ณ เฉิงฉาง เมืองหลวงของแคว้นจ้าวอันแสนร้อนระอุ
เฉินตี้ฮ่องเต้ตลงอย่างกะทันหัน ทำให้บ้านเมืองที่เคยสงบสุขเกิดเหตุวุ่นวายระส่ำระสายผู้กุมอำนาจในแคว้นต่างแย่งชิงความเป็ใหญ่
ฉึก!
“อั่ก-!”
เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายล้มลงขาดใจตายในทันทีเมื่อถูกจ้วงแทงจากด้านหลังปักทะลุกลางอก
ทหารราวหนึ่งพันนายไม่ทราบสังกัดเข้าจู่โจมโอบล้อมไล่ฆ่าผู้คนในจวนอย่างบ้าคลั่งต่างพากันกรีดร้องหนีตาย ด้วยเห็นว่าสกุลจ้าวไร้กองกำลังทหารอีกทั้งส่วนใหญ่ล้วนเป็เด็ก สตรี และคนชรา จึงมิต้องใช้ขุนพลมากฝีมือเพียงทหารชั้นเลวก็สามารถกวาดล้างคนในตระกูลได้จนหมดสิ้น
‘จ้าวหนิงชุน’ ประมุขตระกูลอดีตเคยรับราชการเป็ขุนนางในวังทว่าเมื่อได้พบรักกับแม่นางเยว่ลี่ซิน โฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเขาตัดสินใจละทิ้งยศฐาบรรดาศักดิ์ลาออกจากตำแหน่ง เปิดโรงหมอรักษาคนจนคนยากไร้โดยไม่คิดเบี้ยอัฐทำให้เป็ที่สรรเสริญรักใคร่ของปวงชนยิ่ง ด้วยผลงานประจักษ์เด่นชัดอีกทั้งสืบเชื้อสายวงศ์วานว่านเครือเดียวกัน ฮ่องเต้จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ ‘หนิงอ๋อง’ เพื่อเชิดชูความดี
ต่อมาเมื่อทั้งคู่มีธิดาบุตรสาวจึงเลือกดำเนินตามรอยบิดาใช้ชีวิตเรียบง่ายสงบสุขไม่ข้องเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจใดในราชสำนัก
มิคิดเลย…..
แม้นไม่เลือกเดินเข้ากองไฟปลีกตัวใช้ชีวิตสมถะเรียบง่าย ยังมิวายถูกเปลวเพลิงแห่งความโลภแผดเผากว่าสองร้อยชีวิตล้วนต้องพบจุดจบอันน่าอเนจอนาถ
อนิจจา…..
บนเส้นทางแห่งการแสวงหาอำนาจล้วนไม่มีคำว่าคุณธรรมน้ำมิตรและความดีย่อมมิอาจเหนี่ยวรั้งจิตใจผู้คนให้ละเว้นการแก่งแย่งฆ่าฟันได้มีแต่ต้องทำลายให้สิ้นซากถอนรากถอนโคนเท่านั้นจึงจะสามารถกรุยทางให้บันไดสู่ตำแหน่งสูงสุดราบรื่นแม้ว่าบันไดแต่ละขั้นมันจะถูกฉาบทาไปด้วยเืและน้ำตาก็ตาม…..
ครืน-----!
เปรี้ยง-----!
“อ๊าก-----!”
