ยามบ่ายอ่อนๆ สายลมอันหนาวเย็นพัดผ่านไปมา ผู้คนภายในอาณาจักรวายุอัสนียังคงครึกครื้นเช่นเคย บ้างก็ออกมาทำงานหาเลี้ยงชีพ บ้างก็ออกมาจับจ่ายใช้สอย บ้างก็ออกมาเที่ยวเล่นชมบรรยากาศอันคลื้นเครงรอบเมือง
หากแต่ภายในโต๊ะนับร้อยด้านในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างย่านสมาคมและย่านการค้า ถูกนั่งไว้ด้วยเด็กชายผมสีน้ำตาลอ่อนผู้หนึ่ง นัยน์ตาสีองุ่นจับจ้องไปยังถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี
“เจ้าวางแผนใช้มันเป็นข้อต่อรองตั้งแต่แรกแล้ว ใช่หรือไม่”
ริเช่กล่าวพลางจ้องชิลอย่างจริงจัง คำถามนี้ถูกถามขึ้นตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงวันนี้ แม้ชิลจะไม่ได้ตอบคำถามและพยายามหลบเลี่ยง แต่นางก็มิเคยคิดยอมแพ้ ยังคงตามรังควานถามคำถามอยู่ร่ำไป
ชิลเงยหน้ามองริเช่ เขากำลังอยู่ในอารมณ์ที่ดี จึงไม่อยากสูญเสียความรู้สึกเช่นนี้ไป จึงไม่คิดใส่ใจกับคำถามนางมากนัก
เมื่อเห็นท่าทางทำเป็นไม่สนใจ ริเช่ก็หรี่ตามอง ทำแก้มป่อง ก่อนถอนหายใจออกมา สาเหตุที่นางกล่าวถามย้ำเช่นนี้ เป็นเพราะเมื่อวาน หลังจากที่ชิลสามารถเอาชนะเอิลไปได้อย่างหวุดหวิด เขาก็ได้รับอนุญาตให้ใช้ถ้ำพฤกษาม่วงเพื่อฝึกฝนเป็นเวลาหนึ่งเดือน แต่อย่างที่รู้ เด็กหนุ่มที่ชื่อชิลผู้นี้ มิเคยทิ้งความโลภมากของตน
ในระหว่างที่พานเซอพูดคุยกับเอิลและการอน เพื่อหาทางรับมือเบื้องต้นกับกลุ่มพยัคฆ์โลหิต จู่ๆชิลก็กล่าวขึ้นมาอย่างเลื่อนลอยว่า เขารู้ที่ตั้งฐานลับของพวกมัน เพราะได้ประทับอาคมผูกจิตไว้กับคนชุดดำที่หนีรอดไปได้ และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับข้อมูลนี้ เขาอยากขอเพิ่มเวลาใช้ถ้ำพฤกษาม่วงเป็นสามเดือน พร้อมทิ้งท้ายว่าหากคิดจะจับเขาไปทรมานเพื่อรีดเค้นเอาสถานที่ลับนี้ ก็อย่าฝันที่จะรู้มันเลย
สิ่งนี้ทำให้ทั้งสามคนล้วนพูดไม่ออก เด็กชายที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะภาพ ความแข็งแกร่ง ไหวพริบ และความมุ่งมั่นอันสง่างามเมื่อครู่ จู่ๆก็กลายเป็นปีศาจน้อยในคราบมนุษย์ทันที ด้วยสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่ากลุ่มพยัคฆ์โลหิตจะบุกโจมตีอาณาจักรเมื่อใด หากสามารถรู้ที่ตั้งของฐานลับพวกมันและทำการบุกจู่โจมได้ก่อน ก็จะทำให้ทางอาณาจักรวายุอัสนีได้เปรียบมากขึ้น
อย่างไรพานเซอก็มิได้ยอมอ่อนข้อนัก เขายื่นข้อเสนอกลับด้วยการขอให้ชิลบอกสถานที่ตั้งฐานลับมาเสียก่อน หากพบว่าสถานที่นั้นมีกลุ่มพยัคฆ์โลหิตอาศัยอยู่จริง ถึงสามารถใช้ถ้ำพฤกษาม่วงเพิ่มได้อีกหนึ่งเดือน
เมื่อมองไปยังจิตวิญญาณอันบ้าคลั่งของพานเซอ ชิลก็ไม่ได้คิดต่อรองอีก อย่างไรเขาก็ไม่โง่พอที่จะปะทะกับสัตว์ป่ากระหายเลือดในตอนนี้ แม้ข้อเสนอในการใช้ถ้ำ จะถูกลดลงมาเหลือเพียงสองเดือนก็ตาม
ริเช่จ้องนิ่งไปที่ชิล นางรู้สึกว่าเด็กหนุ่มนัยน์ตาสีองุ่นผู้นี้ช่างดูลึกลับซับซ้อนยากจะคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติความเป็นมา เรื่องความนึกคิด หรือแม้แต่เรื่องสิ่งที่เขาจะทำในอนาคต
