โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 84 แอนนา

    บทที่ 84 แอนนา

     

     

     

    ทันทีที่หญิงชราผู้แสนอันตรายและกลุ่มทหารของเธอเดินลับสายตาไปหญิงสาวผมแดงที่ยืนเงียบมาตลอดก็หลุดหัวเราะกิ๊กกั๊กออกมาท่าทางของเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในพริบตา

     

    “ให้ตายสิพ่อหนุ่ม!”

     

    เธอยิ้มร่าสดใสราวกับเด็กสาวพลางก้าวเข้ามาหา

     

    “นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยนะที่ข้าเห็นท่านมาสเตอร์หลุดหัวเราะเสียงดังขนาดนั้นน่ะ”

     

    เธอย่อตัวลงมาช่วยดึงแขนพยุงร่างอันสะบักสะบอมของผมให้ลุกขึ้นยืนพลางพูดต่อ

     

    “บอกตามตรงเมื่อกี้ข้าแอบเสียวสันหลังวาบแทนเลยรู้ไหม”

     

    ดวงตาสีเหลืองคู่นั้นทอประกายระยิบระยับด้วยความอยากรู้อยากเห็นขีดสุดขณะที่เธอเริ่มขยับหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องเอนตัวหนี

     

    “นี่ๆ ถามหน่อยสิเจ้าวางแผนฆ่าเวอร์โก้ยังไงเหรอ?”

     

    เธอยิงคำถามรัวเร็ว

     

    “ข้าแอบเปิดดูประวัติของเจ้าแล้วนะ เจ้าเพิ่งจะเลเวล24 เองไม่ใช่รึไง? ส่วนไอ้เวอร์โก้นั่นต่อให้เป็นขยะของตระกูลฮอว์ธอร์น แตมันก็เลเวลตั้ง 60กว่าเลยนะ... เจ้าอาศัยจังหวะตอนมันหลับแล้วแอบไปปาดคอเรอะ แล้วเอาศพไปซ่อนไว้ไหนล่ะนั่น?”

     

    คำถามมากมายถูกพ่นใส่จนผมเริ่มหัวหมุน โดยที่เธอไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ประมวลผลหรืออ้าปากตอบเลยแม้แต่น้อย

     

    “แต่จะว่าไปเจ้าก็ใจกล้าบ้าบิ่นไม่เบาเลยนะ”

     

    หญิงสาวผมแดงฉีกยิ้มแป้น

     

    “หมอนั่นมีศักดิ์เป็นถึงญาติห่างๆของท่านมาสเตอร์เชียวล่ะ”

     

    ตอนนี้ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว...ยัยนี่เป็นพวกเอ็กซ์โทรเวิร์ตแน่นอนถึงได้พ่นคำพูดออกมาไม่หยุดหย่อนแบบนี้นี่มันศัตรูตามธรรมชาติของคนชอบความเงียบแบบผมชัดๆ

     

    “แต่รู้ไหม... พวกผู้พลัดถิ่นอย่างพวกเจ้าเนี่ยค่าตัวแพงหูฉี่เลยนะ”

     

    เธอลดเสียงลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบ

     

    “เงินตั้งหนึ่งร้อยเหรียญทองนั่นน่ะมันมหาศาลมากเลยล่ะ”

     

    น้ำเสียงของเธอฟังดูสนุกสนานชอบกลราวกับกำลังขำมุกตลกบางอย่างที่มีแค่เธอคนเดียวที่เข้าใจ

     

    จากนั้นเธอก็กระชากแขนลากผมให้เดินตรงไปที่ประตูทางออกพลางชวนคุยไปตลอดทาง

     

    เมื่อก้าวออกพ้นเขตคฤหาสน์ของเวอร์โก้แอนนาก็ลากผมขึ้นไปบนรถม้าสุดหรูหราคันหนึ่งที่จอดรออยู่ และไม่นานตัวรถก็เริ่มเคลื่อนที่มุ่งหน้าออกสู่เส้นทางหลัก

     

    ตลอดการเดินทาง แอนนาพล่ามไม่หยุดเธอแทบไม่รอคำตอบของผมเลยด้วยซ้ำ เธอพูดตั้งแต่เรื่องสภาพอากาศในเมืองหลวงยันเรื่องซุบซิบนินทาไร้สาระของพวกชนชั้นสูง

     

    ซึ่งมันทำให้ผมแทบจะบ้าตาย เพราะเธอแทบไม่พักหายใจเลย!

     

    ถ้าให้ผมเทียบระหว่างไอ้หนูเควินกับยัยนี่ผมบอกเลยว่าเควินสิบคนรวมกันยังสู้พลังปากของเธอไม่ได้

     

    เอาเข้าจริง...ยัยนี่ดูรับมือยากกว่ามาสเตอร์ของเธอซะอีก

     

    ผมรู้สึกเหมือนพลังชีวิตกำลังโดนสูบหายไปทีละน้อยแต่ก็ต้องฝืนพยักหน้ารับเพื่อผูกมิตรไว้ อย่างน้อยเผื่อจะได้ข้อมูลดีๆหลุดออกมาบ้าง

     

    “นี่ เจ้าเอาแต่นั่งเงียบกับพยักหน้าพูดอะไรออกมาบ้างซิ!”

     

    แอนนาบ่นอุบพลางทุบเบาะรถม้า

     

    อ้าว...ก็เธอเล่นไม่เหลือช่องว่างให้แทรก แล้วจะให้พูดตอนไหนล่ะ?

     

    ผมก็ได้แต่คิดในใจ

     

    “ถ้าอย่างนั้น...ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”

     

    ผมลองเสี่ยงเปิดปาก

     

    “อุ๊ยตาย! ในที่สุดก็ยอมพูดแล้ว”

     

    แอนนาทำท่าล้อเลียนก่อนจะยิ้มแป้น

     

    “เอาสิ! อยากถามอะไรก็ว่ามาเลย...แต่บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่ใช่คนที่จะตอบคำถามอะไรง่ายๆ หรอก”

     

    “ทำไมผมถึงยังรอดอยู่ตรงนี้ล่ะครับ ผมฆ่าญาติของท่านมาสเตอร์นะปล่อยผมไว้แบบนี้มัน...”

     

    “ได้! ข้อนี้ข้าจะตอบให้”

     

    เธอรีบเอ่ยขัดอย่างกระตือรือร้น

     

    “แต่ที่ตอบไม่ใช่เพราะข้าอยากพูดหรอกนะข้าสงสารสภาพน่าสมเพชของเจ้าต่างหาก...”

     

    “สาเหตุหลักๆ ก็เพราะเจ้าคือของเล่นใหม่ที่ท่านมาสเตอร์ชอบใจยังไงล่ะท่านสนใจพวกผู้พลัดถิ่นอยู่แล้ว แต่เจ้าน่าจะเป็นกรณีพิเศษข้าไม่เคยเห็นท่านหัวเราะชอบใจขนาดนั้นมาก่อนเลย”

     

    “ส่วนเรื่องที่เจ้าฆ่าเวอร์โก้...มาสเตอร์ไม่สนใจขยะพรรค์นั้นหรอก หากท่านพอใจ ต่อให้ล้างตระกูลฮอว์ธอร์นทิ้งก็ไม่มีใครในอาณาจักรนี้กล้าขัดใจเลยสักคน!”

     

    คำพูดนั้นทำให้ผมเย็นวาบไปถึงสันหลังหญิงชราคนนั้นมีอิทธิพลขนาดไหนกันแน่?

     

    ถึงขนาดไม่เห็นตระกูลขุนนางในสายตาเลยหรอเป็นไปได้ไหมว่าเธอจะอยู่ในระดับเดียวกับลอร์ดแบล็กเบิร์นเจ้าของที่ดินที่พวกเราเคยหลงเข้าไป หรือบางที อาจจะอยู่เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีก?

     

    รถม้าเริ่มไต่ระดับขึ้นสู่เนินเขาสูงชันเสียงฝีเท้าม้าดังก้องกังวานไปตามแนวป่าหินอันเงียบสงบแอนนาเอื้อมมือไปเลื่อนผ้าม่านหน้าต่างรถม้าออกพลางใช้นิ้วชี้ออกไปด้านนอก

     

    “ใกล้ถึงคฤหาสน์แล้วละ ดูนั่นสิใหญ่โตเอาการเลยใช่ไหม?”

     

    ผมชะโงกหน้ามองตามนิ้วของเธอและภาพที่ปรากฏไกลออกไปตรงสุดสายตาก็ทำให้ผมต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่

     

    บนยอดเขาที่ถูกโอบล้อมด้วยหมอกจางๆมีสิ่งปลูกสร้างสไตล์โกธิคขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่

     

    มันมีขนาดใหญ่กว่าคฤหาสน์ของขุนนางเวอร์โก้หลายเท่าตัวจนเทียบกันไม่ได้

     

    “เอ้า อย่าเพิ่งเหม่อ!ยิงคำถามมาเพิ่มอีกสิ ข้ากำลังติดลมเลย!”

     

    แอนนาสะกิดแขนผมอยู่ตลอด เธอไม่คิดจะปล่อยให้ผมได้ใช้เวลาซึมซับความอลังการตรงหน้าเลยสักนิด

     

    “ถ้าอย่างนั้น... ผมถามได้ไหมว่าเงินหนึ่งร้อยเหรียญทองนี่... มันมีมูลค่ามากขนาดไหนกันแน่ครับ?”

     

    “อุ๊ยตาย! ข้าลืมไปสนิทเลยว่าเจ้าเป็นผู้พลัดถิ่นคงไม่รู้เรื่องระบบเงินตราสินนะ!”

     

    เธอทำตาโตระคนตื่นเต้น

     

    “เงินร้อยเหรียญทองนี่มันมหาศาลมากเลยนะคิดดูสิ ขนาดทหารเลเวล 50 ทำงานทั้งปียังได้ค่าตอบแทนแค่ปีละเหรียญทองเดียวเองมั้ง! เพราะฉะนั้น เงินที่เจ้าติดค้างอยู่เนี่ยมันคือเงินก้อนโตระดับที่ขยะอย่างเจ้าเกิดใหม่สิบชาติก็ไม่รู้จะหามาคืนครบไหมเลยล่ะ!”

     

    เอาแล้วไง...มูลค่ามหาศาลขนาดนี้แล้วผมจะหาจากไหนมาคืนละเนี่ย?

     

    “ผมขอถามอีกหน่อย...”

     

    ผมขมวดคิ้วพลางเอ่ยแทรกขัดจังหวะก่อนเธอจะร่ายยาวไปเรื่องอื่น

     

    “ถ้าค่าตัวของผมมันมหาศาลขนาดนั้นแล้วทำไมตอนแรกพวกทหารนั่นถึงคิดจะโยนผมส่งไปตายที่แนวหน้าล่ะครับ?”

     

    สิ้นคำถามของผม แอนนาก็ชะงักไปกึกหนึ่งก่อนจะระเบิดหัวเราะลั่นรถม้าจนตัวโยนคราวนี้เธอขำเสียงดังสนั่นหวั่นไหวที่สุดนับตั้งแต่ผมเจอเธอมาเลยทีเดียว

     

    “แหม! ตลกชะมัด...มันจะไปใช่แบบนั้นได้ยังไงเล่า!”

     

    แอนนาปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากการหัวเราะ

     

    “พวกผู้พลัดถิ่นอย่างพวกเจ้าน่ะจริงอยู่ว่าเป็นของหายาก แต่ค่าตัวไม่ได้พุ่งปรี๊ดเว่อร์วังขนาดนั้นซะหน่อย!”

