝืนยิ้มออกมาทั้งที่ตรงริมฝีปากยังมีรอยเลือดไหลปรากฏให้เห็นอยู่

             

            “...ดูท่าว่าจะเป็นหนักกว่าเดิมอีกนะครับเนี่ย?”

             

            เพราะที่แล้วมาเขาสะกดมันไว้ด้วยวิชาของตัวเองจึงไม่รู้ตัว  และยังคิดไปว่ามันกำลังดีขึ้นเพราะไม่ค่อยจะแสดงอาการ  แต่ใครจะไปคิดว่าความจริงแล้วมันจะรุนแรงขนาดนี้

             

            “...เจ้ามั่นใจในวิธีของเจ้าใช่ไหม?”

             

            ไป่ฟานเซียนหันไปถามอู๋เจี่ยประโยคหนึ่ง  ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่นแล้วอธิบายให้ฟัง

             

            “แผนเดิมคือจะค่อยๆจำกัดพื้นที่แล้วค่อยๆรักษาไปทีละส่วน  แต่ดูจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะ...”

             

            อู๋เจี่ยพูดขณะที่มองร่องรอยบาดแผลที่ลุกลามไปเรื่อยๆ  มันราวกับเป็นเนื้อร้ายที่กำลังกัดกินร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟย เขาอดนับถือในวิชาและพลังใจของชายหนุ่มที่สามารถสะกดพวกมันเอาไว้ได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ได้

             

            “ถ้าไม่ผ่าตัดก็ต้องใช้ยาสามชนิด  หนึ่งคือยาฟื้นฟูเพื่อประคองอาการ  สองคือยาที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนบาดแผลเรื้อรัง  เพราะอาการบาดเจ็บนี้เกิดมาจากการใช้พลังจนเกินตัวและถูกการโจมตีจากภายนอก  จำเป็นต้องมียาที่มีผลในการชำระล้างขั้นสูงสุดด้วย...”

             

            “...แต่แค่โอสถระดับสี่ดูจะไม่เพียงพอ  และการผ่าตัดก็จะยิ่งอันตรายไปกว่านี้อีก”

             

            สิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดนั้นถูกต้อง  เพราะจากการสังเกตเมื่อครู่แล้วแม้จะเป็น“พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา” ก็ยังทำได้เพียงให้หลิวเยี่ยนเฟยอาการทรงตัวขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น

             

            นางตรวจดูในมิติส่วนตัวของนาง โอสถที่มีฤทธิ์จำเพาะเจาะจงพวกนั้นนางไม่ค่อยจะพกไว้กับตัวเท่าใด    ที่เตรียมเอาไว้ก็ดูจะไม่สามารถรับมือกับอาการที่ร้ายแรงขึ้นกะทันหันของชายหนุ่มได้

             

            “...”

             

            ทันใดนั้นไป่ฟานเซียนก็ตัดสินใจ  นางสะบัดมือไปด้านข้างที่เป็นพื้นที่ว่างซึ่งเหม่ยอิงมาเตรียมเอาไว้  ก่อนที่จะปรากฏรอยแยกของมิติขึ้นมาเหนือพื้นขึ้นไปหลายเมตร

             

            ตูม!

             

            เสียงปะทะอันดังสนั่นนั้นทำให้ผู้ที่เฝ้ามองสะดุ้ง  เมื่อพวกเขาหันมามองก็พบกับหม้อขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าไปยืนอยู่ด้านในได้อย่างสบายตั้งอยู่ที่มุมนั้นแล้ว!

             

            “...คงต้องยืมพลังเจ้าแล้ว”

             

            ไป่ฟานเซียนลูบหม้อใบยักษ์ของนางเบาๆพร้อมกับเสียงกระซิบ  ซึ่งตัวหม้อก็สั่นเบาๆราวกับจะสามารถตอบโต้กับนางได้จริงๆ  ทันทีที่ฝาหม้อถูกเปิดออกแรงดึงดูดและกดดันราวกับขุนเขาขนาดยักษ์ก็แผ่พุ่งออกมาโดยมีหม้อเป็นศูนย์กลาง มันสามารถสะกดข่มได้แม้แต่จางเซียนหยวนและเจิ้งเหรินอี้ที่เบิกตากว้าง

             

            หญิงสาวขยับนิ้วทีหนึ่งวัตถุดิบที่เตรียมเอาไว้บางส่วนก็ลอยตามคำสั่งของนางเข้าไปในหม้อ  ก่อนที่ด้านล่างจะปรากฏไฟสีฟ้าลุกพรึ่บขึ้นมา

             

            ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลง  สมุนไพรอีกหลากหลายชนิดก็ปรากฏขึ้นและพุ่งตามเข้าไป ฉากนี้สามารถทำให้ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถต้องเหม่อลอย  มันดูเหมือนกับเป็นการแสดงที่ทั้งลื่นไหลและงดงาม

             

            “เธอจะปรุงโอสถตอนนี้จริงเหรอ?”

             

            แม้แต่อู๋เจี่ยก็ยังไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้  เพราะโอสถที่นางจะปรุงต้องเป็นโอสถจำเพาะและใช้เวลาปรุงค่อนข้างนาน  แบบนั้นหลิวเยี่ยนเฟยน่าจะรอไม่ไหวแน่ๆ

             

            “มันนานเกินไป...ฉันจะถอนเข็มออกแล้วให้หมอนี่โคจรพลังปราณอีกครั้ง  เราต้องมาเตรียมตัวเพื่อรับมือกันใหม่...”

             

            “...เสร็จแล้ว”

             

            ไม่ทันที่หมอหนุ่มจะพูดจบ  ไป่ฟานเซียนก็แทรกขึ้นมาก่อน  นางส่งพลังปราณเข้าไปเป็นครั้งสุดท้าย  เมื่อโอสถเริ่มกลั่นตัวรวมกันเป็นเม็ดมันก็ส่งแรงสั่นสะเทือนราวกับคลื่นออกไปทั่วทุกทิศทาง แม้แต่ผู้ที่นั่งอยู่ด้านนอกหรือห่างไปหลายร้อยเมตรก็ยังรู้สึกถึงความสดชื่นสายหนึ่งที่ซึมซาบเข้าไปในตัว

             

            “...โอสถฟื้นฟูระดับหก”

             

            ไป่ฟานเซียนพูดเสียงเบา  และมีเพียงอู๋เจี่ยเท่านั้นที่ได้ยิน  ชายหนุ่มเบิกตากว้าง  และไม่ทันให้เขาหายตกใจโอสถเกือบสิบเม็ดก็ลอยออกมาจากฝาหม้อที่เปิดออก  ทันทีที่สัมผัสกับอากาศ  มันก็ส่องประกายและทำท่าจะระเบิดแรงกดดันออกไปทุกหนแห่ง  ไป่ฟานเซียนรีบกวาดมือส่งพลังปราณของนางสายหนึ่งของนางเข้าไปห่อหุ้มพวกมันไว้จนมันสงบลงก่อนที่จะสร้างความวุ่นวายได้สำเร็จ

             

            “...ข้าจะปรุงโอสถอีกสองสามชนิดที่เจ้าต้องการให้...มันไม่ช้าเกินไปใช่ไหม?”

             

            คำถามของนางเหมือนจะทำให้อู๋เจี่ยได้สติ  เขามองท่าทางของหญิงสาวที่ยังคงสงบนิ่งแล้วอยากจะตะโกนใส่หน้าเธอสักครั้ง

             

            ระยะเวลาที่เธอหลอมโอสถสิบเม็ดนั่นมันยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเลยนะเฮ้ย!

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน