เสี่ยวเทียนเดินออกมา พบว่า มีหลวงจีนมายืน รอเกือบ 10 รูป
“ ประสกเฉิน ท่านขึ้นไปชั้นบนแล้วรึ?”
“ เปล่า ข้าไม่ได้หาทางเพื่อขึ้นไป แต่หาทางที่จะลงไปข้างล่างต่างหาก”
หลวงจีน 10 รูปได้ฟัง ก็ตกใจ
“ประสกเฉิน ท่านจะลงไปชั้นใต้ดินทำไม?”
“ ก็ตั้งใจว่าจะเข้าไปเอาของสำคัญบางอย่าง แต่ว่าเข้าไปแล้ว บางทีอาจมีผลกระทบกับมนุษย์บนเกาะนี้ เลยต้องหยุดไว้ก่อน”
“ อมิตาพุทธ ขอบคุณแทนประชาชนบนเกาะนี้ หากประสก สามารถลงไปได้
ค่ายกลแกนกลางเกราะจะพังทลาย ทำให้เกาะนี้ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ จะจมลงไปในทันที” หลวงจีนชราผู้หนึ่งรีบเอ่ยทันที
“ ไต้ซือ รู้ด้วยรึ?” เสี่ยวเทียนมองหน้าหลวงจีนที่เอ่ยคำนี้ออกมา
“ อาตมาชื่อ จิ้งคง เป็นเจ้าอาวาสวัดจื่อซาน นี่เป็นสิ่งที่ พระผู้ใหญ่ของวัดนี้ ได้สอนกันมา รุ่นต่อรุ่น ว่าห้ามเข้าไปชั้นใต้ดินเด็ดขาด แต่ว่าพวกเราก็ไม่เคยคิด หรือว่ามีปัญญาที่จะเข้าไปได้ เพราะ ท่านคุรุเทพ ฝ่าไห่ ปรมาจารย์ยุคก่อตั้งวัด
ได้สั่งเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งเขียนบนศิลาสั่งเอาไว้”
“ เป็นหลวงจีน ผู้ถือศีล ทำไมร่ายมนตร์ศาสตร์มืด ออกคำสาป เซียนปีศาจเช่นนี้ แล้วยังนำชีวิตผู้คนบนเกาะนี้ มาเป็นตัวประกันอีก มันไม่เกินไปหน่อยรึ?”
เสี่ยวเทียนถามด้วยความสงสัย
“ เฮ้อ สมัยนั้น มารปีศาจมันคงจะเยอะ ท่านไต้ซือฝ่าไห้ เลยใช้กฏที่เข้มงวดมากไปบ้าง แต่ก็ทำไปเพื่อความสงบสุข ของมวลประชาชนส่วนใหญ่ หากให้ผู้มีฤทธิ์เดชขนาดนี้ อาละวาด คนบริสุทธิ์อาจต้องล้มตายอีกเป็นจำนวนมาก และอีกทั้ง ปีศาจตนนี้มีฤทธิ์เดชมากนัก จึงทำให้ ไต้ซือฝ่าไห่ จึงต้องใช้ของวิเศษเจดีย์เหลยเฟิงนี้ ช่วยจัดการ ถึงกระนั้น ยังไม่สามารถกำจัดมันได้เลย จึงต้องขังไว้ใต้เจดีย์แห่งนี้” เจ้าอาวาสอธิบายอีกมุมหนึ่งให้ฟัง
“ ข้าขอเวลาอีกสามวัน หากข้าไม่สามารถนำของบางอย่างที่ต้องการออกมาได้ ข้าคงต้องลาจากที่นี่ไป” เสี่ยวเทียนบอกตามจริง แต่ก็ทำให้ เหล่าหลวงจีนหนักใจ เสี่ยวเทียนเอ่ยจบ ก็กำลังจะจากไป แต่เจ้าอาวาสก็หยุดเสี่ยวเทียนไว้ก่อน
“ ประสกน้อย ในเมื่อท่านเป็นศิษย์ของพระยูไล อย่างนั้นก็ถือว่า พวกเราเป็นศิษย์ของท่านพระตถาคตด้วยกัน ดังนั้นอาตมาอยากจะเชิญท่านมาพักที่นี่ เพื่อเป็นเกียรติ กับ วัดจินซานของเรา” เจ้าอาวาสเชิญเสี่ยวเทียนพักที่วัดอีกแล้ว
“ ต้องอภัยด้วย ข้ามีที่พักแล้ว แต่ว่าไม่ต้องห่วงหากท่านมีอะไรให้ข้าช่วยก็บอกมาเถอะ”