     

    เธอขยับเข้ามาใกล้บนเบาะรถม้าพลางใช้นิ้วชี้จิ้มอกผมเบาๆ

     

    “ไอ้แก่เฮนรี่น่ะ มันขายเจ้าส่งไปแนวหน้าด้วยราคาแค่ยี่สิบเหรียญทองเท่านั้นแหละส่วนเวอร์โก้ก็แค่ขอตัวเจ้ามาดูแลชั่วคราว”

     

    แอนนายิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

     

    “พอดีช่วงนี้ท่านมาสเตอร์งานยุ่งเกินกว่าจะสละเวลาลงมาจัดการเรื่องหยุมหยิมข้าก็เลยต้องเป็นคนออกหน้าไปเคลียร์เรื่องเงินแทน...”

     

    “และพอดีท่านมาสเตอร์ห่วยแตกเรื่องการบริหารเงินสุดๆข้าก็เลยแต่งบัญชีส่งตัวเลขรายงานไปว่าเจ้าค่าตัวหนึ่งร้อยเหรียญทองซะเลย”

     

    ชัดเลย... ยัยนี่ยักยอกเงินชัดๆ!

     

    “แต่ความจริงน่ะ...ข้าควักเงินส่วนตัวจ่ายค่าตัวจริงของเจ้าไปแค่ยี่สิบเหรียญทองเท่านั้นแหละ!”

     

    เธอยืดอกยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะพลางปรายสายตามองผมด้วยความภาคภูมิใจในผลงานการโกงบัญชีของตัวเอง

     

    กึก!

     

    รถม้าหยุดนิ่งลงพร้อมกับเสียงเปิดประตูจากด้านนอกบรรยากาศอบอุ่นภายในรถถูกแทนที่ด้วยลมหนาวที่พัดโบกเข้ามาทันที

     

    ผมก้าวเท้าลงจากรถม้าและพบว่าตอนนี้เรามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าหลักของคฤหาสน์แล้วความยิ่งใหญ่ของมันในระยะประชิดทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมดปลวกตัวเล็กๆเลยทีเดียว

     

    แอนนาก้าวลงมาขนาบข้างผมเธอชูสองนิ้วขึ้นมาตรงหน้าผมที่กำลังยืนอึ้ง

     

    “อ้อ! แล้วตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว เจ้ามีหน้าที่ต้องหาเงินมาจ่ายคืนให้พวกเราเป็นสองเท่านะ”

     

    เธอยิ้มร่าแต่ดวงตากลับแสดงความงกออกมาอย่างปิดไม่มิด

     

    “แบ่งเป็นหนึ่งร้อยเหรียญทองสำหรับลบล้างหนี้สินค่าตัวที่ท่านมาสเตอร์ควักจ่ายในนามตระกูลและอีกหนึ่งร้อยเหรียญทองเป็นค่าส่วนต่างผลกำไรจากการลงทุนของข้า!”

     

    ยัยนี่พ่นคำพูดหน้าด้านๆออกมาได้แบบไร้ซึ่งความยำเกรงและความละอายใจสิ้นดี!

     

    ยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเองแล้วยังมาขูดรีดเอาจากทาสเลเวลต่ำอย่างผมหน้าตาเฉย

     

    ผมมองยัยผู้พิทักษ์มิติผมแดงสลับกับตัวคฤหาสน์ทมิฬตรงหน้าพลางถอนหายใจยาวเหยียดในใจ

     

    โอ้พระเจ้า... นี่ผมหนีเสือปะจระเข้ชัดๆใครก็ได้ช่วยเอาผมออกไปจากขุมนรกหน้าเงินนี่ทีเถอะ!

     

    จู่ๆแอนนาก็ฉีกยิ้มกว้างพลางตวัดสายตากลับมามอง ราวกับว่าเธอสามารถอ่านความคิดในหัวผมได้

     

    “อ้อ... แล้วก็อย่าคิดหนีเชียวล่ะ”

     

    เธอเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงร่าเริงทว่ากลับแฝงจิตสังหารจางๆ ออกมาจนขนลุกซู่

     

    “ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ข้าจะทบต้น ทบดอกคิดดอกเบี้ยเพิ่มเป็นเท่าตัวทันทีเลย!”

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน