บทที่ 45 ยังคงสนทนาเรื่องชีวิตกับเทพธิดาแห่งหอนางโลม
ในเวลานั้น ที่ห้องโถงชั้นล่าง มีคนเห็นรถม้าของอวี๋ชิงเสวียนออกไปจากหน้าหอซือฮวาแล้ว จึงพาร้องอุทานขึ้นมา
“เทพธิดาชิงเสวียน!”
ทันใดนั้น ผู้คนมากมายในห้องโถงชั้นหนึ่งต่างพากันวิ่งออกไป สีหน้าแสดงความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านไป๋! ไปกันเถิด!”
โอกาสอันหายากเช่นนี้ หลี่จื่อเย่รีบลงบันไดทันที คว้าแขนไป๋หวั่งอวี้เอาไว้ แล้วฉวยโอกาสในความวุ่นวายหลบออกจากหอซือฮวา
“หลี่จื่อเย่!”
ท่ามกลางความโกลาหล มีคนเห็นทั้งสองคน จึงตะโกนด้วยความโกรธ “อย่าให้เขาหนีไป พวกเจ้าจับตัวเขาไว้!”
เมื่อเสียงพูดจบลง ทุกคนต่างสังเกตเห็นทั้งสองคน แล้วไล่ตามไปราวกับคนบ้า
ดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นหน้าแม่น้ำเซียงจึงดูเหมือนละครตลก หลี่จื่อเย่ลากไป๋หวั่งอวี้วิ่งหนีสุดชีวิตอยู่ข้างหน้า ส่วนด้านหลังกลุ่มคนจำนวนมากไล่ตามอย่างบ้าคลั่ง คำด่าทอหยาบคายดังไม่ขาดสาย
หลี่จื่อเย่ก็ไม่ใช่คนที่ยอมเสียเปรียบ ขณะวิ่งก็หันกลับไปด่าตอบ คนเดียวสู้กับคนทั้งกลุ่ม
จากนั้น กลุ่มคนที่ไล่ตามอยู่ด้านหลังก็ยิ่งคลั่งมากขึ้น แต่ละคนราวกับถูกฉีดยากระตุ้น ไล่ตามอย่างสุดกำลัง
แม่น้ำเซียงที่เดิมทีสงบเงียบ ทันใดนั้นก็กลับคึกคักอย่างที่สุด
ยามราตรียิ่งล่วงเลย หลี่จื่อเย่และไป๋หวั่งอวี้วิ่งฝ่าความมืด ลัดเลาะไปตามถนนสายแล้วสายเล่า ทิ้งระยะห่างจากกลุ่มคนที่ไล่ตามมา จนกระทั่งเสียงฝีเท้าของศัตรู ค่อย ๆ เลือนหายไปในความเงียบ
“เจ้าพวกบ้านนอก คิดจะไล่ตามข้าให้ทัน ก็ดูตัวเองหน่อยสิว่ามีน้ำยาแค่ไหน”
หลังจากผ่านไปอีกสองสายถนน หลี่จื่อเย่เห็นว่าด้านหลังไม่มีใครตามมาแล้ว จึงหยุดลงโดยไม่รู้ตัว ก้มตัวหอบหายใจเฮือกใหญ่
เกือบตายแล้ว!
“ท่านพี่หลี่” ข้าง ๆ ไป๋หวั่งอวี้ก็หายใจหอบเฮือกใหญ่ กล่าวด้วยความหวาดผวาว่า “สถานที่เช่นนั้น ต่อไปอย่าไปอีกเลย”
“คราวนี้พลาดไป คราวหน้า ข้าจะจัดการให้เจ้าเรียบร้อย เอ๊ะ?! ยังไล่ตามอีก!”
หลี่จื่อเย่ยืดตัวขึ้นตบอกสัญญา แต่พอพูดจบ สายตาก็กวาดผ่านปลายถนน สีหน้าเปลี่ยนไป คว้าตัวคนตรงหน้าวิ่งหนีทันที
ด้านหลัง มีคนนับสิบวิ่งไล่ตามมาเป็นฝูง ในมือยังถือไม้กระบองที่ไม่รู้ว่าไปเก็บมาจากที่ไหนอีกด้วย
…
รุ่งอรุณใกล้มาเยือน หลี่จื่อเย่และไป๋หวั่งอวี้จึงสามารถกลับมายังจวนหลี่ได้อย่างปลอดภัย หลังจากหลบหนีการไล่ล่าจากฝูงชนมาตลอดทั้งคืน
หลังจากหลบหนีการไล่ล่ามาตลอดทั้งคืน หลี่จื่อเย่และไป๋หวั่งอวี้ก็อยู่ในสภาพสะบักสะบอม แม้แต่ไป๋หวั่งอวี้ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักไท่เสวียที่ขึ้นชื่อเรื่องบุคลิกสุขุมก็ไม่อาจรักษาภาพลักษณ์อันงดงามเอาไว้ได้ เส้นผมสีดำขลับที่เคยเรียบร้อย บัดนี้พันกันยุ่งเหยิง ใบหน้าคมคายเปรอะเปื้อนไปด้วยเหงื่อ และคราบฝุ่นละออง
ทั้งสองคนไม่ได้กล่าวลากันแม้แต่น้อย ต่างแยกย้ายกลับห้องของตัวเอง
ภายในเรือนชั้นใน เมื่อหลี่จื่อเย่เพิ่งผลักประตูห้องเข้าไปก็เห็นชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีเทาเงินนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ
“พี่รอง!”
หลี่จื่อเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบปิดประตูห้อง กล่าวว่า “เหตุใดท่านจึงมาด้วยตัวเองเล่า?”
“เจ้าไม่ได้ต้องการพบข้าหรอกหรือ?” หลี่ชิ่งจือกล่าวเรียบ ๆ “เมื่อไม่ต้องการดึงดูดความสนใจ แล้วเหตุใดจึงไปยั่วโทสะอวี๋ชิงเสวียนเล่า”
“เป็นเหตุบังเอิญขอรับ” หลี่จื่อเย่ลูบจมูก กล่าวอย่างเก้อเขิน “ข้าก็ไม่คิดว่าทำนองเพลงที่เขียนขึ้นมาลวก ๆ เมื่อหลายปีก่อนจะตกไปอยู่ในมือของอวี๋ชิงเสวียน”
หลี่ชิงจือพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า “เจ้ามาหาหาข้า คงต้องการถามเรื่องตระกูลอวิ่นใช่หรือไม่?”
“อืม” หลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น สีหน้าจริงจังลงแล้วกล่าวว่า “พี่รอง เรื่องของ อวิ่นควางราบรื่นดีหรือไม่?”
“คนผู้นั้น ข้าได้จัดการให้เข้าไปในตระกูลอวิ่นแล้ว”
หลี่ชิ่งจือกล่าวอย่างสงบ “แต่ว่า สิ่งที่เจ้าต้องการอยู่ในคลังสมบัติของตระกูลอวิ่น ด้วยสถานะและความสามารถของเขาในตอนนี้ คงยากที่จะได้มา”
“หากพวกข้าสามารถเข้าไปในตระกูลอวิ่นได้ก็คงดี เช่นนี้พวกข้าก็จะสามารถร่วมมือกันทั้งภายในและภายนอก โอกาสที่จะได้มาก็จะมากขึ้น” หลี่จื่อเย่กล่าวอย่างจริงจัง
หลี่ชิ่งจือคิดสักครู่ แล้วกล่าวว่า “การเข้าไปในตระกูลอวิ่นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี”
“พี่รองมีวิธีหรือ?” หลี่จื่อเย่ถามอย่างตื่นเต้น
“อีกไม่กี่วัน จะเป็นวันเฉลิมฉลองอายุครบหกสิบปีของนายท่านตระกูลอวิ่น ในเวลานั้นอวี๋ชิงเสวียนจะไปแสดงที่นั่น”
หลี่ชิ่งจือกล่าวอย่างสงบ “หากเจ้าต้องการเข้าไปในตระกูลอวิ่น เจ้าอาจขอความช่วยเหลือจากอวี๋ชิงเสวียนได้”
“แค่กก!” หลี่จื่อเย่ได้ยินคำพูดนั้น ทันใดนั้นก็สำลักน้ำลายตัวเอง แล้วไอออกมาอย่างรุนแรง
เหตุใดพี่รองจึงไม่บอกเขาแต่แรกเล่า!
เมื่อคืนเขาทำให้อวี๋ชิงเสวียนโกรธเคืองอย่างหนัก อย่าว่าแต่จะช่วยเหลือเลย ตอนนี้อวี๋ชิงเสวียนคงไม่อยากเห็นหน้าเขาด้วยซ้ำ!
แสงอรุณรุ่งทาบทาขอบฟ้า ไก่ขันปลุกผู้คนให้ตื่นจากนิทรา ทว่าภายในจวนหลี่กลับไร้เงาของหลี่จื่อเย่ราวกับเขาหายตัวไปในสายหมอกยามเช้า
ณ มุมหนึ่งของเมืองหลวง ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นย่านที่เงียบสงบที่สุดราวกับโลกอีกใบ ความวุ่นวายของเมืองหลวงไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้ ไร้ซึ่งจวนอันหรูหราของเหล่าขุนนาง ไร้ซึ่งแสงสีแห่งสถานรื่นเริง มีเพียงความเงียบสงบราวกับกำลังหลับใหล
มีเพียงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและเสียงหัวเราะของผู้คนที่ดังก้องอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนอันเรียบง่าย
และในมุมหนึ่งของย่านที่เงียบสงบแห่งนี้ ภายในลานบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตา มีหญิงสาวผู้หนึ่งตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ มือเรียวบางรดน้ำให้ดอกไม้และต้นไม้อย่างทะนุถนอม ก่อนจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์พร้อมทั้งออกกำลังกายยามเช้า
อวี๋ชิงเสวียนมีร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก หมอสั่งให้เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางจึงรักษานิสัยการออกกำลังกายยามเช้าเอาไว้
บรรดาลูกหลานขุนนางในเมืองหลวงใครเล่าจะรู้ว่าเทพธิดาในดวงใจของพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ในสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดสนใจเช่นนี้
ทว่าหลี่จื่อเย่นั้นรู้…
เพราะหลี่ชิ่งจือบอกเขา
“เทพธิดาอวี๋ ช่างบังเอิญเหลือเกิน!”
ริมแม่น้ำเซียง อวี๋ชิงเสวียนในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน กำลังจะเริ่มต้นการออกกำลังกาย แต่ทันใดนั้นเสียงอันน่ารำคาญก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำลายความสงบสุขในยามเช้า
อวี๋ชิงเสวียนหันกลับไปมอง ท่ามกลางแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ยามเช้า หลี่จื่อเย่ในชุดออกกำลังกายสีขาวสะอาดตา วิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แสงแดดอันอบอุ่น รอยยิ้มสดใสช่างดูสง่างามและน่าหลงใหล
น่าเสียดาย ในสายตาของอวี๋ชิงเสวียนตอนนี้ ภาพลักษณ์ของหลี่จื่อเย่ กลับดูน่ารังเกียจยิ่งนัก
ดังนั้น เมื่อเห็นหลี่จื่อเย่ อวี๋ชิงเสวียนจึงไม่พูดอะไรสักคำ แล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที
“คุณหนูอวี๋ เทพธิดาอวี๋ อย่าเพิ่งไปสิ มาคุยกันเรื่องชีวิต... เอ่อ คุยเรื่องดนตรีหรือคุยเรื่องบทกวีก็ได้นะ!” หลี่จื่อเย่วิ่งตามไปติด ๆ วนเวียนอยู่ข้างกายอวี๋ชิงเสวียน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มประจบ
“คุณชายหลี่ ข้ายังมีธุระ ไว้วันหลังเถิด” อวี๋ชิงเสวียนพูดประโยคหนึ่ง แล้วรีบเดินจากไปทันที หวังจะหนีให้พ้นจากแมลงวันที่น่ารำคาญตรงหน้า
หลี่จื่อเย่ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองถูกมองว่าเป็นแมลงวัน ยังคงไล่ตามไปอย่างไม่ลดละ พร้อมกับกล่าวว่า “เทพธิดาอวี๋ ข้ามาเพื่อขอโทษเจ้า ทั้งหมดเป็นความผิดของไป๋หวั่งอวี้ เขาเป็นคนลากข้าไปที่หอซือฮวา แล้วยังบังคับให้ข้าดื่มสุรา มิเช่นนั้น ข้าก็คงไม่เมาแล้วทำตัวไม่สุภาพเช่นนั้นหรอก เทพธิดาอวี๋ได้โปรดให้อภัยข้าด้วยเถิด”
“ฮัดชิ่ววว!”
ภายในเรือนตะวันตกของจวนหลี่ ทันใดนั้นไป๋หวั่งอวี้ก็รู้สึกคันยุบยิบที่ปลายจมูก ก่อนจะจามออกมาสองครั้งติดต่อกัน
ข้าติดลมหนาวหรือ?
ไป๋หวั่งอวี้แสดงสีหน้าสงสัย นับตั้งแต่เขาฝึกวิชายุทธ์มาก็หลายปีแล้วที่ไม่เคยติดลมหนาวเลย
วันนี้เป็นอะไรไป?
ริมฝั่งแม่น้ำเซียง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหลวง อวี๋ชิงเสวียนมองเด็กหนุ่มไร้ยางอายตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ความรังเกียจในใจยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
ใครบ้างไม่รู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักไท่เสวียเป็นคนเช่นไร แต่คนผู้นี้กลับสามารถโยนความผิดให้ผู้อื่นได้อย่างไม่อายและไม่สะทกสะท้าน
“คุณชายหลี่!” อวี๋ชิงเสวียนหยุดฝีเท้า กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้ากับท่านไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ทั้งสิ้น การให้อภัยหรือไม่ให้อภัยก็ไร้ความหมาย เหตุใดท่านจึงต้องพยายามผูกมัดข้าเช่นนี้!”
“มีความสัมพันธ์สิ จะไม่มีได้อย่างไร” หลี่จื่อเย่รีบกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้กำลังตามหาเจ้าของสิบทิศล้อมโจมตีหรอกหรือ ถูกต้องแล้ว! ข้าเป็นคนเขียนทำนองนั่นเอง!”
อวี๋ชิงเสวียนขมวดคิ้ว เอ่ยปากถามว่า “อะไรคือสิบสองเสียงดนตรี? อะไรคือเจ็ดเสียง?”
หลี่จื่อเย่ชะงักไป แล้วถามอย่างไม่เข้าใจว่า “หมายความว่าอย่างไร?”
เมื่ออวี๋ชิงเสวียนได้ยินดังนั้น สีหน้ายิ่งแสดงความรำคาญกล่าวว่า “คุณชายหลี่ไม่รู้แม้แต่ความรู้พื้นฐานเรื่องดนตรี แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะเขียนทำนองเพลงอันยอดเยี่ยมอย่างสิบทิศล้อมโจมตีได้”
หลี่จื่อเย่แสดงสีหน้าลำบากใจ เขาไม่ได้เรียนเรื่องดนตรีโบราณ จะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
เขาเพียงแต่มีความจำดี สิ่งที่เห็นแค่ครั้งเดียวก็จำได้
ทำนองเพลงสิบทิศล้อมโจมตีนั้น เขาก็แค่เปิดดูผ่าน ๆ เท่านั้น ส่วนความรู้พื้นฐานเรื่องดนตรี ใครจะไปสนใจดูเป็นพิเศษเล่า
เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าการนองจะทดสอบเขาเรื่องนี้ด้วย!
ข้อสอบนี้ชัดเจนว่าเกินขอบเขต