“ เออ.. คือว่า ศิษย์น้องบอกว่าท่านมีร่างอรหันต์ สามารถแสดงพลังอรหันต์ออกมาได้ เป็นจริงหรือเปล่า”
เสี่ยวเทียนนึกแล้ว พวกไต้ซือ ต้องการให้เขาแสดง พลังอรหันต์ให้ชม เสี่ยวเทียนไม่ตอบ แต่ทำท่าพนมมือ แล้วท่องบทสวดออกมา ร่างของเสี่ยวเทียนกลายเป็นสีทองเหลืองอร่าม
จากนั้น แสงแห่งพุทธะ ก็กระจายออกมา เป็นระลอกคลื่น ตามบทสวดของ พระยูไล ไต้ซือ ทั้งสิบ ถึงกับตกตะลึง รีบพนมมือ สวดมนตร์ตามเสี่ยวเทียนพร้อมกัน พลังแสงแห่งพุทธะ ก็ยิ่งเข้าไปในร่างกายของ หลวงจีนทั้งสิบคน บางคนถึงกับ ดื่มด่ำน้ำตาไหลพรากที่ได้เห็นแสงแห่งพุทธะ ที่เปล่งประกายออกมา
เสี่ยวเทียนหยุด แล้วลืมตา พบหลวงจีนทั้งหลายรีบเข้ามาแสดงความเคารพนอบน้อมมากขึ้นไปอีก
“ ประสกน้อย อาตมาอยากให้ประสก มาอีกครั้งจะได้ไหม?” เจ้าอาวาสรีบถามทันที
“ พรุ่งนี้เจอกันตอนบ่ายก็แล้วกัน”
“ ได้ อาตมาจะรอ” เจ้าอาวาสกับพระผู้ใหญ่ทั้งหมดรู้สึกยินดีที่ เสี่ยวเทียนตอบรับเช่นนี้
ในตอนเช้าตรู่ เสี่ยวเทียนเดินออกมาที่ห้องอาหารของที่พัก พบกับเสี่ยวอี้
ที่เอาผ้ามาปิดหน้า ปิดตาเอาไว้ เสี่ยวเทียนมองไปก็พบว่า ถูกตบมาอย่างแน่นอนมีรอยนิ้ว แล้วเขียวช้ำขนาดนี้
“ เกิดอะไรขึ้น ใครทำร้ายเจ้า?”
“ ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ เสี่ยวอี้เดินชนประตูแล้วล้มเอง ไม่มีใครทำเลยเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงร้อนรนเช่นนี้ ใครฟังก็รู้ว่า โกหกชัดๆ
“ ในเมื่อไม่ยอมบอก ข้าก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร” เสี่ยวเทียนส่ายหัวแล้ว ให้น้ำทิพย์สวรรค์ให้กินต่อหน้าเขา เสี่ยวอี้กินเข้าไป ใบหน้าก็หายไม่มีรอบแผลช้ำ หรือตาเขียวปูดบวมอีกเลย
“ ขอบคุณนายท่าน ยาของนายท่านนี่วิเศษจริงๆ เลย ถ้าคนไม่สบายกินเข้าไปจะหายหรือไม่เจ้าคะ” เสี่ยวอี้ รีบถามเสี่ยวเทียนทันที
“ ก็ต้องดูก่อนว่า เป็นโรคอะไร แต่ทางโรคทางจิตใจก็รักษาไม่ได้ แต่ถ้าโรคอื่นๆ ก็น่าจะหายได้นะ”
“ นายท่าน ข้าขอซื้อ 1 ขวดได้ไหม?” เสี่ยวอี้ถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
“ เจ้ามีเงินเยอะหรือ รู้ไหมว่าปกติยานี้ขายกันขวดละเท่าไร 1 ล้านเหรียญทองเชียวนะ เจ้ามีเงินหรือ?” เสี่ยวเทียนแกล้งเสี่ยวอี้
“ อะไรนะ 1 ล้านเหรียญทอง ข้าไปล้างท้องออกมาก่อนทันไหมเนี่ย” เสี่ยวอี้รู้สึกเสียใจยิ่งนัก
“ ที่บ้านเจ้ามีคนป่วยรึ?”
“ เจ้าค่ะ ท่ายย่าเสี่ยวอี้ป่วย มานานแล้ว ไปหาหมอก็บอกว่า เป็นโรคชรา เดินไม่ได้ ปวดหลังตอนอากาศหนาวเย็น ไอเป็นเลือด เวลานี้พูดไม่ได้แล้ว หมอก็ยังยืนยันว่า เป็นโรคชราอยู่เลยเจ้าค่ะ”
“ พาข้าไปดู อาการย่าของเจ้า หากว่า ข้าจับชีพจรแล้วกินน้ำทิพย์สวรรค์ได้ ข้าจะให้กินทันทีเลย”
“ จริงนะนายท่าน นี่นายท่านเป็นหมอด้วยหรือเจ้าคะ”
“ ไม่ใช่ แค่กำลังฝึกเรียนหมอเท่านั้น”
“ โอ้โห นี่แค่กำลังฝึกนะ หากเป็นหมอแล้ว คงจะกลายเป็นหมอเทวดาแน่ๆ เลย”
“ พูดพอหรือยัง พาข้าไปบ้านของเจ้าได้แล้ว” เสี่ยวเทียนกินอาหารเช้าเสร็จก็เดินทางไปบ้าน ของเสี่ยวอี้ทันที ระหว่างเดินทาง เสี่ยวเทียนสงสัยว่า ระยะทางมันไกลมากขนาด แต่เสี่ยวอี้ กลับบอกว่า มันไม่ไกลเท่าไร นี่มันกว่าสิบกิโลเชียวนะ ! เสี่ยวเทียนมองเสี่ยวอี้ที่เดินมาเหมือนไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ทั้งที่เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่มีพลังยุทธ์เลยด้วยซ้ำ เป็นไปได้ยังไง?
“ เสี่ยวอี้ ใกล้ถึงหรือยัง?”
“ ใกล้แล้วเจ้าค่ะ อีกไม่กี่อึดใจแล้ว”
เสี่ยวเทียนเดินไปก็มองไปสองฝั่งข้างทาง หนทางเริ่มเปลี่ยว เมื่อคืน เสี่ยวอี้เดินผ่านมาทางนี้คนเดียวอย่างนั้นรึ? ข้างหน้ามีหมู่บ้านชาวประมง มีชาวบ้านกำลัง ทำปลาตากแห้ง เด็กๆ พอเห็นเสี่ยวอี้ก็วิ่งมาต้อนรับ เสี่ยวอี้ ต้องหยิบขนมมาแจกเด็กๆ ทุกคน เสี่ยวเทียนมองเสี่ยวอี้ ที่มีอายุไล่เลี่ยกับตนแล้ว รู้สึกว่า เด็กคนนี้ ต้องทำงานหนักมาตลอด แต่ไม่เคยมีร่องรอย ของการยอมแพ้ชีวิต หรือว่าท้อ ถอยเลยแม้แต่น้อย มีแต่รอยยิ้มที่สดใส พร้อมสู้ชีวิตตลอด
เสี่ยวเทียนมาถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านชาวประมงเก่าๆ มีห้องนอนเพียงห้องเดียว เวลานี้ มีหญิงชราคนหนึ่งนอนราบไปกับพื้นบ้าน ที่เทปูนหยาบๆ เอาไว้มีผ้ารองตัวไม่ให้เจ็บ เสี่ยวเทียนมองไปรอบ ๆ ของในบ้าน จัดวางเป็นที่เป็นทางระเบียบเรียบร้อย เสื้อผ้าที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย
เสี่ยวเทียนบอกให้เสี่ยวอี้ไปเปิดหน้าต่างออกไป เพื่อให้สายลมพัดเข้ามาบ้าง กลิ่นอับ จะได้หายไป หญิงชราวัย 60 ผู้นี้พูดไม่ได้เลย จึงทำได้แต่เพียงกลอกตามองเสี่ยวเทียนด้วยความสงสัย แล้วหันมามองเสี่ยวอี้ ที่คุยกับย่าว่า