ก่อนหน้านี้ในช่วงเช้า ริเช่ได้ตามชิลกลับไปยังคฤหาสน์การอนเพื่อขอเป็นผู้ช่วยในการลงอาคมศาสตราวุธ แต่กลับถูกปฏิเสธทันที พร้อมยังสั่งให้นางไปบอกการอนว่า เขาจะลงอาคมศาสตราวุธเพียงหกชิ้นต่อวันเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อสำรองพลังงานสวรรค์บางส่วนไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นดังเช่นเมื่อวาน
“หากเจ้ามิคิดตอบข้า ก็ช่างมันเถอะ เรื่องนี้ข้าพอเดาได้อยู่บ้าง”
ริเช่กล่าวพลางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ ไม่นานก็หันไปมองประตูทางเข้าห้องครัว
“เหตุใดอาหารจึงมาช้านัก”
จู่ๆก็มีเสียงอันนุ่มลึกดังขึ้นด้านหลังริเช่
“ท่านอา มิคิดว่าจะเจอท่านที่นี่”
ฟาเดลที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนกล่าว พร้อมเดินตรงมายืน กึ่งกลางด้านข้างโต๊ะ เมื่อมันพบว่าผู้ที่นั่งอยู่กับริเช่คือชิล นัยน์ตาก็ส่อแววขุ่นเคืองเล็กน้อย
“ท่านอา คงมิเหมาะนัก ที่ท่านจะมานั่งทานอาหารกับชายหนุ่มที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าสองต่อสองเช่นนี้”
ฟาเดลกล่าวพลางปั้นหน้ายิ้ม
“มิเหมาะอย่างไร?”
ริเช่ทำหน้าบึ้งพร้อมมองกลับไปยังฟาเดล ตั้งแต่เด็กฟาเดลมักชอบรังแกโนมานอยู่บ่อยครั้ง ทำให้นางมิค่อยชอบเขาสักเท่าไหร่
ฟาเดลยิ้ม พลางลอบมองชิลที่นั่งหลับตาจิบชาอย่างสงบอยู่
“แม้มันจะสามารถลงอาคมศาสตราวุธได้ แต่อย่างไรก็อยู่เพียงระดับผสานกายขั้นแรก ผู้กระจอกเช่นมัน มิคู่ควรแม้แต่จะพูดคุยกับท่านอาด้วยซ้ำ”
“เหตุใดเจ้าจึงพูดเช่นนั้น!!”
ริเช่กล่าวพลางตบโต๊ะ พร้อมลุกขึ้นมายืน
“หึ! เหตุใดจึงพูดเรื่องจริงไม่ได้ เพียงข้ากระดิกนิ้วเดียว ก็สามารถสังหารมันได้แล้ว ตัวอ่อนแอเช่นมันมิควรค่าที่ตระกูลเราจะจ้างมาลงอาคมศาสตราวุธด้วยหินสวรรค์จำนวนมหาศาลเช่นนี้”
ฟาเดลกล่าวอย่างขุ่นแค้น มันยังคงเชื่อว่า โนมานคือผู้ทำให้ตระกูลแรนเชอเสื่อมเสียเกียรติ และผู้ลงอาคมที่โนมานพามา ก็ย่อมไม่ต่างอะไรจากลูกไล่ชั้นต่ำของขยะประจำตระกูล
เมื่อริเช่ได้ยินที่ฟาเดลกล่าว ก็นิ่งค้างไปเล็กน้อย ก่อนหันสายไปทางชิล นางรู้ดีว่าความสามารถที่แท้จริงของชิลเป็นเช่นไร แม้อยู่เพียงผสานกายขั้นแรก แต่กลับสามารถสังหารนักฆ่าจากกลุ่มพยัคฆ์โลหิตที่อยู่ระดับผสานกายขั้นสี่อย่างง่ายดาย ซ้ำยังสามารถปะทะกับเอิลที่อยู่ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นกลางได้เป็นเวลานาน แล้วฟาเดลที่อยู่เพียงระดับผสานกายขั้นสี่ นับเป็นตัวอะไรในสายตาเขา
ฟาเดลเห็นริเช่นิ่งค้างไป จึงคิดว่านางคงไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้เถียงได้ เลยปั้นหน้ายิ้ม ก่อนหันสายตาไปทางชิล
“หืม”
ฟาเดลแปลกใจเล็กน้อยกับภาพเบื้องหน้า ถึงแม้จะเจอคำพูดถากถางมากมาย แต่ชิลกลับยังคงนั่งยิ้มจิบชาอย่างสบายใจ ราวกับว่าไม่ได้ยินอะไร ท่าทางเช่นนั้น ทำให้ฟาเดลรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก มันถลึงตาใส่เขาพร้อมกล่าว
“ลุกขึ้น!!”
