Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 614 การท้าทายจากจักรพรรดิเซียน

การท้าทายจากจักรพรรดิเซียน

 

            การถือกำเนิดของเทพเจ้าที่แท้จริงคนใหม่ คล้ายกับหินยักษ์ที่ถูกทุ่มลงไปในสระน้ำ ทำให้ความสงบเงียบที่แสนเปราะบางถูกทำลายจนพินาศสิ้นและทำให้ผู้คนทั้งหมดตกอยู่ในความตื่นตระหนกและหวาดกลัว

            ความหวาดกลัวที่ผู้คนมีต่อเทพเจ้าที่แท้จริงคนใหม่นี้ ยังมีมากกว่าตอนที่เทพเจ้าแมลงถือกำเนิดขึ้นมาเสียอีกเพราะตอนนี้พวกมันรู้แล้วว่าเทพเจ้าที่แท้จริงน่ากลัวเพียงใด

            อำนาจของเทพมังกรที่แสดงออกมาเมื่อหลายปีก่อนทำให้ผู้คนมากมายสั่นสะท้านไปถึงจิตวิญญาณ อาณาจักรอันกว้างใหญ่ถึงกับถูกพลังอันดิบเถื่อนทำลายจนพินาศสิ้น ทั้งยังสามารถตัดแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของทวีปให้กลายเป็นดินแดนโดดเดี่ยวเพื่อใช้ผนึกเทพเจ้าแมลงเอาไว้

            หายนะในครั้งนั้นยังติดตรึงอยู่ในจิตใจของผู้คนบนทวีป นี่ยังรวมไปถึงหายนะที่เทพเจ้าแมลงก่อขึ้นด้วย ทำให้ผู้คนบนทวีปมีความหวาดกลัวต่อเทพเจ้าที่แท้จริงมากยิ่งกว่าเดิม

            แต่หลังจากข่าวการถือกำเนิดของเทพเจ้าที่แท้จริงแพร่กระจายออกไปได้นานหลายเดือน อาณาจักรเทพยุทธ์ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็นดินแดนเซียนเดินหนก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น

            ราวกับการถือกำเนิดของเทพเจ้าที่แท้จริงเป็นเพียงภาพมายา ราวกับการประกาศตนเป็นจักรพรรดิเซียนเป็นเพียงข่าวลือ

            แต่ก็ไม่มีใครเชื่อแบบนั้นเพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดินแดนเซียนเดินหนมีมากเกินไปจนไม่มีใครเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือ

            เทพเจ้าที่แท้จริงคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างแท้จริง เรื่องนี้แม้จะไม่มีใครสามารถยืนยันได้เพราะนอกจากการประกาศกร้าวของจักรพรรดิเซียนแล้วก็ไม่มีหลักฐานอื่นใดมายืนยันการถือกำเนิดของเทพเจ้าที่แท้จริงได้เลย

            นอกจากนั้นก็ไม่มีใครเคยเห็นจักรพรรดิเซียนเลย แม้กระทั่งคนในดินแดนเซียนเดินหนหรือคนในตระกูลเทพจักรพรรดิเซียนเก้าชั้นฟ้าก็ไม่มี

            ราวกับจักรพรรดิเซียนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ไม่ว่าตระกูลใหญ่น้อยจากภายนอกจะพยายามยังไง ก็ไม่สามารถสืบข่าวของจักรพรรดิเซียนได้ ราวกับจักรพรรดิเซียนไม่มีตัวตนอยู่จริง

            เมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น ผู้คนภายนอกก็เริ่มเกิดความสงสัย ตระกูลใหญ่น้อยจึงพยายามส่งคนแทรกซึมเข้าไปในดินแดนเซียนเดินหนเพื่อสืบค้นข้อมูลข่าวสาร

            ยิ่งมีคนแทรกซึมเข้าไปมากขึ้นเท่าไหร่ ข่าวสารแปลกใหม่ก็ถูกส่งออกมามากเท่านั้น ไม่นานนักตระกูลใหญ่น้อยที่ส่งคนเข้าไปก็ได้รับข่าวที่น่าตกตะลึงกลับมา

            นั่นคือพัฒนาการของคนในดินแดนเซียนเดินหนที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนน่าสะพรึงกลัว

            ความเร็วในการฝึกฝนของผู้คนที่ฝึกฝนวิชาปราณนั้น เร็วอย่างน่าตระหนกเมื่อฝึกฝนอยู่ในดินแดนเซียนเดินหน ยิ่งในพื้นที่ที่มีกระแสปราณหนาแน่น ก็ยิ่งฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว

            ส่งผลให้ตระกูลใหญ่น้อยเริ่มเคลื่อนไหว ทั้งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิชาปราณ ทั้งการต่อสู้แย่งชิงดินแดนที่มีกระแสปราณหนาแน่น แม้กระทั่งการแย่งชิงสมบัติธรรมชาติที่มีคุณสมบัติพิเศษ

            ดินแดนเซียนเดินหนที่เคยสงบสุขก็เริ่มปั่นป่วนวุ่นวายเพราะการบุกรุกของผู้คนจากภายนอก ส่งผลให้การต่อสู้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

            ท่ามกลางความรุนแรงที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น พัฒนาการของผู้คนในดินแดนเซียนเดินหนก็ยิ่งก้าวหน้าไปเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้วิชาและความสามารถที่แปลกใหม่ถูกสร้างขึ้นมาไม่มีหยุด

            เพียงแค่ 10 ปี ดินแดนเซียนเดินหนก็พัฒนาจนกลายเป็นดินแดนที่แตกต่าง ราวกับกลายเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่มีระบบการฝึกฝนและวิชาที่แตกต่างจากโลกภายนอก

            ในช่วงเวลานั้นกัสที่ย้ายกลับไปยังตระกูลเมื่อหลายปีก่อนก็เริ่มตระหนักถึงสาเหตุที่ทำให้จักรพรรดิเซียนไม่ยอมเคลื่อนไหวและตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้ความวุ่นวายภายในดินแดนเซียนเดินหนทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

            ‘หากข้าเดาไม่ผิด จักรพรรดิเซียนน่าจะกำลังสร้างรากฐานให้กับตัวเองอยู่ รากฐานที่ว่านั่นคงจะเป็นกระแสปราณสินะ’

            สิ่งที่กัสคาดเดาได้นั้น เป็นเช่นเดียวกับที่บรรพชนของตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นๆ คาดเดาได้เช่นกัน เพียงแต่ความมั่นใจของพวกมันจะมีน้อยกว่ากัสเพราะความเข้าใจที่พวกมันมีต่อเทพเจ้าที่แท้จริงมีไม่เท่ากับเขา

            ยังไงเสียตระกูลอันดูวเดธก็เคยมีเทพเจ้าที่แท้จริงเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนั้นก็ยังมีเทพมังกรคอยให้คำปรึกษา กัสจึงสามารถทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในดินแดนเซียนเดินหนได้มากกว่าใคร

            สิ่งที่สามารถปกป้องจิตใจของเทพเจ้าที่แท้จริงได้นั้นคืออะไร กัสเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว เขาจึงมองออกว่ากระแสปราณที่ปกคลุมดินแดนเซียนเดินหนในขณะนี้ คือเคล็ดลับที่จักรพรรดิเซียนใช้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจและความเป็นมนุษย์ของตนเอง

            แต่ถึงจะมองออกกัสก็ยังไม่เข้าใจว่าแนวทางที่จักรพรรดิเซียนใช้นั้นคืออะไรและมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่หรือไม่

            แต่ถ้าดูจากการที่ผู้คนมากมายหลั่งไหลเข้าไปในดินแดนเซียนเดินหนเพื่อแย่งชิงดินแดนสำหรับฝึกตนแล้ว กัสก็พอจะคาดเดาได้ว่ากระแสปราณนี้ไม่มีปัญหา

            เพียงแต่การที่มันไม่มีปัญหา ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ก่อให้เกิดผลเสีย กัสจึงไม่มีความคิดที่จะส่งใครเข้าไปในดินแดนเซียนเดินหน เช่นเดียวกับตระกูลใหญ่ทั้ง 12 ที่เหลืออยู่

            ทว่าเวลา 10 ปีก็นานเกินไป นานจนทำให้กระแสของจักรพรรดิเซียนเริ่มสงบลง ผู้คนเริ่มหยุดพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของจักรพรรดิเซียน แม้กระทั่งเทพเจ้าแมลงก็เริ่มมีคนสนใจน้อยลงไปมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะในสายตาของคนทั่วไป 10 ปีสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมาย

            แม้กระทั่งกัสเองก็ยังเปลี่ยนไปอย่างมาก เขาได้กลายเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลอันดูวเดธ กลายเป็นพ่อของเด็กชายหญิงมากมาย เป็นสามีของหญิงสาวอีกเป็นจำนวนมาก

            สถานะของกัสในตอนนี้หากจะบอกว่าไม่สูงก็ไม่สูง แต่จะบอกว่าธรรมดาก็ไม่ได้เช่นกันเพราะเขาได้กลายเป็นศูนย์รวมของตระกูลไปเป็นที่เรียบร้อย

            นับจากวันที่บุตรชายทั้ง 5 ของเขาถือกำเนิดเมื่อหลายปีก่อน สถานะของกัสก็ถูกยกขึ้นจนสูงเหนือใคร แม้อำนาจจะเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าใดนัก

            ทว่าความสำคัญของกัสกลับเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบจะเทียบได้กับบรรพชนผู้ก่อตั้งแล้ว

            ทั้งนี้ก็เพราะจำนวนของบุตรชายที่เขาให้กำเนิดในปีนั้นมีมากจนทำให้ผู้คนในตระกูลต้องตื่นตระหนก บุตรชาย 2 คนแรกถือกำเนิดจากน้องสาวทั้งสอง ซึ่งสร้างความตื่นเต้นยินดีให้กับคนในบ้านเป็นอย่างมาก

            ต่อจากนั้นเมื่อบุตรชายคนที่ 3 ถือกำเนิดจากคริสตัล สายตระกูลบลูเฟรมก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ไวท์ริเวอร์ถึงกับมาหากัสด้วยตัวเองและร้องขอให้เขามอบบุตรชายให้กับสายตระกูลบลูเฟรมเพื่อทำหน้าที่ของผู้สืบทอดคนต่อไป

            คำขอนี้แน่นอนว่ากัสไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ตอบรับในทันทีเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะเขาไม่ต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูก เขาจึงขอให้ไวท์ริเวอร์ผู้เป็นพ่อตารอคำตอบจากบุตรชายของเขาเมื่อเติบใหญ่แทน

            ข้อเสนอนี้ไวท์ริเวอร์ยอมตกลงและส่งของขวัญจำนวนมากมาให้กัส ทั้งยังส่งสาวใช้มามากมายเพื่อดูแลคริสตัลและบุตรชายของเขา

            บุตรชายอีก 2 คนของเขาเกิดกับภรรยาจากครอบครัวชนชั้นสูงที่ได้แต่งงานกับเขาในปีนั้น ซึ่งทำให้ผู้นำของสายตระกูลของภรรยาทั้งสองติดต่อมาเขาหาด้วยข้อเสนอแบบเดียวกับไวท์ริเวอร์ ซึ่งกัสก็ได้ให้คำตอบแบบเดียวกันไป ส่งผลให้เขาได้รับของขวัญมากมายกลับคืนมา

            สำหรับกัสของขวัญพวกนี้ไม่มีค่าอะไรสำหรับเขาเพราะด้วยความสามารถของเขาในปัจจุบัน เขาสามารถครอบครองสิ่งของเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายหากเขาต้องการ

            แต่สิ่งที่ทำให้กัสปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ เส้นสายและอำนาจที่ขยายตัวขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น

            เมื่อก้าวมาถึงจุดนี้กัสย่อมทราบดีว่าความสามารถของตัวเขาไม่สามารถยกระดับความสำคัญของเขาที่มีต่อตระกูลได้อีกต่อไป มีเพียงการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับผู้คนในตระกูลเท่านั้นที่จะทำให้ความสำคัญของเขาที่มีต่อตระกูลเพิ่มสูงขึ้น

            เช่นเดียวกับอำนาจที่ไม่มีทางเพิ่มขึ้นได้ แต่ยังสามารถขยายอำนาจของเขาได้ผ่านความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้น ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่ปฏิเสธข้อเสนอ แต่ก็ไม่รีบตอบรับเช่นกัน

            นอกเหนือจากความต้องการนี้ กัสก็ยังไม่ลืมว่าเขาได้รับภารกิจสำคัญจากตระกูลผ่านทางท่านหญิงไอโกะ เขามีหน้าที่ที่ต้องแก้ไขปัญหาที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของตระกูลอันดูวเดธ ซึ่งหน้าที่นั้นทำให้เขาจำต้องให้กำเนิดทายาทมากมายให้กับสายตระกูลทั้งหมด

            แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่กัสต้องการอย่างแท้จริง เขาไม่ได้ต้องการเพิ่มอำนาจหรือความมั่งคั่งของตัวเอง ไม่ได้ต้องการเส้นสายใดๆ สิ่งเดียวที่เขาต้องการก็คือ สร้างหลักประกันให้กับลูกหลานของเขาในอนาคต

            ไม่ว่าจะเป็นภารกิจของตระกูลที่เขาได้รับหรือการแสดงออกของเขา ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลูกของเขาทั้งสิ้น

            ส่วนผลพลอยได้ที่ได้มานั้น เขาก็ไม่ได้นำมาใช้เพื่อตัวเอง หากแต่นำไปต่อยอด สร้างหลักประกันบางอย่าง สร้างธุรกิจ สร้างรากฐาน ทำทุกอย่างเพื่อลูกทั้งสิ้น

            และก็เพราะกัสทำเช่นนี้จึงทำให้ผู้นำจากสายตระกูลต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับเขาต่างพากันแสดงออกอย่างเป็นมิตรและยินดีที่จะผูกสัมพันธ์กับเขามากยิ่งกว่าเดิม

            สุดท้ายแล้วพอผ่านไป 10 ปี จำนวนลูกสาวและลูกชายของเขาก็เพิ่มขึ้นจนถึงจุดที่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน จนตอนนี้กัสแทบจะไม่ต่างอะไรจากบรรพชนคนหนึ่งอยู่แล้วเพราะเขามีลูกอยู่ในทุกสายตระกูลเป็นที่เรียบร้อย

            หลังจากทำภารกิจสำเร็จไปส่วนหนึ่ง กัสก็เริ่มปล่อยวางเรื่องราวต่างๆ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิถีของเขามากยิ่งขึ้นเพราะจากการคาดเดาของเขา การสร้างรากฐานของจักรพรรดิเซียนน่าจะใกล้สำเร็จแล้ว

            2 ปีต่อจากนั้น ซึ่งก็คือปีที่ 12 หลังจากจักรพรรดิเซียนถือกำเนิด เทพเจ้าแมลงที่ถูกผนึกเอาไว้ใต้พิภพก็หลุดออกมาจากผนึกในที่สุด

            การหลุดออกมาจากผนึกของเทพเจ้าแมลงทำให้ความสงบที่แสนเปราะบางถูกทุบทำลายไปอีกครั้ง

            ทว่าเทพเจ้าแมลงที่หลุดออกมาจากผนึกก็ไม่มีทีท่าว่าจะออกมาเคลื่อนไหว ราวกับมันตระหนักว่าโลกภายนอกไม่ได้ปลอดภัยสำหรับมันอีกต่อไป มันจึงหยุดอยู่ในภูเขาไฟและเปลี่ยนภูเขาไฟให้กลายเป็นรังของมัน

            สถานการณ์ที่เกือบจะปะทุออกมาจึงเริ่มสงบลงอีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงความสงบที่เปราะบางซึ่งซ่อนความวุ่นวายเอาไว้ภายใน

            ในขณะนั้นเองจักรพรรดิเซียนผู้ลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับประกาศท้าทายตระกูลอันดูวเดธโดยตรง เพื่อทำการท้าประลองกับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลอันดูวเดธ

            การท้าทายของจักรพรรดิเซียนนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง แต่ไม่นานนักก็เริ่มมีคนคิดได้และตระหนักถึงเจตนาที่จักรพรรดิเซียนทำเช่นนี้

            เมื่อคนนอกคิดได้ ตระกูลอันดูวเดธเองก็ย่อมมีคนที่คิดได้ กัสเองก็เช่นกัน เขาเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมจักรพรรดิเซียนถึงทำอะไรแบบนี้

            ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำลายศักดิ์ศรีของตระกูลอันดูวเดธ เพื่อทำลายความเป็น ‘ที่สุด’ ที่ตระกูลอันดูวเดธครอบครองอยู่ในฐานะของตระกูลที่ ‘แข็งแกร่งที่สุด’

            การกระทำของจักรพรรดิเซียนมองดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เท่าใดนักเพราะในตอนนี้ทุกคนล้วนทราบดีว่าเทพเจ้าที่แท้จริงแข็งแกร่งเพียงใด ความแตกต่างระหว่างเทพกับเทพเจ้าที่แท้จริงนั้นต่างกันมากขนาดไหน

            การที่จักรพรรดิเซียนกลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงได้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าตระกูลอันดูวเดธไม่ใช่ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดอีกต่อไป

            แต่จักรพรรดิเซียนก็ยังทำเช่นนี้เพราะต่อให้ทุกคนทราบดีว่าตระกูลอันดูวเดธได้สูญเสียสถานะของตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดไปแล้ว

            ทว่าศักดิ์ศรีของตระกูลอันดูวเดธกลับไม่ได้ถูกทำลายไป ทั้งยังสูงส่งยิ่งกว่าเดิมเพราะตัวตนของเทพมังกรและการคงอยู่ของสัตว์ประหลาดอย่างกัส รวมไปถึงรากฐานอันแข็งแกร่งของตระกูล

            ในจุดนี้หากจักรพรรดิเซียนต้องการทำลายศักดิ์ศรีของตระกูลอันดูวเดธก็มีเพียงวิธีเดียว นั่นคือการท้าประลองกับตระกูลอันดูวเดธโดยตรง

            วิธีนี้นับเป็นวิธีเดียวที่จักรพรรดิเซียนสามารถทำได้ในขณะนี้เพราะว่ามันไม่อาจเอาชนะเทพมังกรได้และไม่สามารถทำลายรากฐานของตระกูลอันดูวเดธได้เช่นกัน

            วิธีเดียวที่มันคิดได้จึงมีเพียงการท้าประลองเพื่อบีบให้ตระกูลอันดูวเดธส่งกัสออกมา

            ตระกูลอันดูวเดธที่ทราบเรื่องนี้ก็เปิดประชุมใหญ่ทันที ท่านหญิงไอโกะก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งประธาน ส่วนกัสที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดก็นั่งอยู่ในตำแหน่งหนึ่งของสภาผู้อาวุโสเช่นกัน

            การประชุมดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด เนื่องจากทุกคนทราบดีว่าสถานการณ์ในปัจจุบันตระกูลอันดูวเดธไม่อาจแสดงความอ่อนแอได้

            ต่อให้รู้ว่าการแสดงความอ่อนแอออกมาจะไม่ก่อให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรงอะไร ถึงขั้นที่มีประโยชน์แฝงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครยินดีทำเช่นนั้น

            ทั้งนี้ก็เพราะทุกคนทราบดีว่าตระกูลอันดูวเดธไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถทำเช่นนั้นได้ หากยอมก้มหัวเมื่อไหร่ สิ่งที่จะตามมาจะไม่ใช่แค่ความสูญเสียเพียงเล็กน้อย แต่อาจจะมากไปกว่านั้น

            ไม่มีใครคาดเดาได้ว่ากัสกับท่านหญิงไอโกะจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะกลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงและในช่วงเวลาที่ต้องอดทนรอนั้น จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างก็ไม่มีใครสามารถบอกได้

            การที่ไม่สามารถคำนวณความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือปัญหาหลักที่ทำให้ตระกูลอันดูวเดธไม่สามารถยอมรับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้

            แต่การส่งคนออกไปประลองกับจักรพรรดิเซียนเองก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกันเพราะความเสี่ยงในการประลองก็มีสูงมาก

            นอกจากนั้นต่อให้ส่งคนออกไปประลองแล้วแพ้กลับมาก็ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกัน ทางเดียวที่จะสามารถผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้มีเพียงการ ‘เสมอ’ หรือไม่ก็ ‘ชนะ’ เท่านั้น

            แต่ความเป็นไปได้ที่จะเสมอกับเทพเจ้าที่แท้จริงก็มีน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชัยชนะที่แทบจะไม่มีใครกล้าคิดถึง

            ในส่วนนี้แม้กระทั่งกัสเองก็ยังไม่กล้าพูดว่าเขาสามารถเอาชนะจักรพรรดิเซียนได้ การต่อสู้กับเทพเจ้าแมลงก่อนหน้านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเทพเจ้าที่แท้จริงน่ากลัวขนาดไหน

            เหตุผลที่เขาสามารถขับไล่เทพเจ้าแมลงไปได้ก็เพราะวิหารแห่งดวงดาวและการสนับสนุนจากท่านหญิงไอโกะกับราชันมังกรพิสุทธิ์

            หากต้องไปประลองกับจักรพรรดิเซียนโดยตรงแล้วละก็ กัสไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าไม่มีใครรู้ว่าจักรพรรดิเซียนมีความสามารถแบบใด กฎที่อีกฝ่ายใช้คือกฎชนิดใดและมีความสามารถแบบใด

            เมื่อไม่สามารถทำความเข้าใจได้ก็ไม่มีใครกล้าที่จะพูดว่าสามารถเอาชนะจักรพรรดิเซียนได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกัสที่เพิ่งจะกลายเป็นเทพเทวะระดับ 9 ดาวได้ไม่กี่ปี

            ขนาดท่านหญิงไอโกะที่อยู่ในระดับธรณีประตูก็ยังไม่กล้าพูดเลยว่าเธอสามารถเสมอกับจักรพรรดิเซียนได้หากไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของอีกฝ่าย

            เนื่องจากข้อมูลของจักรพรรดิเซียนมีน้อยเกินไป จึงไม่มีใครกล้าออกความเห็น การประชุมจึงหยุดชะงักไปในช่วงของการเสนอตัวแทนที่จะออกไปประลอง

            ท้ายที่สุดกัสซึ่งนั่งฟังมานานก็หมดความอดทนจนต้องลุกขึ้นยืนและอาสาออกไปประลองด้วยตัวเอง

            การกระทำของกัสทำให้บรรยากาศในห้องประชุมหยุดนิ่งไปโดยสมบูรณ์ สีหน้าของผู้อาวุโสแต่ละคนเปลี่ยนไปจนไม่น่าดู พวกมันมีความรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าสบตา มีทั้งความคับแค้นใจที่ทำให้ลมหายใจเปลี่ยนเป็นหนักหน่วง

            สุดท้ายจึงเกิดเป็นความชื่นชมและความนับถือเกิดขึ้น

            แต่ก่อนที่การประชุมจะยุติลงเพราะการอาสาของกัส ท่านหญิงไอโกะที่เฝ้ามองการประชุมมาตลอดก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก

            “เด็กโง่..เจ้าคิดว่าตระกูลของพวกเราไร้ความสามารถจนต้องปล่อยให้เด็กอย่างเจ้าออกไปเสี่ยงจริงๆ หรือ”

            “แต่ว่า..”