“ นายท่านเฉิน ผู้นี้ เป็นหมอ จะมารักษาท่านย่านะ เขามียาวิเศษ ท่านย่าดูหน้าเสี่ยวอี้ ซิเห็นไหม หายเพราะนายท่านผู้นี้แหละ”
เสี่ยวเทียนมานั่งข้าง ย่าของเสี่ยวอี้ แล้วใช้มือจับชีพจร แล้วปล่อยลมปราณเข้าไป ในเส้นเลือด เพื่อทดสอบว่า มีติดขัดส่วนไหนหรือไม่ มีอยู่หลายจุดทีเดียว
หลังจากทะลวงชุดชีพจรปราณจนไหลเวียนได้ทุกจุดแล้ว ย่าก็มีเสียงออกมาเบาๆ
“ ขอบคุณท่านหมอมาก”
“ ท่านย่าพูดได้แล้ว นายท่านนี่สุดยอดมากๆ เลย ท่านย่ายังไม่ได้ดื่มยาวิเศษเลย
แค่จับมือ ก็พูดได้แล้ว นี่ถ้าได้กินยา ท่านย่าต้องเดินได้แน่ๆ เลย!”
เสี่ยวเทียนจะไล่ให้ออกไป ก็กลัวจะเสียน้ำใจ เลยปล่อยให้เสี่ยวอี้พูดไม่หยุด
หลังจากเปิดจุดชีพจรจนเลือดลมมาเดินปกติแล้ว อวัยวะภายในของท่านย่ามีปัญหาเรื่องไตพร่อง ปอดอักเสบ ขาบวม มีอาการน้ำท่วมปอดแล้ว เสี่ยวเทียนใช้พลังรีดน้ำออกมาจากร่างของท่านย่า จนขาที่บวมกลับมาเป็นเหมือนเดิม แล้วสุดท้ายให้ดื่มน้ำทิพย์สวรรค์ ไป หนึ่งหยด แล้วถ่ายพลังปราณบริสุทธิ์เพื่อช่วยให้ตัวยาซึบซับได้เร็วยิ่งขึ้น ผิวพรรณที่ผอมเหลือแต่กระดูก กลับมีน้ำมีนวลขึ้นมาโดยทันที
เสี่ยวเทียนลุกขึ้นแล้วพยุงยายให้ลองนั่ง ผลปรากฏว่า ท่านย่านั่งได้เหมือนคนปกติ แล้วลองขยับขา และ เท้าดู ในที่สุดก็ทำได้ จึงให้เสี่ยวอี้ลองพาท่านย่าหัดเดินช้าๆ กลับเดินได้ทันที ซึ่งกว่า 2 ปี ที่ ท่านย่าต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่อย่างนี้ทำอะไรไม่ได้เลย
“ ขอบคุณท่านหมอ”
“ ขอบคุณนายท่าน”
ทันใดนั้นเอง ก็มีชายหนุ่มวัย 40 ปี เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มอีกสี่คน
“ นี่ไง เสี่ยวอี้ พานางไปเลย” ชายหนุ่มชี้มาทางเสี่ยวอี้ที่นั่งอยู่คู่กับท่านย่าอยู่
“ เดี๋ยวก่อน เฟิงหนิว นี้เจ้าพาใครมา?” ย่าเอ่ยถามเฟิงหนิว
“ แม่ นี่ท่านพูดได้แล้วรึ? ดีเลย ข้ายกเสี่ยวอี้ให้คุณชายต่งหลิวไปแล้ว สินสอดก็ตกลงกันแล้วด้วย เขาก็เลยจะมารับเสี่ยวอี้ไป”
“ ท่านย่า ข้าไม่ไปนะ” เสี่ยวอี้เกาะแขนท่านย่าแน่น
“ นี่แกจะบ้าหรือยังไง สินสอดอะไรของแก ข้าเลี้ยงของข้ามาตั้งแต่เด็ก แกจะเอาไปยกให้ใครอย่างนี้ไม่ได้นะ ข้าไม่ยอม” ย่าทำท่าจะลุกขึ้นมาทุบลูกชายตัวดี
เสี่ยวเทียนเห็นที่มือของ เฟิงหนิวมีรอยช้ำ เมื่อคืนคงทำร้ายเสี่ยวอี้แน่ๆ
“ แม่ ค่าสินสอดตั้ง สองหมื่นเหรียญทองเชียวนะ !”
“ นี่แกโง่หรือเปล่า เสี่ยวอี้หาเงินเดือนหนึ่งได้เท่าไร เมื่อวานวันเดียวได้ มาหนึ่งหมื่นเหรียญทองแล้ว ทั้งปีจะได้เท่าไร ห้าหมื่นเหรียญทองขาดตัว หากไม่ได้ ข้าไม่ยอม!”
เสี่ยวอี้ตกใจหนักขึ้นไปอีก ที่ท่านย่าพูดเช่นนี้ ออกไป เสี่ยวเทียนยืนนิ่งๆ ฟังอยู่เริ่มขมวดคิ้ว
“ อะไรนะ ! เมื่อวานมันได้ หนึ่งหมื่นเหรียญทอง แต่มันบอกว่าได้แค่ 8 ร้อยนังนี่กล้าหลอกข้าเชียวรึ?” ฟงหนิวทำท่าจะมาตบ แต่ถูกชายหนุ่มที่มาด้วยขวางเอาไว้
“ ตกลง หักหนี้กันไปหนึ่งหมื่น นี่คือสี่หมื่น พาเสี่ยวอี้ไปได้แล้ว” ชายหนุ่มร่างอ้วนชื่อว่าต่งหลิว โยนเงินสี่หมื่นเหรียญให้ ย่าไป ซึ่งตอนนี้พอแข็งแรงแล้ว จึงรีบมารับเงินไปนับ ในทันที
“ เสี่ยวอี้ เจ้าไปเถอะนะ แต่งเข้าคุณชายต่งหลิวไปแล้ว ว่างๆ ก็เอาหมูที่ร้านมาฝากย่าบ้างนะ” ย่าเอ่ยเสร็จก็ผลักร่างของเสี่ยวอี้ออกไป
เสี่ยวอี้ร้องไห้น้าตาไหลพราก
“ ท่านย่า ข้าเป็นหลานของท่านนะ ทำไมทำกับข้าเช่นนี้”
“ เสี่ยวอี้ เจ้าถูกใส่ตระกล้า ลอยน้ำทะเลมาแม่ข้าเก็บมาเลี้ยง บัดนี้เจ้าโตแล้ว สมควรที่จะชดใช้หนี้บุญคุณที่ชุบเลี้ยงเจ้ามา ไม่ต้องคร่ำครวญ ไปได้แล้ว” เฟิงหนิวอดไม่ได้ต้องพูดความจริงออกมา
เสี่ยวอี้หยุดร้องไห้ สายตาเย็นชาทันที เม้มปากสนิท ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาอีก สองมือกำหมัดแน่น น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาไมหยุด
“ หยุดก่อน” ทุกคนหันมามองตามเสียง จนลืมไปว่าในบ้านยังมีเสี่ยวเทียนอยู่อีกคน
“ นี่คือเงิน 1 ล้านเหรียญทอง มอบเสี่ยวอี้ให้ข้า” เสี่ยวเทียนโยนถุงเหรียญทองใส่ต่งหลิว ที่เห็นเงินล้านเหรียญทองแล้วรีบหยิบขึ้นมาทันที
“ เสี่ยวอี้ เป็นของคุณชายท่านนี้แล้ว พวกเราลาก่อน” ต่งหลิวได้เงินล้านเหรียญง่ายดายเช่นนี้ จึงรีบไปจากที่นี่ทันที
สองคนแม่ลูกอ้าปากตาค้างมองเสี่ยวเทียน พูดไม่ออก เสี่ยวเทียนไม่รอให้สองคนนั้นพูด จับมือ เสี่ยวอี้ เดินออกมาแล้วลอยขึ้นไปบนฟ้านั่งเรือเหาะหายไปในทันที
“ ไอ้ลูกบ้า แกเห็นไหม เงินล้านของข้า หายไปแล้ว เจ้าโง่เอ้ย !!”
“ ก็ท่านแม่นั่นแหละ เห็นมันก่อนทำไมไม่บอกข้า ว่ามันเป็นใคร ทำไมมีเงินมากขนาดนี้ โอ้ย เจ็บใจจริงๆ !!!”
สองคนแม่ลูกขี้งก ต่างทุ่มเถียงกันไม่หยุด!
เสี่ยวอี้อยู่บนเรือเหาะก็คุกเข่าขอบคุณเสี่ยวเทียน ที่ช่วยเหลือเอาไว้
“ เจ้าอยากทำอะไร หรือจะไปไหนหรือไม่ นี่คือเงินสองล้านเหรียญทอง เจ้าสามารถนำไปเปิดร้านค้า ที่เจ้าชอบได้ ต่อไปก็จะไม่ลำบากอีก”
“ นายท่าน เสี่ยวอี้ขอติดตามรับใช้นายท่าน เสี่ยวอี้ยอมเป็นวัวเป็นควาย ยินดีไม่จากไปไหน”
เสี่ยวเทียนได้แต่ถอนหายใจ คิดว่า หากได้เสี่ยวอี้ไปช่วยเลี้ยงลูก แทนวาวา กับเจินเจินบ้าง ก็น่าจะดี
“ ถ้าเช่นนั้น ข้าจะพาเจ้าไปอยู่ที่แห่งหนึ่ง ไปช่วยภรรยาของข้าเลี้ยงดูบุตรของข้า เจ้าจะว่าอย่างไร?”
“ ได้เจ้าค่ะ ขอให้มีที่พัก อาหาร เสี่ยวอี้อยู่ที่ใดก็ได้ เจ้าค่ะ”
เสี่ยวเทียนพาเสี่ยวอี้เข้าไปในมิติฟ้าคราม แล้วแนะนำให้วาวา กับเจินเจินรู้จัก
และเล่าเรื่องที่ผ่านมาของ เสี่ยวอี้ให้ทั้งสองฟัง วาวากับเจินเจิน จึงสงสาร และ เอ็นดูเสี่ยวอี้มากขึ้นไปอีก
“ สามี ท่านไม่ต้องห่วง พวกเราจะดูแลเสี่ยวอี้เอง” วาวาเอ่ยขึ้นมา เสี่ยวเทียนยิ้มเหมือนขอบใจ แล้วก็ออกจากมิติฟ้าคราม เพื่อที่จะไปพบท่านเจ้าอาวาสวัดจื่อซาน
ในทันใดนั้นเองก็มีเสียงลอยมาตามสายลมว่า
“ ขอบคุณมาก ”
เสี่ยวเทียนปล่อยสำนึกออกไปตรวจสอบทันที แต่ก็หาไม่พบว่าใครเป็นผู้ที่เอ่ยคำนี้ออกมา....