EP22: การหลบหนีกลางเมือง
ผม (ในร่างลุงเชียร) ทิ้งตัวลงจากขอบหน้าต่างชั้นสามของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ลงสู่พุ่มไม้หนาด้านล่างอย่างไม่ลังเล เสียงะโของเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเสียงวิทยุสื่อสารเริ่มดังขึ้นจากด้านหน้าอาคาร
“วิเชียร! ทางนี้!”
ไอ้ดอน โผล่ออกมาจากเงามืดข้างอาคาร เขาเปิดประตูรถกระบะเก่า ๆ ที่จอดรออยู่ข้างสนามบาสเกตบอลทันที ผมรีบปีนขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็ว
ไอ้ดอนเหยียบคันเร่งเต็มแรง รถกระบะพุ่งทะยานออกไปชนกับไม้กั้นของมหาวิทยาลัยอย่างแรงจนหัก แล้วแล่นเข้าสู่ถนนหลักของกรุงเทพฯ ทันที
“กูเห็นไอ้พวกหน้าจืด ๆ สองสามคนวิ่งตามมาว่ะ! มันไม่ใช่ รปภ. ธรรมดาแน่!” ไอ้ดอนหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าซอยเล็ก ๆ อย่างรวดเร็ว
“พวกเขาคือคนของ ศูนย์วิจัยไตรภพ” ผมบอก “อาจารย์อุดมช่วยถ่วงเวลาให้เราแล้ว เราต้องรีบไปหา สมศักดิ์ ที่สะพานควายเดี๋ยวนี้!”
การเดินทางกลางกรุงปี 2533 ที่เต็มไปด้วยรถเมล์ควันดำและรถยนต์แออัดกลายเป็สนามรบดี ๆ นี่เอง ไอ้ดอนใช้ความชำนาญในการขับรถหนีการจราจรที่ติดขัดอย่างคล่องแคล่ว แต่เรายังคงรู้สึกได้ถึงเงาที่ตามติดมา
“ชิบหายแล้ว!” ไอ้ดอนสบถ “รถเก๋งสีดำคันนั้น... มันเร็วกว่าเราเยอะเลยว่ะ!”
ผมหันไปมองกระจกหลัง เห็นรถเก๋งซีดานสีดำสนิทที่ดูสะอาดสะอ้านเกินกว่ารถทั่วไปในยุคนั้น พยายามบีบแตรไล่รถคันอื่นเพื่อไล่ตามเรามา
“มันจะต้องมีชิ้นส่วนสำคัญที่ สมศักดิ์ ถืออยู่แน่! เราจะให้มันได้ไปไม่ได้!”
ไอ้ดอนตัดสินใจเสี่ยง เขาหักพวงมาลัยอย่างกะทันหัน ขึ้นไปบนทางเท้าแล้วขับข้ามสวนหย่อมเล็ก ๆ เพื่อตัดเข้าสู่ถนนพหลโยธินได้สำเร็จ รถเก๋งสีดำถูกบังคับให้ต้องตามไปอ้อมถนนใหญ่ ทำให้เรามีเวลาหายใจ
“สะพานควายอยู่ใกล้แล้วนะวิเชียร... กูจะไปจอดรถในซอยที่ลับตาคนที่สุด”
ไม่นานนัก รถกระบะก็จอดซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ข้างตึกแถวเก่า ๆ ในย่านสะพานควาย กลิ่นอาหารและเสียงวิทยุดังมาจากร้านค้าโดยรอบ
เราเดินเท้าต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรเพื่อไปยัง ร้านสมศักดิ์อิเล็กทรอนิกส์
ร้านสมศักดิ์เป็ตึกแถวสองชั้นที่ดูทรุดโทรม มีป้ายไม้เขียนชื่อร้านด้วยลายมือยื่นออกมาหน้าร้าน ภายในเต็มไปด้วยหลอดสุญญากาศเก่า ๆ แผงวงจร และสายไฟพันกันระโยงระยาง
สมศักดิ์ ชายร่างท้วม วัยห้าสิบเศษ ๆ ที่มีแว่นหนาเตอะ กำลังนั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาเงยหน้าขึ้นมามองเราด้วยท่าทีเฉยเมย
“มาซื้ออะไร?” เขาถามเสียงห้วน ๆ
ผมยื่น สมุดบันทึกเล่มดำ ที่มีรหัสลับของลุงเชียรให้เขาดู
สมศักดิ์ขมวดคิ้ว ก่อนจะเปิดสมุดบันทึกไปหน้าที่มีรหัสลับ D-4 (25) และ A.F. (1985) เขาจ้องมองลายมือของลุงเชียรอย่างละเอียด
“วิเชียร... มันยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ สินะ” สมศักดิ์พึมพำเสียงแ่ “อาจารย์อุดมบอกกูไว้แล้วว่าถ้ามีคนเอารหัสพวกนี้มาหา... แสดงว่า องค์กรไตรภพ กำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่”
“เรา้า คริสตัล D-4 ครับสมศักดิ์” ผมพูดเสียงต่ำ “มันคือความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งพวกเขาได้”
สมศักดิ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเดินเข้าไปในห้องเก็บของด้านหลังที่มีกุญแจเหล็กคล้องอยู่หลายชั้น หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็กลับออกมาพร้อมกับ กล่องกำมะหยี่ขนาดเล็กสีดำ
“นี่คือของที่กูขโมยออกมาจากฐานปฏิบัติการเก่าของพวกมัน มันคือ แกนซิลิคอนเจอร์เมเนียมที่บริสุทธิ์ที่สุด ซึ่งถูกเตรียมไว้ใช้กับเครื่องต้นแบบของไตรภพ” สมศักดิ์ยื่นกล่องให้ผม “วิเชียรบอกว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ เขา ได้กลับมา”
ผมเปิดกล่องออก ภายในบรรจุ แท่งคริสตัลสีดำวาววับ ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ผมรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดที่ถูกกักเก็บอยู่ภายใน มันคือชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดที่เรา้า!
ทันใดนั้นเอง...
ครืนนนน...
เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นของ รถเก๋งสีดำ คันที่ไล่ตามเรามา จอดแน่นิ่งอยู่ตรงปากซอยห่างจากหน้าร้านเพียงไม่กี่ก้าว
ไอ้ดอน ซึ่งยืนเฝ้าประตูอยู่รีบผลักผมอย่างแรง
“ไปเร็ววิเชียร! พวกมันมาถึงแล้ว!”
สมศักดิ์หน้าซีดขาว เขาตบที่บ่าผมอย่างแรง
“รีบไป! พวกมันมี ไอ้ฉัตร เป็หัวหน้า! และไอ้ฉัตรมันจะทำทุกอย่างเพื่อเอาคริสตัลนั่นกลับไป!”
ผมรีบคว้ากล่องกำมะหยี่ไว้ในมือ พร้อมทั้ง Capacitor A.F. ที่สมศักดิ์รีบหยิบใส่ถุงพลาสติกให้อย่างรวดเร็ว
“แล้วคุณล่ะสมศักดิ์?”
“กูอยู่ของกูมานานแล้ว! พวกมันหาหลักฐานอะไรจากกูไม่ได้หรอก! รีบไปซะ!”
ผมและไอ้ดอนวิ่งออกจากประตูหลังร้านสมศักดิ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีเป้าหมายต่อไปคือ การเดินทางลงใต้สู่ระยอง เพื่อหาแหล่งพลังงาน Hydro-R (75A) ที่บ่อเหมือง
แต่เมื่อเราวิ่งมาถึงท้ายซอย... เราก็ต้องหยุดชะงัก
น้าฉัตร (ในวัย 37 ปี) ยืนขวางทางออกอยู่ ใบหน้าของเขาดูเ็าและไร้อารมณ์ ดวงตาที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยันราวกับรู้ทันทุกการเคลื่อนไหวของเรา
“คิดว่าจะหนีพ้นง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ เกล้า?” น้าฉัตรพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอันตราย “ฉันรู้ว่าคุณอยู่ในร่างของ วิเชียร ขจรเดช และฉันก็รู้ว่าคุณมี แกน D-4 อยู่ในมือ”
“คืนคริสตัลมาให้ฉัน...
แล้วฉันจะทำให้ทุกอย่างจบลงอย่างง่ายดาย”