เสียงฟาเดลดังก้องไปทั่วร้านอาหาร ผู้คนจำนวนมากที่นั่งทานอาหารอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็หันมามองเป็นสายตาเดียวกัน
ชิลที่นั่งหลับตาจิบชาอยู่ในคราแรก ก็ลืมตาขึ้นพร้อมวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล เขาหันมองฟาเดลคราหนึ่ง ก่อนหันกลับไปหาริเช่
“มันคือใคร?”
ทันทีที่ได้ยิน ฟาเดลเคลื่อนพลังงานสวรรค์ไปที่มือพร้อมฟาดลงไปที่โต๊ะด้านหน้า
ปัง!
โต๊ะไม้ถูกผ่าหักครึ่ง พลังงานสวรรค์พุ่งผ่าโต๊ะทะลุลงไปถึงพื้น ส่งผลให้เกิดรอยลึกอย่างเห็นได้ชัด ถ้วยชาหล่นแตกกระจายด้านหน้าริเช่ ในทางตรงกันข้าม ด้านหน้าชิลกลับไร้ร่องรอยเศษถ้วยชาแต่อย่างใด
ฟาเดลมองชิลที่ยังคงนั่งจิบชาอย่างสบายใจ
‘หากจำมิผิดมันได้วางถ้วยชาลงไปบนโต๊ะก่อนหน้านี้แล้วหนิ’
“เจ้าคิดจะทำอะไร!!”
ริเช่กล่าวเสียงดังพร้อมจ้องอย่างดุร้ายไปทางฟาเดล ก่อนจะเอะใจหันสายตามองโดยรอบ จึงพบว่าผู้คนที่จ้องมาทางโต๊ะนางอย่างใคร่รู้ในคราแรก ตอนนี้ได้พากันหลบเลี่ยงสายตาราวกับมิได้เห็นสิ่งใด เจ้าของร้านอาหารที่เดินออกมาดูเหตุการณ์นอกร้าน เพียงเสี้ยววิก็พาตัวกลับเข้าไปในครัวดังเดิม
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อผู้คนสังเกตเห็นสัญลักษณ์บนเสื้อคลุมของฟาเดล อย่างไรตระกูลแรนเชอก็เป็นหนึ่งในตระกูลผู้มีอิทธิพลประจำอาณาจักรวายุอัสนี เป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนทั่วไปจะไม่กล้ายุ่ง
ฟาเดลจ้องชิลอยู่สักพัก เลยตัดสินใจส่ายหัวไปมาเพื่อลืมเรื่องเกี่ยวกับถ้วยชา ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องแปลกประหลาดแบบนี้อยู่ เช่นตอนที่ชิลสามารถยืนในห้องโถงในครานั้น อย่างไรฟาเดลก็เลือกตัดความข้องใจเล็กน้อยของมันออก และสรุปว่าทุกสิ่งเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
“อย่าทำเรื่องให้มันยุ่งยากกว่านี้ ฟาเดล”
ริเช่กล่าวเตือนพลางหรี่ตาลง
แน่นอนฟาเดลมิได้สนใจนาง มันยังคงจับจ้องไปที่ชิลพร้อมกล่าว
“เจ้ากล้าประลองกับข้าหรือไม่”
ชิลวางถ้วยชาลงบนตัก ก่อนเงยหน้ามองฟาเดล เขาพยายามคงไว้ซึ่งอารมณ์ดีในวันนี้ เมื่อถูกขัดจังหวะ ก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย
“เจ้าออกมะ...”
ฟาเดลยังไม่ทันได้กล่าวจบ ถ้วยชาในมือชิลก็พุ่งตรงมาที่หน้ามันอย่างรวดเร็ว ทันทีฟาเดลโยกตัวหลบไปด้านข้าง แม้จะถูกจู่โจมอย่างฉุกละหุก มันก็มั่นใจว่าสามารถหลบพ้น
แต่เรื่องราวกลับไม่เป็นดังคาด จู่ๆถ้วยชาที่ลอยใกล้จะพ้นใบหน้า ก็หักเลี้ยวพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ด้วยความตื่นตระหนก ทำให้ฟาเดลหันหน้าไปทางถ้วยชาพร้อมก้าวถอยหลังโดยไม่ตั้งใจ ส่งผลให้ถ้วยชาพุ่งตรงเข้ามาที่ปากมันพอดี
โครม!
ร่างฟาเดลกระเด็นไปไกล ชนถูกโต๊ะที่อยู่ด้านหลัง จนล้มระเนระนาดไปหลายตัว
ขณะนี้ปรากฏรอยหยดเลือดเป็นทางยาวไปจนถึงจุดที่ฟาเดลนอนอยู่ ถ้วยชาสีน้ำตาลทะลุฟันเข้าไปคาอยู่ในปาก ทำให้ฟันแถบหน้าทั้งหมดหักร่วง พร้อมมีเลือดสีแดงสดเจิ่งนองอยู่ด้านใน
ชิลลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ ก้าวตรงไปยังร่างที่สลบไสลของฟาเดล จ้องมองมันอยู่สักพักก่อนกล่าว
“ดูเหมือนว่ามือข้าจะลื่นไปเสียหน่อย เลยเผลอทำถ้วยชาหลุด”
ริเช่ได้ยินดังนั้นก็ส่ายหัวไปมา นางคิดไว้แล้วว่าเรื่องต้องจบเช่นนี้
ไม่นานชิลก็หันตัวเดินผละออกจากจุดที่ยืน แต่ไม่ทันไรเขาก็หยุดชะงักพร้อมหันกลับมามองร่างฟาเดลอีกครั้ง
“ข้าเกือบลืมไปเสียสนิท”
ชิลก้าวตรงไปยังร่างฟาเดล พร้อมดึงแหวนสีน้ำเงินออกมาจากนิ้ว เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนหันตัวเดินออกจากร้านไป
ริเช่เองก็เดินเข้ามาดูสภาพอันน่าอนาถของฟาเดล ก่อนทิ้งมันไว้เช่นนั้นพร้อมก้าวตามหลังชิลไป
.
.
กลางดึกสงัด หน้าต่างขนาดเล็กภายในห้องชั้นล่างของบ้านพักได้ถูกเปิดออก เงาร่างสีขาวเคลื่อนที่พุ่งเป็นเส้นแสงไปตามหลังคาบ้านอย่างรวดเร็ว ด้วยย่างก้าวอันนุ่มนวล ทำให้แทบไม่ได้ยินเสียงกระทบกันของฝ่าเท้ากับกระเบื้องด้านบนหลังคา
ใช้เวลาเพียงครู่ เงาร่างสายนั้นก็เคลื่อนตัวมาถึงด้านหน้าเส้นทางดอกไม้นานาพันธุ์ ร่างสีขาวหยุดยืนสักพัก ก่อนพุ่งเข้าไปยังอาณาเขตป่าตระกูลแรนเชอด้วยความเร็ว
เส้นแสงสีขาวทะลุผ่านอาณาเขตป่า โดยไร้ซุ่มเสียงใดๆ ไม่นานร่างสีขาวก็ไปหยุดอยู่ด้านหน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากคฤหาสน์รีนพอสมควร
คฤหาสน์หลังนี้ไม่มีรูปปั้นอินทรีทองอยู่ด้านหน้า จึงมิใช่คฤหาสน์ของผู้มีสายเลือดแรนเชอ
ร่างสีขาวมิได้ตรงเข้าไปด้านใน ทว่ากลับพุ่งอ้อมไปยังด้านหลังคฤหาสน์แทน
แม้เวลานี้จะดึกมากแล้ว แต่ด้านหลังคฤหาสน์กลับยืนไว้ด้วยชายชราผู้หนึ่งในชุดสีดำ ชายชราผู้นี้มีผมยาวสีเทามัดด้วยโบสีดำไว้ด้านหลัง นัยน์ตาสีดำจับจ้องไปที่ดวงจันทร์บนท้องฟ้าอันมืดมิด ใบหน้าอันแก่ชราแสดงออกอย่างผ่อนคลาย ไม่นานเขาก็ยิ้มพร้อมกล่าว
“มาแล้วรึ”