ลมพายุพัดกรรโชกแรงโหมกระหน่ำท้องฟ้าพลันปั่นป่วนเปลี่ยนสี เดี๋ยวมืดครึ้มเดี๋ยวสว่าง แสงนภาแลบแปลบปลาบอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมาดังสนั่นหวั่นไหวะเืเลื่อนลั่นพุ่งตามติดราวีเหล่าศัตรูคู่แค้นติดต่อกันหลายหนไล่กวาดต้อนทหารเลวถอยร่นแตกกระเจิงาเ็ล้มตายเป็เบือบ้างนอนร้องโอดโอยครวญครางบ้างนอนตายศพดำไหม้ดุจตอตะโกเหลือเพียงกลิ่นไหม้ฟุ้งกระจายแต่ถึงอย่างไรผู้รอดพ้นยังคงสู้ไม่ถอย
ท่ามกลางหมู่เมฆแปรปรวนปรากฏร่างสตรีชุดดำท่วงท่าปราดเปรียว ดวงหน้างดงามปานล่มเมืองแต่ทว่าสีหน้าแววตากลับอัดแน่นไปด้วยแรงแค้นดุจดั่งมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ในดวงตาหญิงสาวยืนร่ายเวทย์กลางอากาศอย่างดุดันเพียงแค่สะบัดปลายนิ้วแ่เบาก็สามารถปลดปล่อยพลังวัตรเปล่งลำแสงวูบวาบทวีความรุนแรงทุกครั้งที่ฟาดเปรี้ยงลงไปยังเป้าหมาย
นางพานักรบเงาราตรีกว่าร้อยชีวิตบุกตะลุยตีฝ่าทหารนับพันเข้าช่วยเหลือคนในตระกูลแบบมิคิดชีวิต
พึ่งได้รู้ชาติกำเนิดแท้จริงของตนเองเพียงมินานมาวันนี้ผู้คนในตระกูลกลับถูกเข่นฆ่าราวกับผักปลา
ยิ่งคิด…ยิ่งเต็มไปด้วยปริศนา หรือชนวนเหตุของภัยพิบัติในครั้งนี้จะมาจากองค์รัชทายาท!
แม้ว่าเขาจะยอมสละตำแหน่งเพื่อพิสูจน์รักแท้ต่อสตรีอันเป็ที่รักแต่คงมิอาจคลายความหวาดระแวงของใครบางคนลงไปได้
แล้วอดีตองค์รัชทายาทผู้สูงส่งนั้นเล่า เขาอยู่ณ แห่งหนไหน? เหตุใดจึงไร้วี่แวว?
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนประเดประดังเข้ามาจนตั้งตัวแทบมิทันนาทีนี้กลับต้องเลือกปล่อยวางความสงสัยแล้วลุกขึ้นมาปกป้องคนในตระกูลทั้งที่ไม่เคยพานพบ…แม้แต่รูปลักษณ์บุพการีก็ยังมิเคยปรากฏขึ้นเป็เค้าโครงในจินตนาการนางทำได้แค่เพียงช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ เพื่อตอบสนองความปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจตนเอง
พลั่ก-!
เคร๊ง-----!
ตู้ม-----!
สมรภูมิรบยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดแม้ศัตรูรายล้อมหนาแน่น แต่เหล่านักรบเงาราตรีล้วนเป็จอมยุทธ์มากฝีมือหญิงสาวร่ายกระบี่ยาวลีลาว่องไวล่อหลอกศัตรูปัดซ้ายป่ายขวาท่วงท่างดงามสูงส่งดุจดั่งเทพธิดากำลังเริงระบำ
“นายหญิงโปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิดตรงนี้ปล่อยให้เป็หน้าที่ข้า-!”แม้การสู้รบติดพันตึงมือแต่จุดมุ่งหมายของผู้กล้าเงาราตรียังคงเด็ดเดี่ยว
‘จ้าวซินผิง’ พยักหน้าพลางใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่านภายในจวนที่ควรงามสง่าหรูหราบัดนี้บรรยากาศกลับอบอวลคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวอันรุนแรงหยาดโลหิตสีแดงเข้มซ่านกระเซ็นเปรอะเปื้อนทั่วบริเวณบางจุดเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำ หญิงสาวพยายามกวาดสายตามองหาผู้รอดชีวิตทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปกลับยิ่งพบแต่กองซากศพ โลหิตสองร้อยกว่าชีวิตหลั่งรินย้อมพื้นปฐีดุจดั่งทะเลเื
