กลางคืน เวลา 23.30 น.
รถสามคันอยู่ระหว่างทางออกนอกชานเมือง ทุกคนบนรถล้วนหลุบตาลงต่ำ แสดงท่าทีเคารพนบน้อมอย่างที่สุด
รถยนต์เสียงเบาทว่าสม่ำเสมอค่อยๆ มุ่งหน้าสู่ชานเมืองไปเรื่อยๆอาคารสิ่งปลูกสร้างสองข้างทางค่อยๆ บางตาลงจากทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ในใจของทุกคนตอนนี้ต่างว้าวุ่นสับสนไปหมด
ต้องไปจับกุมผู้ต้องหาจริงๆ แล้ว...
เบื้องบนอนุมัติแล้วจริงๆ!
“เหล่าเฉิน...” เหล่าจูกำลังใส่ะุลงในกระบอกปืน พลางมองไปรอบทิศอย่างระแวดระวังก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ“หรือจะเป็อย่างที่ไอ้หมอนั่น...หัวหน้าสวีพูดจริงๆ เขาถูกเชิญมาจริงๆ งั้นเหรอแล้วทำไมเพิ่งประกาศคำสั่งก็อนุมัติแล้วล่ะ”
รองหัวหน้าเฉินคาบบุหรี่ไว้มวนหนึ่ง ควันบุหรี่ที่ฟุ้งตลบอบอวลอยู่ตรงหน้าทำให้เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางยกมุมปากขึ้นผ่านไปพักหนึ่งถึงได้แค่นเสียงออกมา “แต่ก่อนฉันก็ไม่เชื่อ...แต่ตอนนี้ชักจะเชื่อขึ้นมาจริงๆแล้ว ทำไมอธิบดีเจิ้งถึงได้ไม่สนใจท่าทีตอบสนองของพวกเราสักนิด ทำไมพวกเลขาคณะกรรมการนายกเทศมนตรีเทศบาลนครถึงได้ไม่ยอมพูดอะไรเลยแต่ถ้าเขาเป็คนที่ถูกเชิญมาจริง ถ้าอย่างนั้นทุกอย่างก็สมเหตุสมผล!
“ไม่ใช่เด็กเส้นงั้นเหรอ” เหล่าจูบีบะุนัดหนึ่ง เขายังไม่อยากจะเชื่อ“เขาเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน เรียนหนังสือั้แ่อยู่ในท้องแม่หรือไงถึงได้มีประวัติไม่ต่างจากพวกเรา มันเป็ไปได้เหรอ”
“ใช่หรือไม่ใช่ คืนนี้ก็ได้รู้กัน”ฉินหวั่นอวี้ตำรวจหญิงกดกระบอกะุเข้าไปแล้วออกแรงสั่นส่งเสียงโลหะกระทบกันดังกึกก่อนจะจัดเครื่องแบบตำรวจให้เรียบร้อย “ขนาดคุณยังไม่เชื่อแล้วฉันจะเชื่อเหรอเชิญเด็กไม่ประสีประสามา ฉันล่ะไม่เคยพบเคยเจอ แต่พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อีกเดี๋ยวก็รู้แล้ว”
ผ่านไปสิบนาทีรถก็หยุดลงทว่าทันทีที่คนทั้งหน่วยสืบสวนลงจากรถมาก็ต้องตะลึง
เบื้องหน้าพวกเขาคือเขตก่อสร้างที่ปล่อยร้างไว้ แม้จะไม่ได้กว้างใหญ่แต่รอบข้างกลับไม่ได้มีตึกหลายหลังนัก
สายลมยามค่ำคืนพัดเข้ามาทางหน้าต่างผุพังผ่านทางเดินโทรมๆ เสียงลมเอื่อยๆ แว่วจากฝั่งหนึ่งมายังอีกฝั่งหนึ่งไม่ต่างจากเสียงกรีดร้องของิญญาร้ายรอบตึก
ไม่มีแสงไฟ ไม่มีสัญญาณชีพของมนุษย์มีเพียงตึกร้างตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางรัตติกาลราวสัตว์ป่าั์ใหญ่ แลดูมืดทะมึนชวนสยองขวัญอย่างประหลาด
แต่นี่ก็ยังไม่นับว่าเท่าไร เพราะที่สำคัญก็คือ เบื้องหน้าของพวกเขาตอนนี้มีคนฝูงใหญ่ยืนรายล้อมอยู่เต็มไปหมด!
“หัวหน้า...หัวหน้าเกา” รองหัวหน้าเฉินมองชายคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนักก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอย่างตื่นตะลึง “คุณ...มาได้ยังไง”
“มันอยู่นอกเหนือขอบเขตฉันน่ะสิ...”หัวหน้าเกายิ้มพลางพยักพเยิดไปทางด้านข้าง “ดูทางนั้นสิพันตรีโจวหน่วยตำรวจติดอาวุธ และก็ยังมีกองกำลังสามหน่วยที่ย้ายมาอยู่เมืองซานสุ่ยชั่วคราวนายพันนำทีมมาทั้งหมด”
คนนับร้อย...เข้าล้อมตึกร้างหลังนี้ไว้เสียจนไม่มีแม้แต่ช่องโหว่แล้ว!
คนทั้งหน่วยสืบสวนหันขวับไปสบตากัน
บ้าไปแล้วหรือไง
จับผู้ต้องหาแค่คนเดียว
นี่มันขี่ช้างจับตั๊กแตนไปหน่อยล่ะมั้ง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะจับผู้ต้องหาแค่คนเดียว ต่อให้เป็สิบยี่สิบคนไม่สิ ต่อให้เป็ร้อยคนมันก็คงหนีรอดออกมาไม่ได้ด้วยซ้ำ!
แสงจันทร์ตกกระทบปืนกลแต่ละกระบอกสะท้อนสีสันแห่งความตาย บรรยากาศมืดมิดและเงียบสงัดเสียจนชวนให้รู้สึกเย็นเยียบไปจนสุดขั้วหัวใจผู้ต้องหาแบบไหนกันถึงต้องใช้อาวุธาขนาดนี้
“แม่Xบ้าไปแล้ว!”เหล่าจูพ่นบุหรี่ในปากออกมา มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นตะลึงแม้แต่ริมฝีปากก็ยังสั่นระริกไปด้วย “ข้าทำคดีมาหลายปี...ยังไม่เคยเห็นใครเล่นอะไรแบบนี้!”
ความสงสัยมากมายทะลักขึ้นจนล้นใจ ใครเป็คนบอกว่าผู้ต้องหาอยู่ที่นี่กันเรียกใช้หน่วยทำลายล้างทั้งเมือง รัฐบาลเมืองอนุมัติได้ยังไงกันมันเป็ผู้ต้องหาแบบไหนถึงต้องทำขนาดนี้ ข้างในนั้นมันขังขังแบทแมนไว้หรือไงกัน
“นายไม่รู้ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!”หัวหน้าเกากลืนน้ำลายเบาๆ “กองกำลังทั้งเมืองซานสุ่ย หน่วยตำรวจติดอาวุธเครือตำรวจ ล้วนได้รับคำสั่งมาว่าหากมีตัวอะไรปรากฏตัวออกมาในระยะร้อยเมตรรอบๆ นี้ให้ทำทุกวิถีทางเพื่อสังหารมันให้ได้เฮอะๆ...ฉันเป็ตำรวจมาหลายปียังไม่เคยได้ยินคำสั่งแบบนี้มาก่อนเลย!”
“ตัวอะไร?”เ้าหน้าที่ตำรวจฉินจับสังเกตคำคำหนึ่งได้อย่างว่องไวแล้วพลันเกิดประกายความคิดขึ้นหนึ่งขึ้นในใจ แต่กลับไม่อาจอธิบายออกมาได้รู้สึกได้เพียงว่าคำสั่งนี้มันออกจะพิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว “ไม่ใช่...คนหรอกเหรอ”
ใครจะไปรู้กับมัน
รองหัวหน้าเฉินกับหัวหน้าเกาสบตากัน ทว่าในแววตานั้นกลับมีเพียงความสับสนงุนงงเท่านั้น
“รัฐบาลเมืองก็เลอะเลือนไปแล้วจริงๆถึงได้ยอมหลับหูหลับตาให้เด็กเส้นมาบัญชาการ J8 ได้”หัวหน้าเกาโบกไม้โบกมือ “จับกุมผู้ต้องหาสักคนต้องเรียกใช้คนมากขนาดนี้ ไอ้เด็กนี่มันมีคนหนุนหลังใหญ่ขนาดไหนกันวะแม่Xเทพไปแล้ว!”
“เรามาผิดที่หรือเปล่า” ตำรวจใหม่คนหนึ่งเหงื่อแตกพลั่กบรรยากาศในที่เกิดเหตุเย็นะเืจนทำเอาเขาไม่กล้าพูดเสียงดัง“หรือเราไปถามหัวหน้าหน่อยไหม”
“พวกนายไม่ได้มาผิดที่หรอก”สิ้นเสียงก็มีเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมาจากด้านหลัง ก่อนที่สวีหยางอี้จะเดินเข้ามา“หน้าที่ของพวกนายก็คือเก็บกวาด”
“หัวหน้าสวี!”ตอนนี้รองหัวหน้าเฉินมีอารมณ์จะโต้เถียงกับสวีหยางอี้ที่ไหนกันเขารีบหันไปเอ่ยทันที “คนพวกนี้มาได้ยังไง พวกเราแค่มาจับผู้ต้องหา พวกมันเป็ใครกันแน่ หัวหน้า หัวหน้าสวี! คุณ...”
เพียงหันไปร่างทั้งร่างก็พลันต้องชะงักค้าง
และไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้นที่ชะงักค้างแต่ทุกคนที่เห็นก็ชะงักค้างกันหมด
สวีหยางอี้ยืนนิ่งอยู่กับที่ เหมือนในยามปกติไม่มีผิด ทว่า...
เขากลับใส่ชุดพราง! ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจ!
“หัวหน้าสวี...” เหล่าจูตะลึงค้างอยู่นานก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ปืน...ของคุณล่ะ”
“ปืน?” สวีหยางอี้บีบกำปั้นของตัวเองนิ้วมือเรียวยาวประสานสลับกันส่งเสียงดังกร๊อบ “ไม่จำเป็ต้องใช้สักหน่อย”
“ก็...ก็คุณบอกเองไม่ใช่หรือไงว่ากองกำลังทำลายล้าง!”รองหัวหน้าเฉินชี้นิ้วไปยังกลุ่มคนเบื้องหน้า พลางเอ่ยด้วยเสียงเบาหวิว“เรียกกำลังมาทั้งเมืองเลยมั้ง”
สวีหยางอี้มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วยกริมฝีปากขึ้นบางๆ ทว่าประโยคต่อมานั้นกลับทำเอารองหัวหน้าเฉินแทบเต้น
“มือใหม่ก็อยู่ในที่ที่ควรอยู่ไป”สวีหยางอี้ยักไหล่เล็กน้อยพร้อมกับหรี่ตา“เื่เฉพาะทาง...ก็ต้องมอบให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการ”
รองหัวหน้าเฉินทนเก็บกลั้นโทสะไว้ในอก ริมฝีปากเขาสั่นเทิ้มอยู่นานแต่ก็ยังไม่อาจเรียกสติคืนกลับมาได้ทำได้เพียงชี้สวีหยางอี้ด้วยนิ้วสั่นระริก
สวีหยางอี้ไม่ได้สนใจเขา เอาแต่คลำหาวิทยุสื่อสารตามตัว“เตรียมตัวพร้อมหรือยัง”
“ไม่มีปัญหา...พอนายเข้าไปแล้วก็เริ่มค่ายกลฟ้าดาวเหนือได้เลยทันทีปิดกั้นการมองเห็นการได้ยินทั้งหมดซะ...ฉันตั้งหน้าตั้งตารอความสำเร็จครั้งนี้ของเรามาก!” เสียงที่คุ้นเคยของเมาปาเอ้อดังออกมาจากเครื่องวิทยุสื่อสาร
สวีหยางอี้พยักหน้าแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆแววตาพลันเปลี่ยนเป็ระแวดระวังขึ้นมา ก่อนจะยกมือขึ้น
ต่อให้เขาไม่พอใจยิ่งกว่านี้ แต่ชั่วขณะนี้ก็ยังคงเงียบกริบอยู่เหมือนเดิม
จึงเหลือเพียงเสียงร้องระงมเบาๆ ของแมลงยามค่ำคืนในฤดูร้อนความเงียบสงัดไม่มีแม้แต่กระแสเสียงใด ความเงียบสงัดที่น่าขนลุกและชวนให้ใจร้อนรนค่อยๆคืบคลานเข้าสู่หัวใจของทุกคน ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็สลัดไม่หลุด
หัวหน้าเกาั์ตาวาบวับ ก่อนจะยกมือขึ้นสั่งการตำรวจใต้บังคับบัญชาแล้วยกปืนขึ้นด้วยท่าทีเยือกเย็น
เพียงเขายกมือข้างหนึ่งขึ้น กองกำลังฟากหนึ่งก็หยิบปืนขึ้นมาทันที
“ซวบ ซวบ ซวบ...”เสียงปืนกลเตรียมลั่นไกราวเสียงบทเพลงสรรเสริญที่เงียบงัน
สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกอยู่ไกลๆ แล้วยกขาก้าวไปข้างหน้า
เงาร่างของเขาดูเหมือนจะรางเลือนขึ้น ตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดเข้าไปทุกทีอีกไม่นานก็คงมองไม่เห็นคนอื่นๆ แล้ว
“เข้าสู่ค่ายกลฟ้าดาวเหนือแล้ว ไอ้หน้าอ่อน นายทำงานได้อย่างวางใจแล้ว”เสียงหัวเราะแปลกๆ ดังออกมาจากวิทยุสื่อสาร ทว่าสวีหยางอี้ไม่ได้หัวเราะด้วยแต่กลับคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วหยิบไม้ไผ่ปล้องหนึ่งที่บรรจุของเหลวสว่างไสวสะท้อนแสงจันทร์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
“ “เกาทัณฑ์พิฆาตปีศาจ” ไอ้หน้าอ่อนนายตัดใจลงทุนเลยเหรอ”
“ถ้าไม่ใช่เพราะนายมายุ่งกับเงินฉัน ฉันก็น่าจะมีมากกว่านี้อีกคัน”สวีหยางอี้สะบัดมือซ้ายดังพรึ่บแขนเสื้อชุดพรางข้างซ้ายพลันสลายกลายเป็กล่องเหล็กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าประณีตงดงามอยู่บนมือเขา
“กึก...กึก!” สิ้นเสียงดังขึ้นเบาๆ นั้นคันธนูก็แนบติดอยู่กับข้อมือ เขาน้าวธนูขึ้น ท่าทางดูราวกับอินทรีย์สยายปีกส่วนกล่องเหล็กก็เปลี่ยนรูปทรงไปเหมือนกับเพชร ก่อนจะประกอบร่างกันขึ้นเป็คันธนูภายในชั่วพริบตา
ธนูคันนี้รูปลักษณ์ภายนอกไม่ต่างกับธนูที่เห็นในโทรทัศน์เลยสักนิดทว่าทั้งคันกลับมีอักษรลึกลับสะท้อนแสงสีฟ้าชวนให้คนใจสั่นสลักอยู่!
บนคันธนูนั้นมีลูกธนูโบราณหัวเหล็กมีลวดลายอยู่ดอกหนึ่ง ซึ่งมันเป็เพียงรอยสนิมเท่านั้นแต่กลับทำให้ลายอักษรลึกลับนั้นดูขลังขึ้นไปอีก
“แน่ใจนะว่าค่ายกลไม่มีอะไรผิดพลาด” สวีหยางอี้ถามอีกครั้งแล้วนำหัวธนูจุ่มลงไปในน้ำในกระบอกไม้ไผ่อย่างไม่ลังเล“ถ้ามนุษย์ธรรมดาเห็นร่างจริงของปีศาจเข้า ไม่ต้องพูดถึงเรียนจบหรอก ฉันไม่ถูกลงโทษก็บุญเท่าไหร่แล้ว”
“วางใจได้”
สวีหยางอี้หลับตาลงเม้มริมฝีปาก
ตนจะสังหารปีศาจครั้งแรก...ฝึกฝนมาหลายปีขนาดนี้จะได้เห็นผลลัพธ์กันก็วันนี้แหละ!
ผู้ต้องหาที่ฆ่าคนต่อเนื่องยี่สิบคน ไอ้บ้าที่พลังผันผวนขึ้นลงจนน่าประหลาดและกล้าลงมือสังหารในรัฐบาลเมือง มันจะเก่งกาจสักแค่ไหนกัน...
“ขอฉันพิสูจน์หน่อยแล้วกัน” เขาลืมตาขึ้น ในแววตานั้นเต็มไปด้วยไอสังหารเย็นเยียบ
แสงไฟอ่อนๆ สีฟ้าเข้ม ค่อยๆ โหมกระพือขึ้นจากหัวลูกธนู
สายลมยามรัตติกาลพัดหวีดหวิวมา สวีหยางอี้ยกมือขึ้นโดยปราศจากสุรเสียงใด
“ฟิ้ว...” สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านมือเขาราวระฆังดังเหง่งหง่างไฟสีฟ้าที่แขนข้างหนึ่งของเขาลุกโหมส่งเสียงฟู่ฟ่าไม่ยอมดับลง แสงนั้นแวววับจับตาเสียจนแสงจันทร์บนท้องฟ้าไม่อาจเทียบเทียม
ชั่วขณะนั้น ไอสังหารก็แผ่คลุมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
ไอสังหารไร้ซึ่งสุรเสียง ความเงียบสงัดชวนให้คนสั่นสะท้าน
ทันทีที่มือนั้นยิงธนูออกไป “ฟรึ่บ!”ลูกธนูก็พาแสงสีฟ้าสว่างจับตาพุ่งทะลุมวลเมฆไปส่งเสียงดังะเืเลือนลั่นไปทั่วทั้งเวิ้ง เจิดจรัสไม่ต่างจากดวงจันทร์บนท้องฟ้า!
“ซู่!”ประกายไฟสีฟ้าสดประหลาดพวยพุ่งออกมาจากหางธนูยาวหลายเมตรส่งให้ธนูดอกนั้นลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะแตกออกเป็หลายดอก จากหนึ่งเป็สองจากสองเป็สี่ จากสี่เป็แปด...ภายในชั่วพริบตา เปลวไฟก็สว่างโชติ่บนท้องนภาราวกับแผนภาพวงโคจรของดวงดาวที่ถูกขีดลากขึ้นทำเอาสีสันของดวงดาวบนฟ้าดูจืดไปถนัดตา
“ซู่ ซู่ ซู่!” เสียงะเืลั่นดังทำลายความเงียบขึ้นอยู่ข้างหูอย่างต่อเนื่องลูกธนูแวววาวดุจดวงดาวพุ่งไปยังตึกดำมืดหลังนั้น พร้อมกับประกายไฟยาวเฟื้อยที่พุ่งอย่างรวดเร็วเสียจนตาเปล่าของมนุษย์มองตามไม่ทัน
ประกายไฟสีฟ้ากลืนไปกับผืนฟ้า หมู่เมฆดำทะมึนต่างหลบหลีกเปลวไฟนั้นจึงดูราวกับว่าไฟสีฟ้านั้นแหวกหมู่เมฆออกมาขณะที่ดวงจันทร์และหมู่ดาวก็พลันหม่นแสงไปถนัดตา
ชั่วขณะนั้นเอง ตึกร้างหลังนั้นก็เกิดสั่นะเืขึ้นมา
เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นราวกับกล่องแพนโดรา[1]ที่มีบางอย่างจำนวนมหาศาลภายใต้ความมืดมิดกำลังดิ้นขลุกขลักสุดแรงเพื่อหาทางทะลวงออกมา และในวินาทีต่อมานั้นเอง... ประกายไฟก็พลันหายไปในพริบตา!
เหลือเพียงแสงไฟสีครามเต็มฟ้าที่ผสานกันจนกลายเป็ผืนนภาเพลิง
ในตอนนั้นสีหน้าสวีหยางอี้พลันเคร่งขรึมขึ้นมา
เงาที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตานั้นล้วนอยู่ในสายตาเขาทั้งสิ้นั้แ่วินาทีที่ยิงธนูดอกนั้นออกไป ั์ตาทั้งสองข้างของเขากลายเป็สีแดงฉาน
ใช่...เงาดำทะมึนนับพัน...ที่กลืนกินเปลวไฟทั้งหมดเข้าไปคือ งู
งูนับพันนับหมื่นตัวพุ่งออกมาจากตึกร้างหลังใหญ่นั้นราวสายอัสนีบาตและถดถอยไปไม่ต่างกับปีศาจร้ายราวกับว่าที่แห่งนั้นได้กลายเป็รังของงูนับหมื่นตัวไปแล้ว!
--------------------------------------------------------------------------------------------
[1] กล่องแพนโดราคือกล่องที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายและภัยพิบัติที่พระเ้าซุสมอบให้นางแพนโดรา โดยกำชับไว้ว่าห้ามเปิดเด็ดขาดทว่าสุดท้ายนางแพนโดราก็เปิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น