“นั่นมันท่านพลเอกหลิวนี่นา?”
ผู้ฝึกตนบางคนย่อมสามารถจดจำตัวตนของชายหนุ่มคนนี้ได้ ทำให้เหล่านักข่าวมุ่งความสนใจไปที่ตัวของหลิวเยี่ยนเฟยกันทันที
ก่อนหน้านี้เคยมีคนเก็บภาพการต่อสู้ของเขาไว้ได้ ทั้งตอนราชินีมังกรที่สามารถผ่าคลื่นเป็นสองเสี่ยง แต่เพราะหลังจากนั้นเขาไม่ค่อยจะปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยจึงถูกหลงลืมไป ก่อนจะถูกพูดถึงอีกครั้งในตอนที่กลุ่มโจรเงารัตติกาลบุกเข้ามาเมื่อวันก่อน
ภาพลักษณ์ของชายหนุ่มที่ดูบอบบางแต่อบอุ่นนั้นสามารถก่อให้เกิดกระแสแฟนคลับขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง มีหญิงสาวไม่น้อยที่ชื่นชอบผู้ชายในลักษณะนี้ แล้วยิ่งเขามาปรากฏตัวในฐานะแขกคนแรกของคลินิกก็ยิ่งทำให้เหล่านักข่าวอยากจะรีบพุ่งเข้าไปสัมภาษณ์เขามากขึ้นไปอีก
“ท่านพลเอกคะ ท่านมีอาการบาดเจ็บอะไร ทำไมถึงคิดจะมารักษาตัวที่คลินิกแห่งนี้กันคะ?”
นักข่าวพยายามฝ่าตัวเข้าไป แต่ก่อนที่พวกเขาจะผ่านประตู ก็ปรากฏร่างของชายชราคนหนึ่งออกมายืนขวางเอาไว้พร้อมกับแรงกดดันอันรุนแรง
“ขอโทษทีนะ...ผู้ที่ไม่ได้ต้องการการรักษากรุณารออยู่ด้านนอก”
จอมดาบเจิ้งเหรินอี้เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ แต่กลับไม่มีสักคนที่จะสามารถเข้าไปได้ พวกเขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ พลังที่ชายชราแผ่ออกมานั้นสามารถทำให้จูเจินหมิงตกตะลึง
ตอนแรกที่เขาเข้ามาสนใจในโลกยุทธภพนั้นเขาคิดว่าคุณเกาที่เป็นจอมยุทธ์ขั้นสูงนั้นแข็งแกร่งมากแล้ว แต่ถ้านำมาเทียบกับชายชราตรงหน้าแล้วเขาไม่คิดว่าคุณเกาจะสามารถต่อกรได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
เขาอยากจะลองติดต่อให้ชายชรามาเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัวจริงๆ!
“โอ้...ทำไมวันนี้คนเยอะจัง?”
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะดำเนินต่อ ด้านหลังของกลุ่มคนก็มีเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้น เขาเดินแหวกผู้คนมาจนถึงที่หน้าสุดพร้อมกับชุดของทางการเต็มยศ
“ปรมาจารย์เจิ้ง แข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว?”
ผู้ที่มาใหม่ก็คือท่านจอมพลแห่งกองทัพจางเซียนหยวน
การปรากฏตัวของเขาเรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนได้มากมาย ขณะเดียวกันในมือของเขาตอนนี้ก็มีกระเช้าสำหรับแสดงความยินดีขนาดใหญ่ติดมือมาด้วย เขาส่งมันให้กับพ่อบ้านชราที่ออกมารับอย่างรวดเร็วแล้วพูดต่อว่า
“วันเปิดงานของลูกสาว ฉันก็ต้องมาน่ะสิ”
คำพูดของเขาทำให้หลายคนตกใจ เรื่องมันอาจจะผ่านมานานแล้วแต่ก็ยังมีบางคนที่อยู่ที่หมู่บ้านใต้เมฆาในวันนั้นจดจำได้ถึงสถานะบางอย่างของไป่ฟานเซียน
ลูกสาวบุญธรรมของท่านจอมพล!
นั่นทำให้ผู้ที่คิดจะมาหาเรื่องหรือก่อความไม่สงบต้องเปลี่ยนความคิดแทบจะในทันที สำหรับพวกเขาแล้วสิ่งที่ไม่อยากจะเข้าไปวุ่นวายที่สุดก็คือเรื่องอำนาจของกองทัพหรือทางการ การมาปรากฏตัวของเขาในวันนี้สามารถลดความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดให้กับไป่ฟานเซียนได้มากมายจริงๆ
“ฉันเข้าไปได้หรือเปล่า?”
“ท่านเป็นแขกของบ้านหลังนี้เสมอเชิญเลยครับท่านจอมพล”
หวงจื่อหานยิ้มแล้วค้อมตัว เขาพาจางเซียนหยวนเดินเข้าประตูไปทักทายไป่ฟานเซียนที่อยู่ด้านในอย่างไม่รีรอ
“เอาล่ะ...ผู้ที่ต้องการการรักษาให้เข้ามาได้”
จอมดาบเจิ้งเหรินอี้พยักหน้าเบาๆ เขาปล่อยให้จูเจินหมิงที่เริ่มมีสีหน้าประหม่าผ่านเข้าไปโดยไม่ขัดขวาง หลังจากนั้นก็เริ่มมีคนอีกหลายคนที่กล้าตามเข้าไปด้านใน
ชายชราหลังจากที่พูดจบก็หันไปนั่งเงียบๆแล้วยกยาสมุนไพรขึ้นมาดื่มเท่านั้น หลายคนอาจจะไม่รู้แต่เมื่อตอนเช้ามืดนั้นเขาได้ออกมาฝึกกับไป่ฟานเซียน และเพราะในวันนี้หลิวเยี่ยนเฟยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา จึงมีแค่เขาคนเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับห่าฝนของการโจมตีจากทุกทิศทางที่กระหน่ำมายิ่งกว่าสายฝน
สมุนไพรพวกนี้เป็นอู๋เจี่ยที่แนะนำมาและให้ไป่ฟานเซียนปรุงโอสถน้ำขึ้นมาให้ มันช่วยในการสมานแผลภายในและบรรเทาอาการฟกช้ำได้เป็นอย่างดี
ด้านในของคลินิกนั้นมีส่วนที่เป็นเคาท์เตอร์คล้ายประชาสัมพันธ์และคอยรับรองผุ้ที่เข้ามาติดต่อ ตอนนี้มีหลินเสี่ยวถิงที่ผันตัวมาช่วยงานอย่างเต็มตัวยืนอยู่ เธอจะคอยต้อนรับและจัดคิวให้กับผู้ป่วยของวันตามลำดับและสอบถามอาการเบื้องต้น บางครั้งเหม่ยอิงเองก็จะมาช่วยบริเวณนี้ด้วย
ส่วนด้านในนั้นตอนนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกำลังยืนอยู่ในห้องที่คล้ายห้องประชุม จางเซียนหยวนเดินเข้าไปดูอาการของหลิวเยี่ยนเฟยพลางถอนหายใจ
“ในที่สุดก็คิดจะรักษาแล้วสินะ?”
คำถามของท่านจอมพลทำให้ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ
“ถึงผมจะรักษาแล้วแต่ใบลาของผมยังมีผลอยู่นะครับ?”
เมื่อเห็นท่าทางไร้กังวลของชายหนุ่ม จางเซียนหยวนเองก็สามารถเบาใจลงไปได้หลายส่วน เขารู้จักกับเจ้าเด็กนี่มาก็หลายปี ทำไมจะไม่รู้ถึงความดื้อดึงเล็กๆในบางเรื่องที่ตัดสินใจไว้แล้วของผู้ชายคนนี้
“ถึงระยะหลังอาการของมันจะไม่ค่อยแสดงออกมาแล้ว แต่รักษาให้หายขาดไปเลยน่าจะดีกว่า” หลิวเยี่ยนเฟยสัมผัสไปที่หน้าอกของตัวเองแล้วหันมายิ้มให้ไป่ฟานเซียน
“แล้วถือโอกาสช่วยปรมาจารย์ไป่โปรโมตที่นี่ไปด้วยเลย”
“หมายความว่ายังไงล่ะนั่น?”
ท่านจอมพลถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“ผมได้ตกลงไว้แล้วว่าจะยอมให้การรักษาของตัวเองเปิดเผยต่อสาธารณะชนน่ะครับ”
คำตอบที่ไม่คาดคิดของหลิวเยี่ยนเฟยทำให้จางเซียนหยวนประหลาดใจ เขามองไปที่พลเอกหนุ่มที่เขาเห็นมานานอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง
เจ้านี่เปลี่ยนไปแล้ว...
บางทีการให้เขาได้ลาพักร้อนมาอาศัยอยู่ที่นี่สักเดือนก็คงจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
“ถ้านายว่าอย่างนั้นก็ตามใจเถอะ...”
และหลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มารอการรักษาหรือแค่มาชมความสนุกก็ได้รู้ถึงข่าวนี้โดยทั่วถึงกัน พวกเขาต่างยินดีเพราะนั่นหมายถึงพวกเขาจะได้ดูการรักษาด้วยตาตัวเองและประเมินถึงความคุ้มค่าที่จะได้รับกับการจ่ายเงินอย่างน้อยสิบล้านเหรียญได้
“พวกนายคิดว่ายังไง?”
“ท่านพลเอกก็ดูไม่ได้ป่วยตรงไหนนี่นา? จะหลอกกันหรือเปล่า?”
“ชู่ว! ดูนั่น พวกเขาออกมาแล้ว”
เมื่อสิ้นเสียง กลุ่มคนก็เงียบลงทันที พวกเขามองหลิวเยี่ยนเฟยที่เดินนำออกมา ที่ห้องโถงนั้นมีอุปกรณ์การแพทย์เตรียมเอาไว้เพียบพร้อม ก่อนที่หมอเทวดาอู๋เจี่ยจะเดินตามออกมาและปิดท้ายด้วยไป่ฟานเซียน
การรักษานี้จะมีเหม่ยอิงและเสี่ยวถิงเป็นลูกมือ เหม่ยอิงนั้นหันไปเตรียมความพร้อมเรื่องการปรุงโอสถ เธอจัดพื้นที่ว่างมุมหนึ่งพร้อมทั้งวัตถุดิบมหาศาลที่บางอันก็แปลกประหลาดและเต็มไปด้วยความรู้สึกล้ำค่า จูเจินหมิงเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกสมุนไพรพวกนั้นสะกดเอาไว้จนต้องยอมรับในใจว่าถ้าเป็นที่นี่ก็อาจจะให้ความช่วยเหลือเขาได้จริงๆ
“...ถ้าพูดกันตรงๆเรื่องแผลเก่าของนายฉันอ่านพวกมันมาไม่รู้กี่สิบรอบแล้วล่ะ”
อู๋เจี่ยหยิบเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากซอง ใช่ว่าหลิวเยี่ยนเฟยจะพึ่งเป็นเสียเมื่อไร เขาบาดเจ็บแบบนี้มาหลายปีแล้ว
ชายหนุ่มเองก็พยักหน้า เขาค่อยๆถอดเสื้อยืดแขนยาวที่ใส่อยู่ออกจนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อบนตัว ถึงจะเป็นคนร่างบางแต่เมื่อมาเห็นฉากนี้แล้วก็ต้องยิมรับว่าชายหนุ่มนั้นแข็งแรงและสมกับตำแหน่งพลเอกของกองทัพจริงๆ
แน่นอนว่าการกระทำของชายหนุ่มย่อมสามารถเรียกสายตาลุกวาวของหญิงสาวบางคนได้ แต่หลิวเยี่ยนเฟยไม่สนใจ เขายกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกตัวเองเบาๆอีกครั้ง
“...ไม่เห็นมีบาดแผลเลยนี่”
ไม่รู้ว่าใครพูดประโยคนี้ แต่ทุกคนบริเวณนั้นก็เห็นด้วย เพราะบนร่างกายของชายหนุ่มนั้นเต็มไปด้วยความขาวเนียนไร้ร่องรอยบาดแผลแม้แต่จุดเดียว
“...สลายปราณของนายสิ จะได้เริ่มการรักษา”
อู๋เจี่ยพูดเสียงเรียบ แต่ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยความจริงจัง เขาเคยเห็นแผลนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว และต้องยอมรับว่าตัวเองสมัยนั้นไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จริงๆ
หลิวเยี่ยนเฟยหัวเราะเบาๆ ทันใดนั้นที่หน้าอกของเขาพลันปรากฏร่องรอยสีดำม่วงสายหนึ่งขึ้นมา มันค่อยๆลุกลามจนกลืนกินพื้นที่ครึ่งหนึ่งของร่างกายส่วนบนไปแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าซีดเผือดแล้วไอออกมาเป็นเลือดสีคล้ำหลายครั้งจนเสี่ยวถิงต้องรีบนำผ้าขาวมารองด้วยความเป็นห่วง
วิชาที่หลิวเยี่ยนเฟยฝึกฝนนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็นวิชาร่างกายหยกก็ได้ มันสามารถขจัดขวาม สกปรกและของเสียออกจากร่างกาย ขณะเดียวกันต้องบอกว่าเป็นความโชคดีที่มันสามารถช่วยสะกดไม่ให้บาดแผลนี้มันลุกลามจนกัดกินอวัยวะภายใน
“ลงมือ!”
อู๋เจี่ยนั้นกลับเป็นผู้ที่รีบร้อนกว่าใครเขาสะบัดมือทีหนึ่งเข็มเงินหลายสิบเล่มก็พุ่งออกมาจากซอง พวกมันลอยอยู่รอบตัวเขารอบหนึ่งก่อนจะปักลงบนร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟยบริเวณรอบบาดแผล เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้ที่เฝ้ามองล้วนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ แม้แต่ตัวชายหนุ่มเองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อาการบาดเจ็บมันแปลกๆ?” อู๋เจี่ยมองอย่างประหลาดใจ
“แค่กๆ!”
แต่ทันใดนั้นหลิวเยี่ยนเฟยก็ไอออกมาอย่างต่อเนื่อง ใบหน้าของเขาเริ่มขาวซีด จนอู๋เจี่ยที่อยู่ใกล้ที่สุดรีบเข้าไปดู เขาแตะชีพจรของชายหนุ่มเบาๆแล้วเบิกตากว้าง
“รีบให้โอสถฟื้นฟูเร็วเข้า!”
เพราะสิ่งที่เขาพบก็คือร่างกายของชายหนุ่มกำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยไว้ไม่ถึงห้านาทีเขาจะหมดสติลงอย่างแน่นอน
ไป่ฟานเซียนพยักหน้ารับ นางพลิกมือทีหนึ่งก็มีโอสถเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ ถ้าผู้ที่รู้จักมันต้องจดจำได้เป็นอย่างดี เพราะมันคือ “พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา”ที่ไป่ฟานเซียนเคยปรุงให้ดู
ทันทีที่หลิวเยี่ยนเฟยกลืนเข้าไปมันก็สามารถประคองอาการของเขาเอาไว้ได้ ชายหนุ่มฝืนยิ้มออกมาทั้งที่ตรงริมฝีปากยังมีรอยเลือดไหลปรากฏให้เห็นอยู่
“...ดูท่าว่าจะเป็นหนักกว่าเดิมอีกนะครับเนี่ย?”
เพราะที่แล้วมาเขาสะกดมันไว้ด้วยวิชาของตัวเองจึงไม่รู้ตัว และยังคิดไปว่ามันกำลังดีขึ้นเพราะไม่ค่อยจะแสดงอาการ แต่ใครจะไปคิดว่าความจริงแล้วมันจะรุนแรงขนาดนี้
“...เจ้ามั่นใจในวิธีของเจ้าใช่ไหม?”
ไป่ฟานเซียนหันไปถามอู๋เจี่ยประโยคหนึ่ง ซึ่งเขาก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่นแล้วอธิบายให้ฟัง
“แผนเดิมคือจะค่อยๆจำกัดพื้นที่แล้วค่อยๆรักษาไปทีละส่วน แต่ดูจะใช้ไม่ได้แล้วล่ะ...”
อู๋เจี่ยพูดขณะที่มองร่องรอยบาดแผลที่ลุกลามไปเรื่อยๆ มันราวกับเป็นเนื้อร้ายที่กำลังกัดกินร่างกายของหลิวเยี่ยนเฟย เขาอดนับถือในวิชาและพลังใจของชายหนุ่มที่สามารถสะกดพวกมันเอาไว้ได้จนถึงทุกวันนี้ไม่ได้
“ถ้าไม่ผ่าตัดก็ต้องใช้ยาสามชนิด หนึ่งคือยาฟื้นฟูเพื่อประคองอาการ สองคือยาที่มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนบาดแผลเรื้อรัง เพราะอาการบาดเจ็บนี้เกิดมาจากการใช้พลังจนเกินตัวและถูกการโจมตีจากภายนอก จำเป็นต้องมียาที่มีผลในการชำระล้างขั้นสูงสุดด้วย...”
“...แต่แค่โอสถระดับสี่ดูจะไม่เพียงพอ และการผ่าตัดก็จะยิ่งอันตรายไปกว่านี้อีก”
สิ่งที่ไป่ฟานเซียนพูดนั้นถูกต้อง เพราะจากการสังเกตเมื่อครู่แล้วแม้จะเป็น“พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา” ก็ยังทำได้เพียงให้หลิวเยี่ยนเฟยอาการทรงตัวขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น
นางตรวจดูในมิติส่วนตัวของนาง โอสถที่มีฤทธิ์จำเพาะเจาะจงพวกนั้นนางไม่ค่อยจะพกไว้กับตัวเท่าใด ที่เตรียมเอาไว้ก็ดูจะไม่สามารถรับมือกับอาการที่ร้ายแรงขึ้นกะทันหันของชายหนุ่มได้
“...”
ทันใดนั้นไป่ฟานเซียนก็ตัดสินใจ นางสะบัดมือไปด้านข้างที่เป็นพื้นที่ว่างซึ่งเหม่ยอิงมาเตรียมเอาไว้ ก่อนที่จะปรากฏรอยแยกของมิติขึ้นมาเหนือพื้นขึ้นไปหลายเมตร
ตูม!
เสียงปะทะอันดังสนั่นนั้นทำให้ผู้ที่เฝ้ามองสะดุ้ง เมื่อพวกเขาหันมามองก็พบกับหม้อขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าไปยืนอยู่ด้านในได้อย่างสบายตั้งอยู่ที่มุมนั้นแล้ว!
“...คงต้องยืมพลังเจ้าแล้ว”
ไป่ฟานเซียนลูบหม้อใบยักษ์ของนางเบาๆพร้อมกับเสียงกระซิบ ซึ่งตัวหม้อก็สั่นเบาๆราวกับจะสามารถตอบโต้กับนางได้จริงๆ ทันทีที่ฝาหม้อถูกเปิดออกแรงดึงดูดและกดดันราวกับขุนเขาขนาดยักษ์ก็แผ่พุ่งออกมาโดยมีหม้อเป็นศูนย์กลาง มันสามารถสะกดข่มได้แม้แต่จางเซียนหยวนและเจิ้งเหรินอี้ที่เบิกตากว้าง
หญิงสาวขยับนิ้วทีหนึ่งวัตถุดิบที่เตรียมเอาไว้บางส่วนก็ลอยตามคำสั่งของนางเข้าไปในหม้อ ก่อนที่ด้านล่างจะปรากฏไฟสีฟ้าลุกพรึ่บขึ้นมา
ไป่ฟานเซียนหรี่ตาลง สมุนไพรอีกหลากหลายชนิดก็ปรากฏขึ้นและพุ่งตามเข้าไป ฉากนี้สามารถทำให้ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถต้องเหม่อลอย มันดูเหมือนกับเป็นการแสดงที่ทั้งลื่นไหลและงดงาม
“เธอจะปรุงโอสถตอนนี้จริงเหรอ?”
แม้แต่อู๋เจี่ยก็ยังไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้ เพราะโอสถที่นางจะปรุงต้องเป็นโอสถจำเพาะและใช้เวลาปรุงค่อนข้างนาน แบบนั้นหลิวเยี่ยนเฟยน่าจะรอไม่ไหวแน่ๆ
“มันนานเกินไป...ฉันจะถอนเข็มออกแล้วให้หมอนี่โคจรพลังปราณอีกครั้ง เราต้องมาเตรียมตัวเพื่อรับมือกันใหม่...”
“...เสร็จแล้ว”
ไม่ทันที่หมอหนุ่มจะพูดจบ ไป่ฟานเซียนก็แทรกขึ้นมาก่อน นางส่งพลังปราณเข้าไปเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อโอสถเริ่มกลั่นตัวรวมกันเป็นเม็ดมันก็ส่งแรงสั่นสะเทือนราวกับคลื่นออกไปทั่วทุกทิศทาง แม้แต่ผู้ที่นั่งอยู่ด้านนอกหรือห่างไปหลายร้อยเมตรก็ยังรู้สึกถึงความสดชื่นสายหนึ่งที่ซึมซาบเข้าไปในตัว
“...โอสถฟื้นฟูระดับหก”
ไป่ฟานเซียนพูดเสียงเบา และมีเพียงอู๋เจี่ยเท่านั้นที่ได้ยิน ชายหนุ่มเบิกตากว้าง และไม่ทันให้เขาหายตกใจโอสถเกือบสิบเม็ดก็ลอยออกมาจากฝาหม้อที่เปิดออก ทันทีที่สัมผัสกับอากาศ มันก็ส่องประกายและทำท่าจะระเบิดแรงกดดันออกไปทุกหนแห่ง ไป่ฟานเซียนรีบกวาดมือส่งพลังปราณของนางสายหนึ่งของนางเข้าไปห่อหุ้มพวกมันไว้จนมันสงบลงก่อนที่จะสร้างความวุ่นวายได้สำเร็จ
“...ข้าจะปรุงโอสถอีกสองสามชนิดที่เจ้าต้องการให้...มันไม่ช้าเกินไปใช่ไหม?”
คำถามของนางเหมือนจะทำให้อู๋เจี่ยได้สติ เขามองท่าทางของหญิงสาวที่ยังคงสงบนิ่งแล้วอยากจะตะโกนใส่หน้าเธอสักครั้ง
ระยะเวลาที่เธอหลอมโอสถสิบเม็ดนั่นมันยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเลยนะเฮ้ย!