“พี่ใหญ่! เป็ท่าน! เป็ท่านใช่รึไม่?”น้ำเสียงที่เปล่งออกมาค่อนข้างแหบแห้งดังออกมาจากบริเวณมุมห้องแม้ว่านางได้รับาเ็สาหัสแต่สติยังคงแจ่มชัดสตรีชุดดำรีบวิ่งเข้าไปช้อนร่างบางไว้ในวงแขน เนื้อตัวของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตลมหายใจรวยรินค่อย ๆ ขาดห้วงและแ่เบาลงทุกชั่วขณะ
‘จ้าวซินถิง’รวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเอื้อมมืออันสั่นเทาลูบไล้ไปบนใบหน้าอันงดงามของสตรีตรงหน้าอย่างอาวรณ์นางรู้มาตลอดว่ายังมีพี่สาวฝาแฝดที่ถูกแยกจากกันั้แ่แรกคลอด รอยยิ้มน้อย ๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวซีด ดวงตาปรากฏหยาดน้ำแพรวพราวร่วงหล่นราวกับไข่มุก
“ช่างเหมือนกันยิ่งนักไม่คิดเลย…เราพี่น้องต้องมาพบกันในสภาพนี้ข้าเสียใจยิ่ง…ที่มิได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมาพร้อมกันกับท่านฝาก อี้หรง และ ม่านหนี ลูกรักทั้งสองของข้าด้วย”เมื่อกล่าวจบมือข้างนั้นพลันสิ้นเรี่ยวแรงร่วงทิ้งลงข้างลำตัวไปพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่หลุดลอย…..
สตรีชุดดำยังคงยืนนิ่งดั่งตกอยู่ในภวังค์ดวงตาจับจ้องไปยังร่างไร้ิญญาที่ครั้งหนึ่งเ้าของร่างเคยเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอันสวยสดงดงามครั้นยังเด็กนางเคยนึกเสียใจอยู่บ่อยครั้งที่มิรู้รากเหง้าตนเองเป็ใครและควรมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด
เมื่อได้ทราบความจริงว่าตนคือบุตรีแฝดแห่งตระกูลสูงศักดิ์จึงบังเกิดความรู้สึกยินดีที่มิใช่คนไร้ราก แม้นไร้ตัวตนในผังสกุลก็ยังปรารถนารับรู้เื่ราวที่แท้จริงจากปากของผู้ให้กำเนิด ทว่าครั้งนี้ความหวังมิอาจเป็จริงแล้ว…..
นางปิดเปลือกตาแน่นพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ บัดนี้ความสูญเสียได้แปรเปลี่ยนเป็ความหนาวเหน็บสายหนึ่งเข้าจู่โจมกัดกินหัวใจพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดผุดขึ้นมาหลายสายมุมปากกระตุกขึ้นยิ้มเยาะต่อโชคชะตา ใจหนึ่งกำสรวลยิ่งนักทว่าอีกใจกลับอยากเปล่งเสียงหวีดกรีดร้องให้ก้องหล้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่งให้สาสมกับชีวิตอันแสนบัดซบ-!
สตรีชุดดำหรี่ตาลงเมื่อสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบางอย่างบริเวณหลังม่านกั้น
“ออกมาเถิด…ข้าเป็พี่สาวของมารดาเ้า เราต้องไปกันแล้ว!”น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด
“แครกกกกก…..”
เด็กชายวัยประมาณเจ็ดแปดขวบในชุดปักลายนกกระเรียนสีฟ้ารูปหน้างดงามท่าทางฉลาดเฉลียว ดวงตายาวเรียวั์ตาดำขลับหางตาเชิดขึ้น ค่อย ๆรวบผ้าแล้วก้าวออกมาจากหลังม่านมือข้างหนึ่งอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราในชุดลายปักดอกเบญจมาศสีเหลือง
หนูน้อยพิเคราะห์ดูแล้วสตรีนางนี้มิได้พูดปดเพราะเครื่องหน้าช่างเหมือนมารดามิมีผิดเพี้ยน เว้นเสียแต่…กิริยาอันแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยวเ็านั้นช่างแตกต่างจากมารดาผู้แสนงดงามอ่อนหวานของเขาอย่างลิบลับ
นางพาเด็กทั้งสองออกไปยังลานบริเวณหน้าจวนแล้วสั่งการเสียงเข้ม“ซือหม่า ซานหลาง ชิงเสอ เหม่ยจี คุ้มกันหลานข้า! ต้าหนิว เถียนหู่ ชวี่หลง ถิงจู พวกเ้าคุ้มกันด้านหลัง! ที่เหลือจงแบ่งกำลังตีฝ่าออกไป-!”
“ขอรับนายหญิง!”
“เ้าค่ะนายหญิง!”
ภารกิจในวันนี้มีเพียงหนึ่งเดียวคือช่วยเหลือคนในตระกูลให้พ้นภัยย่อมมิจำเป็ต้องออกแรงกวาดล้างทั้งกองทัพ เมื่อได้ยินเสียงคำสั่งแทรกด้วยพลังวัตรก้องสะท้อนไปทั่วเหล่านักรบจึงพร้อมใจล่าถอยอย่างรวดเร็วเนื่องจากยังมีอีกภารกิจสำคัญรออยู่พวกเขาต้องเดินทางมุ่งหน้าลงใต้ตามคำสั่งของท่านอาจารย์จาง
ฟิ้ว-!
ภาพ เสียง กลิ่นคาวโลหิต เริ่มเลือนลับไปจากสายตาและลมหายใจเื้ัปรากฏเพียงเปลวไฟลุกโชนกองใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
กลุ่มนักรบเงาราตรีใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินเดินอากาศเข้าสู่หุบเขาปีศาจอันเวิ้งว้างซึ่งเป็แนวเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงตัวกันหนาแน่นยิ่งสูงขึ้นไปต้นไม้ใหญ่ยิ่งแน่นขนัดและรกทึบจำต้องเดินทางด้วยความระมัดระวังูเาลูกนี้ทอดยาวั้แ่จุดตัดระหว่างสามแคว้นทอดตัวยาวไปตามทิศตะวันออกเฉียงใต้นับเป็เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างแคว้นจ้าวและแคว้นลู่
“บนเขาวางค่ายกลศิลาวกวนทำให้เดินทางได้ยากลำบากยิ่งติดตามข้าไปเพียง จุ้นโก่ว ต้าหนิว ชิงเสอ และเหม่ยจีเถิด ข้ามิ้าให้เป็ที่เอิกเกริก”จ้าวซินผิงออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด
“ขอรับนายหญิง! / เ้าค่ะนายหญิง!” องครักษ์ทั้งสี่ขยับตัวออกมายืนด้านหน้าน้อมรับคำบัญชา
“เฮยซิง จงไปเสาะหาข่าวจ้าวอี้เทียนหากมีความคืบหน้าอันใดให้รีบส่งคนมารายงานข้า”
“ขอรับนายหญิง” หนุ่มน้อยท่าทางเ้าสำราญรับคำสั่งแล้วกระพริบกายหายวับไปในทันที
“ส่วนคนที่เหลือให้กลับไปยังหุบเขาไท่ซานนับแต่นี้ไป ป๋ายสู่ และเถียนหู่ จงดูแลทุกคนในสำนักแทนข้า”
“ขอรับนายหญิง”
“เ้าค่ะนายหญิง”
กลุ่มคนหนาแน่นเริ่มทยอยจางหายไปอย่างรวดเร็วราวกับสายหมอก
‘ค่ายกลศิลาวกวน’ ภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่วางกลยุทธ์ด้านชัยภูมิเพื่อใช้ปกป้องบ้านเมืองลดทอนการบุกรุกโจมตีของข้าศึกศัตรูโดยวางก้อนหินขนาดใหญ่น้อยที่มีลักษณะรูปร่างใกล้เคียงกันจำนวนเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าแห่งเรียงสลับตำแหน่งให้มีความกลมกลืนสอดคล้องกับธรรมชาติเริ่มั้แ่บริเวณกลางหุบเขาจนถึงยอดเขาผนวกกับต้นไม้ใหญ่น้อยหนาแน่นที่ปกคลุมรกทึบช่วยสร้างความสับสนได้เป็อย่างดีเพราะไม่ว่าจะมองไปในทิศทางใดล้วนละม้ายคล้ายคลึงกันเมื่อหลงทางเข้ามาแล้วมักหาทางออกไม่พบ เสมือนโดนภูตผีปีศาจกลั่นแกล้งผู้คนในละแวกนี้จึงเข้ามาหาของป่าและล่าสัตว์แค่เพียงบริเวณเชิงเขา
ครั้นยังเด็กจ้าวซินผิงมักติดตามอาจารย์เดินทางไปมาระหว่างสองแคว้นบ่อยครั้งจึงได้เรียนรู้ค่ายกลชนิดนี้ปัจจุบันนับว่ายังหาผู้ที่สามารถคลี่คลายปริศนาค่ายกลศิลาวกวนได้ยากยิ่ง
นับแต่ครั้งอดีตกาลทุกแคว้นล้วนทำศึกาผลัดกันแพ้ชนะมาโดยตลอดมีทั้งการใช้กลยุทธ์ การรบทัพจับศึก การผูกสัมพันธไมตรีการค้าขายแลกเปลี่ยนระหว่างแคว้นความเจริญรุ่งเรืองในทุกยุคสมัยล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ครองแคว้น
นอกจาก แคว้นจ้าว ยังมีแคว้นฝู แคว้นลู่แคว้นเซี่ย และแคว้นหยวน ทั้งห้าอาณาจักรต่างปกครองดินแดนอย่างอิสระมีเอกลักษณ์แตกต่างกันตามลักษณะชัยภูมิและราษฎรที่อยู่อาศัยในแต่ละแว่นแคว้น
‘แคว้นฝู’ ตั้งอยู่บริเวณเหนือสุดปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็งอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี มีฤดูร้อนแสนสั้น โดดเด่นด้านการทหารอาวุธยุทโธปกรณ์ เป็แหล่งกำเนิดของพลังพิเศษอันเร้นลับ
‘แคว้นจ้าว’อยู่ทางทิศตะวันออกมีเทือกเขาทอดยาวตลอดแนวค่อนข้างสลับซับซ้อนถือเป็จุดยุทธศาสตร์อันสำคัญพรรณไม้รกทึบหนาแน่นเขียวชอุ่มตลอดปี จึงเต็มไปด้วยพืชพรรณสมุนไพรแปลกประหลาดหายากเป็ที่ตั้งของสำนักโอสถเลื่องชื่อ
‘แคว้นลู่’ อยู่ทางทิศใต้เป็พื้นที่ราบลุ่ม มีูเา ป่าไม้ แม่น้ำ และมหาสมุทรทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ชาวเมืองล้วนเชี่ยวชาญการเพาะปลูกและทำประมงเลื่องลือด้านศิลปะ ดนตรี ความงาม จนได้รับขนานนามว่า “ถิ่นหญิงงาม”
‘แคว้นเซี่ย’ อยู่ด้านทิศตะวันตก เป็เมืองแห่งทะเลทรายและทุ่งหญ้าชำนาญการสร้างศัสตราวุธ หลอมโลหะ อาคมไสยเวทย์ การรบทุกรูปแบบโดยเฉพาะการรบพุ่งบนหลังม้า มีเหมืองแร่ ถ่านหิน น้ำมันดิน เป็ทรัพยากรล้ำค่า
‘แคว้นหยวน’ ลักษณะชัยภูมิคล้ายรูปเหรียญแม่น้ำล้อมรอบ โอบล้อมด้วยแคว้นทั้งสี่มีเมืองท่าสำคัญเน้นสัญจรทางน้ำ การเดินทางผ่านแคว้นหยวนช่วยย่นระยะเวลาได้มากนับเป็จุดศูนย์กลางการค้าขาย การประมูลการแลกเปลี่ยนทั้งด้านข่าวสารและศิลปะวิทยาการ ผู้คนสามารถพบเห็นสินค้าแปลกใหม่หรือสิ่งของหายากได้จากที่นี่
เนื่องจากการเยือนแคว้นลู่ครานี้มีเด็กเล็กทำให้ทั้งหมดจำต้องแวะพักรายทางการเดินทางค่อนข้างล่าช้ากว่าปกติกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางจึงใช้ระยะเวลานานเกือบสองเดือน…..