ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 314 : รอยร้าวแห่งมรรคา

จารึกที่ 314 : รอยร้าวแห่งมรรคา : ถักทอสายใยวัฏสงสาร


ความมืดมิดในทะเลแห่งความว่างเปล่า มิใช่ความมืดที่สามารถจุดคบเพลิงเพื่อให้เกิดแสงสว่างได้ ทว่ามันคือห้วงลึกที่ดูดกลืนแม้กระทั่งแสงดาวและกาลเวลา มหานาวาปราณสูญตา ลำเรือยักษ์ที่หล่อหลอมจากไม้โบราณสีดำสนิทและศิลาจารึกนับหมื่นชิ้น ลอยลำไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ ประดุจวิญญาณเร่ร่อนที่หลุดพ้นจากวัฏสงสาร โครงสร้างของตัวเรือส่งเสียงลั่นแผ่วเบา ยามต้องเสียดสีกับกระแสมิติที่ปั่นป่วนและไร้ทิศทาง


บนดาดฟ้าเรือ บรรยากาศหนักอึ้งและหนาวเหน็บจนแทบจะแช่แข็งสายเลือด ลมพายุที่พัดผ่านแฝงไปด้วยปราณแห่งความตายและการพังทลายของมิติ ทว่าไม่มีผู้ใดบนเรือลำนี้ใส่ใจต่อความหนาวเหน็บภายนอก เพราะความหนาวเหน็บในจิตใจของพวกเขานั้น รุนแรงยิ่งกว่าหลายเท่านัก


ใจกลางดาดฟ้าเรือ ร่างของเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเทาเข้ม นอนนิ่งสนิทอยู่บนแผ่นหยกปราณที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเร่งด่วน ใบหน้าของอาเจียซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากและมีคราบโลหิตสีดำคล้ำเกรอะกรัง ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่อาจสัมผัสได้ หากมิใช่เพราะหน้าอกที่ขยับขึ้นลงเชื่องช้ายิ่งกว่าการหยดของน้ำค้าง คงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าบุรุษผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่


หลินชิงเสวี่ยคุกเข่าอยู่เคียงข้าง ดวงตาที่เคยมองสรรพสิ่งด้วยความเจ้าระเบียบและเยือกเย็น บัดนี้ทอประกายความรวดร้าวอย่างลึกซึ้ง นางใช้ผ้าไหมฟ้าชุบน้ำค้างวิญญาณ ซับคราบเลือดบนใบหน้าของเขาอย่างทะนุถนอม ทุกการสัมผัสแผ่วเบาราวกับกลัวว่าร่างเบื้องหน้าจะแหลกสลายกลายเป็นผุยผง


เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์เอกสายในผู้งดงาม นั่งหลับตาอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ามือทั้งสองข้างของนางเปล่งประกายสีเขียวมรกต ถ่ายทอดปราณวิถีพฤกษาเข้าสู่แผ่นอกของอาเจียอย่างต่อเนื่อง ทว่าคิ้วเรียวสวยของนางกลับขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายบนหน้าผากเนียน


"สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้าง ปิงอวิ๋น?" ฉินมู่หลางเอ่ยถาม น้ำเสียงของยอดกระบี่แหบพร่าและเต็มไปด้วยความกังวล เขายืนกอดกระบี่นิรันดร์อยู่ไม่ไกล สายตากวาดมองความมืดมิดรอบเรือเพื่อเฝ้าระวังภัย ทว่าจิตใจกลับจดจ่ออยู่กับสหายร่วมรบ


เย่ปิงอวิ๋นค่อยๆ ถอนฝ่ามือกลับมา นางลืมตาขึ้นพร้อมกับทอดถอนใจอย่างหนักหน่วง "รากฐานของเขา... แหลกสลายอย่างสมบูรณ์"


คำกล่าวของนางดุจสายอสนีบาตฟาดลงกลางใจของทุกคน เฟิงอี้หรานที่นั่งพิงกราบเรืออยู่ถึงกับผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกกว้าง


"หมายความว่าอย่างไรที่แหลกสลาย!" ดาวนำโชคแห่งสำนักพู่กันเพลิงเค้นเสียง "เขาเพิ่งทะลวงขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มขั้นสูงสุด! ปราณเซียนแท้ของเขาบริสุทธิ์ยิ่งกว่าพวกเราทุกคนรวมกันเสียอีก!"


"การตัดพิกัดมิติระดับสวรรค์ด้วย 'ค่ายกลตัดมรรคา' มิใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนในดินแดนเบื้องล่างจะกระทำได้โดยไร้ผลตอบแทน" เย่ปิงอวิ๋นอธิบายเสียงสั่น "พลังที่เขาใช้บิดเบือนกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ได้สะท้อนกลับเข้ามาบดขยี้เส้นชีพจรของเขาทุกเส้นจนขาดสะบั้น จุดตันเถียนของเขาในยามนี้เต็มไปด้วยรอยร้าว ทารกวิญญาณสูญตาเข้าสู่สภาวะหลับใหลลึกเพื่อป้องกันการแตกซ่าน... วิถีพฤกษาของข้า ทำได้เพียงพยุงเจตจำนงชีวิตของเขาไว้ ทว่าไม่อาจซ่อมแซม 'มรรคา' ที่พังทลายได้"


ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมดาดฟ้าเรือ


การสูญเสียมรรคา สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ย่อมเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย มันหมายถึงการตกต่ำกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา หรือร้ายแรงกว่านั้น คือการกลายเป็นคนพิการที่ไม่อาจแม้แต่จะเดินลมปราณเพื่อขยับร่างกาย


"เขาทำเพื่อพวกเรา..." หลินชิงเสวี่ยกระซิบเสียงแผ่วเบา มือเรียวกำผ้าไหมฟ้าแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "หากเขาไม่ฝืนใช้อักขระที่เกินขีดจำกัด พวกเราทุกคนคงถูกเนตรของสวรรค์จอมปลอมนั่น บดขยี้จนวิญญาณแตกซ่านไปแล้ว"


"วิถีแห่งเต๋า ย่อมมีความยุติธรรมในแบบของมัน"


เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้น ร่างโปร่งแสงของมู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเหนือร่างของอาเจีย ร่างวิญญาณของเขายังคงเลือนรางจากการเผาผลาญพลังเพื่อกางกำแพงอักขระปกป้องศิษย์รัก ทว่าดวงตาที่ทอดมองอาเจียกลับเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นอันลึกซึ้ง


"ท่านอาจารย์..." ฉินมู่หลางและทุกคนประสานมือคารวะด้วยความเคารพ


มู่เฉินโบกมือเบาๆ "พวกเจ้าจงอย่าได้เศร้าหมองไปเลย อาเจียมิใช่ผู้ที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตาเพียงเพราะเส้นชีพจรขาดสะบั้น... พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าวิถีแห่งหมื่นอักขระที่แท้จริง คือสิ่งใด?"


อดีตมหาปรมาจารย์ชี้ปลายนิ้วไปที่กึ่งกลางหน้าผากของอาเจีย "มรรคาแห่งอักขระ มิใช่การพึ่งพาร่างกายเป็นภาชนะเพียงอย่างเดียว ทว่ามันคือการใช้จิตวิญญาณเป็นพู่กัน และใช้ฟ้าดินเป็นผืนกระดาษ... รอยร้าวในจุดตันเถียนของเขา ในสายตาของผู้ฝึกตนทั่วไปอาจคือจุดจบ ทว่าในสายตาของผู้ปกครองอักขระ มันคือ 'พื้นที่ว่าง' ที่รอการถักทอโครงสร้างใหม่"


มู่เฉินหันไปมองมิตรสหายของอาเจียทีละคน "หน้าที่ของพวกเจ้าในยามนี้ มิใช่การร่ำไห้ หรือพยายามยัดเยียดลมปราณที่เขาไม่ต้องการ ทว่าคือการปกป้อง 'ห้องโถงแห่งการศึกษา' ของเขาให้ปลอดภัย ทะเลแห่งความว่างเปล่าเต็มไปด้วยกระแสน้ำวนมิติและอสูรเร่ร่อน จงทำหน้าที่ของพวกเจ้า และเชื่อมั่นในตัวเขา"


สิ้นคำกล่าว ร่างของมู่เฉินก็เลือนหายกลับเข้าไปในพู่กันนิรันดร์ที่วางอยู่ข้างกายอาเจีย ทิ้งไว้เพียงคำสอนที่ดึงสติของทุกคนให้กลับคืนมา


ฉินมู่หลางสูดลมหายใจลึกยาว แววตากลับมาเฉียบคมดุจกระบี่ในฝัก "ท่านอาจารย์มู่เฉินกล่าวถูกต้อง พวกเราอ่อนแอเกินไป จึงทำให้เขาต้องแบกรับภาระหนักหนาถึงเพียงนี้... ข้าจะไปประจำที่หัวเรือ ศิลาพิทักษ์สูญตา จงทำหน้าที่บังคับหางเสือต่อไป ข้าจะเป็นผู้เบิกทางให้เอง!"


"ข้าจะกางค่ายกลเพลิงพรางตา ลบกลิ่นอายของมหานาวาให้กลืนไปกับความมืดมิด" เฟิงอี้หรานเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก เพลิงอัคคีในฝ่ามือลุกโชนขึ้นอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่น


เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยพยักหน้าให้กัน พวกนางถอยออกมายืนเฝ้าระวังอยู่รอบร่างของอาเจีย สร้างขอบเขตพิทักษ์ที่ไม่มีสิ่งใดอาจล่วงล้ำได้

ในขณะที่โลกภายนอกกำลังเคลื่อนไหวอย่างตึงเครียด ภายในห้วงจิตสำนึกของอาเจีย กลับเป็นความเงียบสงัดที่ลึกล้ำและมืดมิดยิ่งกว่าทะเลแห่งความว่างเปล่า


อาเจียรู้สึกตัวขึ้นมาท่ามกลางความหนาวเหน็บ เขาพบว่าตนเองกำลังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางจุดตันเถียนของตนเอง ทัศนียภาพรอบด้านชวนให้หดหู่ใจยิ่งนัก เส้นชีพจรปราณที่เคยเปล่งประกายสีเงินยวง บัดนี้ขาดสะบั้นและห้อยระย้าดุจรากไม้ที่ตายซาก ทารกวิญญาณสูญตาที่ควรจะเปี่ยมด้วยพลังชีวิต นั่งขดตัวหลับใหลอยู่บนฐานดอกบัวที่เต็มไปด้วยรอยร้าวลึก


ทว่า สิ่งที่ทำให้อาเจียประหลาดใจ คือตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนก หรือหวาดกลัวต่อความสูญเสีย


เขาไม่ได้ก่นด่าสวรรค์ ไม่ได้คร่ำครวญถึงทรัพยากรศิลาปราณที่อาจต้องสูญเสียไปเพื่อรักษาตัว เปลือกนอกของพ่อค้าผู้หน้าเงินและบ้าสมบัติ ถูกกะเทาะออกไปพร้อมกับการปะทะกับเนตรสัจธรรม สิ่งที่เหลืออยู่คือแก่นแท้ของผู้บำเพ็ญเพียรที่กระหายในความเข้าใจมรรคา


"การลงทัณฑ์ของฟ้าดิน..." อาเจียลอยตัวเข้าไปใกล้ทารกวิญญาณที่หลับใหล ดวงตาแห่งความว่างเปล่าของเขา (เนตรสูญตา) สาดประกายลึกล้ำ จ้องมองเข้าไปในรอยแตกร้าวเหล่านั้น "พวกสวรรค์จอมปลอมคงคิดว่า นี่คือการริบพลังคืน เป็นการลงโทษมดปลวกที่บังอาจท้าทายกฎเกณฑ์..."


อาเจียแค่นยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความอหังการและตลกร้าย "พวกมันช่างคับแคบนัก... นี่มิใช่การทำลาย ทว่ามันคือการ 'รื้อถอนโครงสร้างเดิม' ที่คับแคบเกินไปต่างหาก หากปราศจากการพังทลาย ย่อมไม่มีพื้นที่สำหรับการสรรค์สร้างที่ยิ่งใหญ่กว่า!"


เขานั่งขัดสมาธิลงกลางห้วงตันเถียนที่แหลกสลาย


ในวิถีแห่งเต๋า ผู้ฝึกตนมักพยายามรักษาสภาพเดิมของตนเองไว้ให้มั่นคงที่สุด ทว่าอาเจียกำลังจะทำในสิ่งที่สวนทาง เขาเริ่มเข้าสู่กระบวนการ 'ศึกษาและวิเคราะห์' ความพังทลายของตนเอง


อาเจียหลับตาลง ดึงเจตจำนงแห่งมหาภาวะซวี (ความว่างเปล่า) ออกมา เขาไม่ได้ใช้มันเพื่อต่อสู้ ทว่าใช้มันเป็น 'ดวงตา' เพื่อมองทะลุเข้าไปในสมการแห่งความพินาศ


'รอยร้าวเหล่านี้... เกิดจากแรงสะท้อนกลับของมิติ...' อาเจียวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น 'ค่ายกลตัดมรรคาที่ข้าใช้ อาศัยหลักการตัดขาดพิกัด ทว่าโครงสร้างวิญญาณของข้าย่อหย่อนเกินกว่าจะทนรับแรงดีดกลับ เส้นชีพจรจึงขาดสะบั้นเพราะทนรับความหนาแน่นของความว่างเปล่าไม่ไหว'


เขาเพ่งสมาธิไปที่รอยแตกจุดหนึ่ง


'หากข้าพยายามใช้ปราณพฤกษาหรือปราณโอสถมาเชื่อมต่อ มันก็จะเป็นเพียงการเอาเชือกมามัดท่อนไม้ที่หัก สักวันเมื่อเผชิญแรงกดดัน มันก็จะหักลงที่เดิม... วิถีแห่งอักขระ มิใช่การปะผุ ทว่ามันคือการเปลี่ยนสัจธรรม'


อาเจียยกมือขวาขึ้นในห้วงจิต พู่กันนิรันดร์ในรูปแบบของเจตจำนงปรากฏขึ้นในอุ้งมือ


เขาตั้งใจแน่วแน่ว่า การฟื้นฟูครั้งนี้จะต้องไม่ใช่การกลับไปเป็นขีดสุดวิญญาณแรกเริ่มที่เปราะบาง ทว่ามันต้องเป็นการปูรากฐานเพื่อก้าวขึ้นสู่ระดับที่สามารถรองรับ 'มหาวิถีหมื่นอักขระ' ได้อย่างสมบูรณ์!


"เริ่มจากการทดลอง"


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นกลางห้วงตันเถียน ลึกลงไปในวงกลมนั้น อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้นมาอย่างแจ่มชัด เขาพยายามดึงเส้นสายจากอักขระหลิง ไปเชื่อมต่อกับปลายเส้นชีพจรที่ขาดสะบั้นสองฝั่ง


ทว่า ทันทีที่เจตจำนงแห่งความว่างเปล่าสัมผัสกับเส้นชีพจร


เปรี๊ยะ!


เส้นชีพจรนั้นกลับแหลกสลายกลายเป็นผงฝุ่นวิญญาณไปในทันที! ความเจ็บปวดรวดร้าวแผ่ซ่านทะลุห้วงจิตสำนึก อาเจียร่างสั่นสะท้าน ทว่าเขาไม่ยอมหยุด


"ล้มเหลว..." อาเจียวิเคราะห์ "อักขระหลิงมีความบริสุทธิ์ของความว่างเปล่ามากเกินไป เส้นชีพจรของมนุษย์ที่สร้างจากสสาร ย่อมทนรับการกัดกร่อนไม่ไหว... ความว่างเปล่าโดดๆ ไม่อาจเป็นกาวประสานได้"


เขาเริ่มต้นใหม่ ครั้งนี้เขาไม่ได้วาดเพียงอักขระหลิง ทว่าเขาจารึกอักขระ 'ปราณชีวิต' และ 'การยึดเหนี่ยว' ซ้อนทับลงไปในสัญลักษณ์ ( ⦾ ) เพื่อให้มันทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง


เขาดึงเส้นด้ายปราณที่เกิดจากการผสานอักขระ ไปเชื่อมเส้นชีพจรอีกครั้ง


วูบ...


เส้นชีพจรเชื่อมต่อกันได้สำเร็จ! แสงสีเงินยวงเริ่มไหลเวียนผ่านรอยต่อ


ทว่า ความยินดีอยู่ได้เพียงชั่วครู่ยาม


เมื่ออาเจียทดลองเร่งกระแสปราณให้ไหลเร็วขึ้น โครงสร้างของอักขระที่นำมาผสานกลับทนแรงดันไม่ได้


ตู้ม!


การระเบิดขนาดเล็กเกิดขึ้นในจุดตันเถียน รอยต่อขาดสะบั้นอีกครั้ง คราวนี้ทำลายเส้นชีพจรข้างเคียงไปด้วย อาเจียกระอักเลือดในโลกความเป็นจริง หลินชิงเสวี่ยที่เฝ้าอยู่เบื้องนอกถึงกับหน้าถอดสี


"ขัดแย้ง... โครงสร้างของสสารและมรรคาแห่งสูญตา ยังคงขัดแย้งกัน" อาเจียหอบหายใจในห้วงจิตสำนึก ความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับมีคนนำเลื่อยมาเฉือนสมอง ทว่าดวงตาของเขากลับยิ่งสาดประกายแห่งการเรียนรู้


การศึกษาอักขระ มิใช่เส้นทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ ทว่ามันปูด้วยความล้มเหลวและหยาดโลหิต


อาเจียจมดิ่งลงสู่การทดลองนับครั้งไม่ถ้วน


สิบครั้ง... ร้อยครั้ง... พันครั้ง!


เขาล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอักขระก็กัดกร่อนวิญญาณ บางครั้งก็แข็งกระด้างจนไม่อาจยืดหยุ่น ทุกความล้มเหลวสลักลึกลงไปในความเข้าใจของเขา เขาวิเคราะห์จุดบกพร่อง รื้อถอนทฤษฎีเดิม และสร้างสมการอักขระใหม่ขึ้นมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


ในขณะที่อาเจียกำลังต่อสู้กับรากฐานของตนเอง ภายนอกมหานาวาปราณสูญตา ทะเลแห่งความว่างเปล่าก็เริ่มเผยความน่ากลัวที่แท้จริงออกมา


เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยามนับตั้งแต่พวกเขาหลบหนีออกจากอาณาเขตของวิหารเทพ ทว่าในดินแดนที่ไร้ซึ่งเข็มทิศแห่งกาลเวลาแห่งนี้ ทุกวินาทีคือความเสี่ยง


"กระแสน้ำวนมิติ!" ฉินมู่หลางที่ยืนอยู่หัวเรือ ตวาดลั่น กระบี่นิรันดร์ในมือชี้ตรงไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า


ห่างออกไปไม่ถึงสิบลี้ ทัศนียภาพของความว่างเปล่ากำลังบิดเป็นเกลียวสว่านขนาดยักษ์ มันมิใช่พายุธรรมดา ทว่ามันคือ 'หลุมดำ' ที่เกิดจากการยุบตัวของกฎเกณฑ์เอกภพ แรงดึงดูดมหาศาลกำลังดูดกลืนอุกกาบาตและเศษแสงสว่างรอบด้านเข้าไปบดขยี้อย่างไร้ความปรานี!


"ศิลาพิทักษ์สูญตา หักหลบ!" เฟิงอี้หรานตะโกน


"นายท่าน... กระแสน้ำวนมีขนาดใหญ่เกินไป รัศมีแรงดึงดูดครอบคลุมเส้นทางเดินเรือทั้งหมด หากหักเลี้ยวในยามนี้ โครงสร้างกราบขวาของเรือจะถูกฉีกขาด!" หุ่นกลศิลาตอบกลับด้วยกระแสจิตที่ตึงเครียด


"หากไม่หลบ พวกเราก็จะถูกดูดเข้าไปทั้งลำ!" เย่ปิงอวิ๋นกัดฟัน นางเร่งปราณพฤกษา แผ่ขยายรากไม้สีเขียวมรกตเข้าปกคลุมโครงสร้างเรือ เพื่อเพิ่มความทนทาน


"สหายเอ๋ย... อาเจียเคยมอบความไว้วางใจให้พวกเรา ปกป้องการบำเพ็ญเพียรของเขา" ฉินมู่หลางก้าวออกไปยืนที่ขอบหัวเรือ สายลมกระโชกแรงพัดผมยาวของยอดกระบี่ให้ปลิวไสว "พวกเราจะยอมให้กระแสน้ำวนไร้สติพวกนี้ มาทำลาย 'ห้องเรียน' ของเขาได้อย่างไร!"


ยอดกระบี่หลับตาลง สูดลมหายใจลึก เจตจำนงกระบี่แห่งความว่างเปล่าที่เขาตกผลึกได้จากหุบเหวแห่งกาลเวลา ถูกดึงออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ


"กระบี่นิรันดร์... วิถีไร้รูป!"


ฉินมู่หลางตวัดกระบี่ฟันออกไปเบื้องหน้า! ทว่ามันมิใช่รังสีกระบี่ที่เจิดจ้า หรือคลื่นพลังที่บ้าคลั่ง ทว่ามันคือ 'รอยแยก' ที่บางเฉียบจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า


รอยแยกนั้นพุ่งทะยานแหวกมิติ พุ่งตรงเข้าเสียบทะลุแกนกลางของกระแสน้ำวนมิติที่กำลังหมุนคว้าง!


แม้จะไม่สามารถทำลายหลุมดำขนาดยักษ์ได้ ทว่าเจตจำนงกระบี่ของเขา ได้เข้าไปรบกวนความสมดุลของการหมุน ทำให้แรงดึงดูดชะงักงันไปเสี้ยวลมหายใจ!


"อี้หราน! ส่งพลังขับเคลื่อน!" ฉินมู่หลางคำราม เลือดไหลออกจากมุมปากจากการฝืนปะทะกับภัยธรรมชาติระดับเอกภพ


"ย่อมได้!" เฟิงอี้หรานกระโดดขึ้นไปยืนเหนือแกนปราณขับเคลื่อน เพลิงอัคคีบรรพกาลสีขาวบริสุทธิ์ ถูกอัดกระแทกเข้าไปในแกนกลางอย่างบ้าคลั่ง


บูมมม!


มหานาวาปราณสูญตาส่งเสียงคำรามดุจมังกรคลั่ง พุ่งทะยานแหวกผ่านขอบนอกของกระแสน้ำวนมิติไปได้อย่างฉิวเฉียด! โครงสร้างไม้หยกดำด้านซ้ายถูกแรงเสียดสีจนเกิดประกายไฟและรอยไหม้ ทว่าตัวเรือยังคงปลอดภัย


ทุกคนหอบหายใจรุนแรง ทรุดตัวลงกับพื้นกระดานเรือ พวกเขาสามารถปกป้องเรือไว้ได้ด้วยพลังของตนเอง พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาเติบโตขึ้น และมิใช่เพียงผู้ติดตามที่ไร้ประโยชน์


หลินชิงเสวี่ยหันกลับมามองร่างของอาเจียที่ยังคงนอนนิ่ง นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง


กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม มิได้อ่อนแรงลงดั่งเช่นตอนแรก ทว่ามันกำลัง 'จัดเรียงตัวใหม่'


ภายในห้วงจิตสำนึกของอาเจีย


หลังจากผ่านความล้มเหลวมานับพันครั้ง อาเจียนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ทบทวนทุกความเจ็บปวด ทุกรอยร้าว และทุกการแตกสลาย


'ความผิดพลาดของข้า คือการพยายามสร้างสสารจากความว่างเปล่า' อาเจียลืมตาขึ้น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าสาดประกายแห่งปัญญาที่ทะลุปรุโปร่ง 'อักขระหลิง (零) มิใช่ก้อนอิฐที่ใช้สร้างกำแพง ทว่ามันคือ 'เส้นด้าย' ที่ใช้ผูกมัดโครงสร้างต่างหาก... ข้าไม่จำเป็นต้องสร้างเส้นชีพจรใหม่ แต่ข้าต้องใช้เจตจำนงแห่งวัฏสงสาร มาร้อยเรียงเศษซากเดิมให้ประสานกัน!'


อาเจียไม่ได้วาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) แบบเดิมอีกต่อไป


เขายกพู่กันนิรันดร์ขึ้น จรดปลายพู่กันลงบนความว่างเปล่า ทว่าคราวนี้ เขาใช้วิถีแห่งเต๋าที่ตนเองตระหนักรู้ ผสานเข้ากับสายเลือดแห่งต้นไม้วัฏจักร!


"จารึกวัฏจักรสูญตา... ร้อยเรียงมรรคา!"


อาเจียวาดอักขระหลิง (零) นับหมื่นตัว ให้พวกมันร้อยเรียงกันเป็นเส้นโซ่ที่ไร้ขีดจำกัด ทว่ามันมิใช่สายโซ่ที่ใช้กดขี่ดั่งเช่นของวิหารเทพ แต่มันคือสายโซ่แห่ง 'ความเข้าใจและการยอมรับ'


เส้นด้ายอักขระนับหมื่น พุ่งทะยานเข้าไปพันธนาการเศษซากเส้นชีพจรที่แหลกสลายของเขา มันไม่ได้บังคับให้สมานตัว แต่มันเข้าไป 'เชื่อมรอยต่อ' ดึงดูดเศษเสี้ยวปราณที่ตกค้าง ให้ค่อยๆ ไหลเวียนกลับมารวมกันอย่างเป็นธรรมชาติ


เหมือนสายน้ำที่แห้งขอด ได้รับการขุดลอกเส้นทางให้ไหลมารวมกันอีกครั้ง!


ความเจ็บปวดมลายหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นอันลึกล้ำ ทารกวิญญาณสูญตาที่หลับใหล ค่อยๆ ลืมตาขึ้น รอยร้าวบนหน้าผากของมันถูกเติมเต็มด้วยเส้นสายอักขระสีเงินยวง ทำให้ทารกวิญญาณดูน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าเดิม


ร่างกายในโลกความเป็นจริงของอาเจีย เริ่มสั่นสะท้าน


แสงสีเงินยวงและสีดำทมิฬ สว่างวาบออกมาจากรูขุมขนของเขา เส้นชีพจรที่ขาดสะบั้น ถูกถักทอขึ้นใหม่ด้วยสายใยแห่งวัฏสงสาร มันมีความเหนียวแน่นและกว้างใหญ่กว่าเดิมนับร้อยเท่า!


"นี่มัน... พลังปราณกำลังฟื้นฟู!" เย่ปิงอวิ๋นเบิกตากว้าง สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟ


"ไม่ใช่แค่ฟื้นฟู..." หลินชิงเสวี่ยยืนขึ้น ดวงตาสั่นไหวด้วยความตกตะลึง "กลิ่นอายของเขา... กำลังก้าวล่วงขอบเขต!"


อาเจียลืมตาขึ้นในโลกความเป็นจริง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่เคยมืดสนิท บัดนี้มีวงแหวนอักขระสีเงินยวงหมุนวนอยู่ภายใน!


เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยบอบช้ำกลับมาสมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน ผ้าคลุมสีเทาที่ขาดวิ่นสะบัดพริ้วตามแรงปราณเซียนแท้ที่เอ่อล้นออกจากจุดตันเถียน


การบ่มเพาะที่แท้จริง มิใช่การพึ่งพายาอายุวัฒนะหรือการบังคับทะลวงคอขวด ทว่าคือการทำความเข้าใจรากฐานแห่งการแตกสลาย และสรรค์สร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยสติปัญญา!


อาเจียก้าวเดินไปที่หัวเรือ ทอดสายตามองมิตรสหายทุกคนที่เต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเหงื่อจากการปกป้องเขา


เขาไม่ได้กล่าวขอบคุณด้วยวาจาหน้าเงินหรือการสัญญาว่าจะให้รางวัล ทว่าเขาประสานมือ คารวะสหายทุกคนอย่างจริงใจและลึกซึ้ง


"การปกป้องของพวกเจ้า ทำให้ข้าได้ตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของวิถีแห่งอักขระ" อาเจียเอ่ยเสียงกังวาน หนักแน่นและเปี่ยมด้วยความชอบธรรมแห่งเต๋า "บัดนี้ มรรคาของข้าถูกถักทอขึ้นใหม่แล้ว... และมันพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่รออยู่เบื้องหน้า"


อาเจียหันกลับไปมองความเวิ้งว้างของทะเลแห่งความว่างเปล่า พู่กันนิรันดร์ในมือทอประกายสีเงินยวง


"พวกสวรรค์จอมปลอม คิดว่าการบดขยี้รากฐานของข้า จะทำให้ข้ายอมจำนน..." อาเจียแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์ในเอกภพ 


"ทว่าพวกมันหารู้ไม่ ว่าพวกมันได้ทำลายกรงขังเดิมของข้า และเปิดทางให้ข้าก้าวเข้าสู่ 'มรรคาแห่งการรังสรรค์' อย่างแท้จริง!"


ท่ามกลางความหนาวเหน็บและอันตรายที่ไม่อาจหยั่งรู้ มหานาวาปราณสูญตากำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ดินแดนใหม่ โดยมีราชันหมื่นอักขระที่เพิ่งก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง เป็นผู้ยืนตระหง่านกุมหางเสือแห่งชะตากรรม!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน