ข้าชื่อมู่ปิง เป็นบุตรสาวของมู่เหวินผู้ฝึกสอนวรยุทธ์ของเผ่าฟ้าคำราม แม่ของข้าชื่อถูหลิง เป็นบุตรสาวของหัวหน้าเผ่าฟ้าคำราม ตอนเด็กๆแม่ของข้าชอบเล่านิทานให้ฟังหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเรื่อง "ตำนานแห่งดวงจันทร์" ซึ่งเป็นนิทานที่ข้าชอบมากที่สุด ท่านแม่เล่าว่า.....สมัยก่อนโลกใบนี้ มีเทพแห่งดวงจันทร์และเทพแห่งดวงอาทิตย์อยู่ร่วมกัน ในเวลาเดียวกัน ทั้งสองผลัดกันส่องแสง ในตอนกลางวันและกลางคืน แต่ยืนอยู่เป็นคู่กัน บนท้องฟ้าอย่างมีความสุข ดวงจันทร์แทนผู้หญิงและดวงอาทิตย์แทนผู้ชาย ผู้คนต่างนับถือทั้งสองเป็นตัวแทนแห่งความรักที่ยั่งยืน วันหนึ่งเทพผู้สร้างโกรธเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่ฝ่าฝืนคำสั่ง ที่ไม่ยอมแผดเผาโลกมนุษย์ให้เป็นจุล จึงสาปให้ทั้งสองอยู่กันคนละเวลา และไม่มีโอกาสได้พบกันตลอดไป ในวันที่ต้องแยกจากกัน…….. เทพแห่งดวงอาทิตย์ควักดวงตาทั้งสองข้างออกมา แล้วบีบจนละเอียด กลายเป็นเหล่าดวงดารา เพื่อเฝ้ามองหญิงผู้เป็นที่รักและเป็นเพื่อนเทพแห่งดวงจันทร์ในยามค่ำคืน ตั้งแต่นั้นมาในทุกค่ำคืน ผู้คนจึงมองเห็นดวงจันทร์ท่ามกลางเหล่าดวงดารา มีเพียงวันเพ็ญเต็มดวงเท่านั้นที่จะเห็นเทพแห่งดวงจันทร์กำลังร้องไห้ เหล่าดาราจึงหายไปเพราะทนเห็นภาพนั้นไม่ได้ และทุกคืนเดือนแรมเทพแห่งดวงจันทร์จะหายไปเพื่อตามหาเทพแห่งดวงอาทิตย์ เราจึงเห็นเหล่าดวงดาราสุกสกาว เพื่อมองหาเทพแห่งดวงจันทร์ด้วยความเป็นห่วง หลายล้านปีผ่านไป เทพแห่งดวงจันทร์ทนคิดถึงเทพแห่งดวงอาทิตย์ไม่ไหว จึงควักดวงตาทั้งสองออกมา บดเป็นผงธุลีแล้วโปรยลงบนโลกใบนี้ ผ่านไปไม่นานก็เกิดดอกไม้สีเหลืองดอกใหญ่ ที่เหล่ามนุษย์เรียกว่าดอกทานตะวัน ดอกไม้เหล่านี้คือดวงตาของเทพแห่งดวงจันทร์ ที่เฝ้ามองเทพแห่งดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยไม่เคยมองสิ่งใดเลย เพราะเทพแห่งดวงจันทร์คือตัวแทนของผู้หญิง นั่นจึงทำให้ผู้หญิงมักเฝ้ามองผู้ชายที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ อย่างเทพแห่งดวงอาทิตย์ เมื่อตอนข้าอายุได้ห้าขวบ ท่านพ่อของข้าได้พาผู้อาวุโสและเด็กน้อยคนหนึ่งมาที่เผ่าฟ้าคำราม
ท่านพ่อเพียงเล่าแค่ว่าช่วยทั้งสองมาจากทะเลทราย เด็กน้อยคนนั้นคือเจิ้นเทียนและท่านปู่ของเขา เจิ้นเทียนเป็นเด็กขี้อาย เขามักจะไม่ค่อยพูด แต่ทุกครั้งที่อยู่กับท่านปู่เขาจะพูดเก่งและร่าเริง เนื่องจากเจิ้นเทียนเป็นเด็กที่ตัวเล็ก เขาจึงโดนหวังอู่แกล้งประจำ จนข้าต้องคอยไปช่วย เจิ้นเทียนไปไหนมาไหนกับข้าตลอด แม้เขาจะไม่ค่อยพูด แต่ก็คอยดูแลข้าเช่นกัน
หลายครั้งที่หวังอู่และเพื่อนๆแกล้งเจิ้นเทียนจนเสื้อผ้าขาดวิ่น จนข้าต้องไปขอเสื้อผ้าเด็กผู้ชายจากญาติๆเพื่อนำมาให้เขา แต่รุ่งเช้าเสื้อผ้าตัวเก่าก็ถูกปะชุนเรียบร้อยจากท่านปู่ของเขา เจิ้นเทียนมาอวดเสื้อผ้าเก่าที่เต็มไปด้วยรอยเย็บเกือบทั้งตัวให้ข้าดูเป็นประจำด้วยความภูมิใจ ข้าจึงไม่เคยมอบชุดใหม่ให้เขา และต้องเก็บชุดของญาติไว้ใต้ที่นอนเสมอ วันหนึ่งเมื่อตอนอายุเจ็ดขวบ ข้าทะเลาะกับท่านพ่อเรื่องทำร้ายหวังอู่เพื่อช่วยเจิ้นเทียน ข้าวิ่งหนีร้องไห้ไปนั่งที่โขดหินริมลำธาร โขดหินที่ข้ามักจะมาเล่นกับเจิ้นเทียนเสมอ สักพักเจิ้นเทียนก็เดินเข้ามาและนั่งนิ่งๆเหมือนเคย เขาไม่พูดอะไรหลายชั่วยาม รอจนข้าหยุดร้องไห้ “มู่ปิงอย่าร้องไห้อีก ข้าไม่อยากเห็นเจ้าร้องไห้เสียใจ”
เจิ้นเทียนตัวน้อยพูดพลางหยิบดอกพลัม*หลายดอกส่งมาให้ข้า “ท่านปู่บอกว่าต้นท้อเป็นต้นไม้ของเซียน มันช่วยสร้างปาฎิหาริย์และขอพรได้ ข้าปีนขึ้นไปเก็บดอกพลัมนี้ให้เจ้า และขอพรให้เจ้าอย่าร้องไห้อีก” ข้ารับดอกพลัมเหล่านั้นมาอย่างช้าๆ และมองดูรอยถลอกและเนื้อตัวที่เปื้อนเลือดของเขา ที่พยายามปีนขึ้นไปเก็บดอกพลัมและขอพรให้ข้า “เจิ้นเทียน...” ข้าร้องไห้อีกครั้ง แล้วกอดเจิ้นเทียน เขาตกใจแล้วกอดข้าเบาๆพลางพูดปลอบว่า “มู่ปิง....ข้าสัญญาว่าถ้าข้าแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะปกป้องเจ้า” เจิ้นเทียนกอดข้าพลางลูบหัวของข้า ตั้งแต่วันนั้นเจิ้นเทียนก็หลบหน้าข้าและไม่มาเล่นกับข้าอีกเลย ข้าโมโหและเสียใจ แต่พอตอนหลังมารู้ว่าเป็นเพราะหวังอู่ชอบข้า จึงหารื่องทำร้ายเจิ้นเทียนอยู่เสมอ ข้ามาเข้าใจตอนหลังว่า เป็นเพราะเจิ้นเทียนไม่อยากให้ข้าต้องคอยปกป้อง จะได้ไม่ต้องทะเลาะกับท่านพ่ออีกและเจิ้นเทียนก็ไม่เคยให้ท่านปู่เย็บชุดของเขาอีกเลย ไม่ว่าจะขาดแค่ไหน ตั้งแต่ข้าไม่พบเจิ้นเทียน ข้าได้ยินมาว่าเขาไม่เคยร้องไห้อีก ไม่ว่าหวังอู่และเพื่อนจะรังแกเขามากแค่ใหน แต่ทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องนี้ข้ากลับเจ็บปวดในใจอย่างบอกไม่ถูก บ่อยครั้งที่ข้าอยากจะทำเหมือนเทพแห่งดวงจันทร์และเทพแห่งดวงอาทิตย์ ที่ยอมเสียดวงตาเพื่อเฝ้ามองใครบางคน ใครคนนั้นคงจะเป็นท่านพ่อ ท่านแม่และเจิ้นเทียน จนเวลาผ่านไป เมื่อตอนที่ได้เดินทางมาที่หุบเขาเลือด ข้าพบว่าเจิ้นเทียนกลับมาร่าเริงเหมือนตอนเด็กๆ แม้ภาพลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนเป็นสูงโปร่งและหน้าตาที่หล่อขึ้น แต่สำหรับข้า...เขายังเป็นเจิ้นเทียนตัวน้อยที่ต้องคอยปกป้องอยู่เช่นเดิม เมื่อได้คุยกันมากขึ้น ภาพเก่าๆเมื่อตอนเด็กก็ค่อยๆชัดขึ้นเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวาน จนเมื่อวันที่เราแบ่งของกัน ทันทีที่เห็นสร้อยจี้รูปดอกพลัมนั้น ทำให้ข้าหวนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเด็กๆ แม้ข้าจะเขินอายที่เขาจะใส่ให้ แต่ก็ยินยอม พลางนึกถึงตอนที่เขาปีนต้นไม้เพื่อขอพรกับต้นท้อเพื่อข้า ในวันนี้ข้าโดนคนอื่นรังแก เด็กน้อยคนหนึ่งที่ข้าคอยปกป้องตลอด กลับรักษาสัญญาเมื่อตอนเด็ก ออกตัวปกป้องข้าและขึ้นประลองบนเวที "หากข้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะปกป้องเจ้าบ้าง ไม่ใช่แค่ครั้งนี้...แต่ข้าจะปกป้องเจ้าจวบจนชั่วชีวิตและ...ตลอดไป"
เมื่อได้ยินคำที่เขาพูดออกมา ข้ารู้สึกว่าความรู้สึกที่ปิดกั้นทั้งหมดได้พังทลายออกไป
.................
"หากผู้หญิง...เป็นดอกทานตะวันที่คอยเฝ้ามองดวงอาทิตย์ ที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่"
"ข้าขอทรยศ....ต่อจิตวิญญาณของเทพแห่งดวงจันทร์" "ข้าขอเป็นดอกทานตะวันเพียงดอกเดียว...ในผืนแผ่นดิน" "ที่จะก้มมอง...แต่ผืนดินอันด้อยค่า" "แต่คอยโอบอุ้มข้าและปกป้องตลอดไป" "แม้ร่างกายนี้จะเหี่ยวเฉา...เพราะไม่ได้รับแสงแดด" "ข้าก็ยินดีที่จะเหี่ยวแห้ง...กลายเป็นฝุ่นธุลี" "เพื่ออยู่ร่วมกับดินผืนนั้น...ตลอดกาล" “เจิ้นเทียน.....ข้ารักท่าน” .................................................. *ดอกพลัมคือชื่อเรียกดอกของต้นท้อ
ผม JeckyHue ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามงานเขียนเรื่องนี้มาจนถึงตอนนี้ และขอขอบคุณ นิทาน "ตำนานแห่งดวงจันทร์" จากเพจรองเท้าแตะเหยียบดวงจันทร์ ที่แต่งให้สำหรับนิยายตอนพิเศษนี้
หวังว่าทุกท่านจะสนุกกับนิยายเรื่องนี้และช่วยสนับสนุนนิยายเรื่องนี้ต่อไปจนจบนะครับ ขอบคุณครับ
JeckyHue