            “ไม่มีแต่! หากตระกูลอันดูวเดธอ่อนแอจนต้องให้เด็กน้อยอย่างเจ้าออกไปเสี่ยงตายแล้วละก็ เช่นนั้นก็ปล่อยให้มันพินาศไปเถอะ!!”

            คำพูดของท่านหญิงไอโกะทำให้ผู้อาวุโสเกือบทั้งหมดสั่นสะท้าน พวกมันตื่นตระหนกจนลืมตัวลุกขึ้นมายืนด้วยความร้อนใจ พลางส่งเสียงคัดค้านท่านหญิงไอโกะออกมาไม่มีหยุด

            บรรยากาศภายในห้องประชุมจึงระเบิดขึ้นมาอย่างรุนแรง กลายเป็นความร้อนแรงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ความอัปยศ ความโกรธแค้นและความรู้สึกอับจนหนทาง

            ความรู้สึกมากมายระเบิดออกมาท่ามกลางการประชุม ทำให้การประชุมหยุดชะงักไปจนกลายเป็นความวุ่นวายที่ยากจะหยุดได้

            แต่อึดใจเดียวท่านหญิงไอโกะก็เค้นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง ทุกเสียงก็ขาดหายไปในทันที สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งหมดซีดขาวลง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังจะถูกทำลาย

            ความรู้สึกทั้งหมดเป็นเพียงภาพมายา แต่ก็รุนแรงพอที่จะทำให้ทุกคนสงบลงได้

            มีเพียงกัสเท่านั้นที่ยังจ้องมองท่านหญิงไอโกะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ซึ่งทำให้ท่านหญิงไอโกะเผยความรู้สึกจนใจออกมาในที่สุด

            “เด็กโง่..หากข้าต้องปล่อยเจ้าออกไปเสี่ยงจริงๆ เช่นนั้นสู้ข้าออกไปเองไม่ดีกว่าหรือไงกัน!!”

            “แบบนั้นไม่ได้นะครับ!!”

            กัสรีบปฏิเสธในทันที ทำให้บรรยากาศที่เพิ่งจะสงบลงปะทุขึ้นมาอีกรอบ ผู้อาวุโสหลายสิบท่านก็ลุกขึ้นมาคัดค้านเช่นกัน

            ทว่าท่านหญิงไอโกะก็ไม่สนใจ สีหน้าของเธอสงบนิ่งลงทุกขณะ ยิ่งถูกคัดค้านก็ยิ่งทำให้ความตั้งใจของเธอแน่วแน่มากยิ่งขึ้น จนท้ายที่สุดเธอก็ตัดสินใจใช้อำนาจของเธอในการตัดสินและยุติการประชุมในทันที

            “ไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้ว! ในตระกูลตอนนี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือข้า!! หากข้าไม่ออกไปเช่นนั้นจะให้ใครออกไป!! หรือพวกเจ้าคิดว่าพันปีมานี้ข้าเอาแต่เที่ยวเล่นจนไม่มีความสามารถอะไรเลย!!”

            เสียงตวาดของท่านหญิงไอโกะทำให้ทุกเสียงเงียบหายไปโดยสิ้นเชิง การประชุมก็ยุติลงโดยสมบูรณ์ ก่อนที่กัสจะถูกเรียกตัวให้ติดตามท่านหญิงไอโกะไปยังส่วนกลางของตระกูล สถานที่ที่มีเพียงสายตระกูลหลักเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน