ตอนที่ 30 ความลับของอบิส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในชั่วแล่นความคิดในโลกแห่งจิต
สิ่งมีชีวิตที่คิดว่าตนเองเป็ผู้ยิ่งใหญ่หมายจะกลืนกินเด็กหนุ่ม ทว่ามันไม่คิดเลยว่าทุกอย่างมันจะพลิกกลับแบบนี้ออกมาแบบนี้
ดวงจิตของสิ่งมีชีวิตนั้นพลันปรากฏอยู่ในมือของเด็กหนุ่มอย่างเล็กจ้อย
ไม่ใช่ว่าเขาถูกทำให้เล็กลง แต่ทว่าเป็เด็กหนุ่มที่มีร่างกายขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้เขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“เ้าคิดที่จะกลืนกินข้าอย่างนั้นหรอ?” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มดังกึกก้องกังวาน
เช่นกัน
ยังไม่ทันที่สิ่งชีวิตนั้นจะได้พูดอะไรออกมา เฟิร์สก็ไม่ได้ให้โอกาสมัน
ฝ่ามืออันมหึมาพลันถูกหุบเข้าหากัน
ตอนนั้นเองแรงกดดันมหาศาลก็ค่อยๆ กดทับสิ่งมีชีวิตนั้นให้ถูกจมหายไปกับโลกแห่งจิตแห่งนี้
“เ้ามนุษย์สารเลว ข้าจะจดจำเ้าไว้ หากวันใดข้าได้พบกับเ้าอีกครั้ง ข้าจะบดขยี้เ้าให้ทุกข์ทรมานยิ่งกว่านี้นับร้อยนับพันเท่าทวี ~~~”
เสียงกรีดร้องสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตตนนั้นสิ้นลงพร้อมกับการเชื่อมต่อของดวงจิตที่ถูกลบหายไป
เื่ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
เด็กหนุ่มใช้เวลาชั่วครู่หนึ่งก่อนจะทำความเข้าใจทุกสิ่งได้หมด
เขายกฝ่ามือทั้งสองขึ้นมาดูและส่งััตรวจสอบทั่วร่างกาย
“นี่คือฉันหรอ?”
สิ่งที่เขาััรับรู้ได้ก็คือจิตอันใหญ่โตมโหฬารของเขา
จิติญญาดวงนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ มันเหนือล้ำกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป
แต่เมื่อเฟิร์สทำความเข้าใจทุกอย่างได้แล้ว เขาก็รู้ถึงเหตุผลของมัน ว่าทำไมจิตของเขาถึงได้ใหญ่โตขนาดนี้
“เื่ในโลกก่อนไม่ใช่เื่ที่ฉันฝันจริงๆ ดวงจิตนี้คือข้อพิสูจน์ นี่คือดวงจิตของผู้ที่ใกล้จะบรรลุครึ่งเซียน”
ตอนนั้นเองสีหน้าของเฟิร์สก็เปลี่ยนไป
“นี่หมายความว่าฉันล้มเหลวในการบรรลุครึ่งเซียนหรอ?”
ในโลกก่อนเขานั้นสู้อุส่าฝึกฝนนานหลายร้อยปี กว่าจะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการตัดิญญาได้ แต่เมื่อถึงจุดนั้น กลับกลายเป็ว่าเขานั้นล้มเหลว
หากจะบอกว่าไม่เสียใจ นั่นอาจจะเป็การโกหก
แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขายังกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ธรรมดา นั่นก็ให้ความจริงแล้วว่าเขานั้นล้มเหลวในขั้นตอนการตัดิญญา
แต่ถึงอย่างนั้นจิติญญาของเขาก็ยังคงเป็จิติญญาที่เข้าใกล้ขั้นครึ่งเซียน
เพราะเหตุนี้สิ่งมีชีวิตตนนั้นจึงไม่สามารถกลืนกินเขาได้ แต่กลับถูกเขากลืนกินเสียเอง
เมื่อเฟิร์สตั้งสติขึ้นมาได้ เขาก็หันมาโฟกัสที่เื่ปัจจุบัน
“ฉันกลืนกินเขาไปแล้ว หืม ...”
ในระหว่างที่เขากำลังตรวจสอบดวงจิตที่กลืนกินเข้าไป เขาก็พบกับบางสิ่งที่ผิดปกติ
นั่นคือเศษเสี้ยวความทรงจำของเขา
“เผ่าพันธุ์เดม่อนหรอ? ... ที่แท้เขาก็คือผู้ที่มาจากต่างโลก มิหนำซ้ำดวงจิตที่พึ่งกลืนกินไปก็เป็แค่เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของิญญาเท่านั้น”
“ดูเหมือนว่าคนผู้นี้กำลังทำนาบนหลังคน เขาลอบแฝงตัวเขามาเพื่อเก็บเกี่ยวบางสิ่งของผู้อื่น ... ถ้าอย่างนั้นอบิสคืออะไรกันแน่?”
ในตอนแรกเฟิร์สคิดว่าอบิสคือรอยแยกของต่างโลก ซึ่งเหมือนกับโลกเวทมนตร์ที่เขาเคยไปเยือน
แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียแล้ว
เมื่อเขาพยายามค้นหาความจริงของอบิส เขาก็พบกับความล้มเหลว ราวกับว่ามีกฎเกณฑ์บางอย่างกำลังขวางกั้นเขาเอาไว้
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกว่ากฎเกณฑ์ที่ขวางกั้นเขากับตัวตนของอาจารย์ กลับเป็กฎเกณฑ์ที่เหนือกว่า
“ข้อมูลของอบิสถูกปิดกั้น?”
“แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็รู้ว่าสิ่งที่เดม่อนตนนั้น้าคืออะไร เดม่อนตนนั้นแฝงตัวในร่างของมอนสเตอร์นางพญาเพราะ้าสร้างมอนสเตอร์เพื่อเข่นฆ่าผู้คน มัน้า่ชิงดวงิญญา”
“ดูเหมือนว่าการบ่มเพาะของมันจะเกี่ยวข้องกับดวงิญญา”
ตอนนี้ดูเหมือนเฟิร์สจะรู้แล้วว่าใครคือผู้ที่ควบคุมมอนสเตอร์ให้มารุกรานโลก พวกมันคือเดม่อนนั่นเอง
แต่ข้อมูลที่เขาได้มายังน้อยนัก
“ทำไมเดม่อนตนนั้นถึงได้บอกว่าตนเองลักลอบเข้ามาในอบิสแห่งนี้ นั่นหมายความว่าอบิสแต่ละแห่งมีเ้าของอย่างนั้นหรอ? แล้วใครกันที่เป็เ้าของ? หรือว่าจะเป็เผ่าเดม่อนเหมือนกับเขา?”
คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของเฟิร์ส
ทว่าคำถามนี้ยากจะมีคำตอบ
แต่ถึงอย่างนั้นข้อมูลที่เฟิร์สได้มาในตอนนี้ยังมีมากเสียยิ่งกว่าข้อมูลของนิวโฮปที่เก็บรวบรวมมานับสิบปีเสียอีก
มนุษยชาติ้ารู้เหตุผลของการปรากฏตัวของอบิส แต่พวกเขาก็ไม่รู้เลยว่าตัวตนจากต่างโลกนั้นเห็นโลกใบนี้เป็เพียงแค่แหล่งฟาร์มดวงิญญาของพวกมัน
“เดม่อนตนเมื่อครู่ดูเหมือนจะร้ายกาจมาก ปัจจุบันมีอบิสที่ปรากฏขึ้นเพียงแค่ระดับสีน้ำเงิน ไม่แน่ว่าบางทีมันอาจจะมีอบิสที่มีระดับเหนือกว่านี้อยู่ แล้วเมื่อไหร่กันมันถึงจะปรากฏขึ้นมา?”
เฟิร์สเริ่มคาดเดาในข้อมูลที่ตนเองได้รับมา
สิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ผิดนัก เพราะมันมีโอกาสเป็ไปได้มากที่อบิสระดับนั้นจะปรากฏขึ้นมา แต่ทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
หากมนุษย์ยังสามารถจัดการกับอบิสที่โผล่ออกมาได้เรื่อยๆ แบบนี้ ในอนาคตข้างหน้าผู้ที่สร้างอบิสเหล่านี้ขึ้นมาคงจะส่งอบิสที่มีระดับสูงกว่าอย่างมากอย่างแน่นอน
ไม่นานสติรับรู้ของเฟิร์สก็กลับมายังโลกแห่งความจริงอีกครั้ง
เขาพบว่าตนเองในตอนนี้กำลังอยู่อย่างโดดเดี่ยวในห้องโล่งที่สาดไปด้วยเื
“ในที่สุดก็จบลงซักที”
เฟิร์สอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่อันตรายมากมาย ในที่สุดเขาก็ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
“ยังเหลือแกนสปีริตอีกสองร้อยกว่าก้อน มันช่างน่าเจ็บใจที่ฉันต้องผลาญแกนสปีริตไปกับการต่อสู้เดม่อนตนนั้นไปเป็จำนวนมาก”
ด้วยจำนวนของแกนสปีริตสองร้อยกว่าก้อนทำให้มันเป็ที่สะดุดตาเป็อย่างมาก หากเฟิร์สต้องขนมันออกไป ผู้คนจะต้องสงสัยเขาอย่างแน่นอนว่าไปทำอะไรมาถึงได้แกนสปีริตมากมายขนาดนี้
แต่ความคิดนี้ก็เป็เพียงเื่ในอดีตเท่านั้น เพราะอย่างไรก็ตาม เขาในตอนนี้ได้เป็ถึงผู้ใช้อักขระแล้ว ซึ่งในความรู้ในโลกก่อนการสร้างแหวนมิติเก็บของแทบจะเป็สิ่งที่ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าทุกคนทำกัน
ซึ่งเฟิร์สเองก็รู้ว่า ไม่ว่าโลกใด แหวนมิติเก็บของก็ยังเป็สิ่งล้ำค่า
ในโลกนี้ผู้ที่แหวนมิติเก็บของหากไม่เป็ผู้นำประเทศก็ต้องเป็เวเนเตอร์ระดับโลกเท่านั้นถึงจะมีมันได้
แต่ตอนนี้เฟิร์สกลับมีความสามารถสร้างมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
“โชคดีที่ฉันสวมแหวนวงนี้เอาไว้” เฟิร์สยิ้มให้กับแหวนที่พ่อของเขาให้มา
ไม่นานเฟิร์สก็ลงมือหลอมแปรแหวนของเขาให้กลายเป็แหวนมิติเก็บของด้วยวงแหวนอักขระซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งมิติ
แหวนมิติเก็บของที่ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าสร้างขึ้นจะมีพื้นที่เพียงแค่ 5x5 ตารางเมตร เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นนี่ก็สะดวกมากแล้วที่เขาจะพกมันไว้ใช้ในการเดินทาง
เฟิร์สทำการเก็บดาบร้อยอสูรและแกนสปีริตเข้าไปในแหวนมิติเก็บของ
“ได้เวลาที่ฉันต้องออกไปจากที่นี่แล้ว”
เขาเดินตรงไปที่ตำแหน่งของวงแหวนอักขระ ที่ตอนนี้กลายเป็หลุมั์ที่ปรากฏวังวนและมีวัตถุอักขระชิ้นหนึ่งขวางไว้
เด็กหนุ่มร่างผอมบางโบกมือเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่วัตถุทรงกลมนั้นจะลอยเข้าหาเขา
เฟิร์สถือวัตถุอักขระนั้นไว้แล้วใช้ััตรวจสอบ
ตอนนั้นเองเขาก็พบว่าวัตถุนี้บรรจุวงแหวนอักขระสองชนิดเอาไว้ หนึ่งคือวงแหวนฟื้นฟู และอีกหนึ่งคือวงแหวนปิดบัง
เห็นได้ชัดว่าวัตถุนี้คือวัตถุช่วยชีวิตของเดม่อนตนนั้น มอนสเตอร์ไม่มีทางวัตถุอักขระแบบนี้ได้แน่
หลังจากตรวจสอบวัตถุอักขระชิ้นนี้แล้ว เขาก็มองไปยังวังวนที่อยู่ด้านล่างนั้น
“วงแหวนเคลื่อนย้ายอยู่นั่นเอง” เฟิร์สเผยรอยยิ้มออกมา
เขาทำความเข้าใจวงแหวนนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะก้าวเข้าไปในวงแหวนเคลื่อนย้ายนั้นและหายตัวไป