เอี๊ยด!
เสียงล้อรถครูดกับพื้นถนนดังขึ้นเมื่อคนขับรถเกิดเหยียบเบรกกะทันหัน ซึ่งโชคดีที่เบรกได้ทันไม่อย่างนั้นคงได้ชนเข้ากับท้ายรถเก๋งคันงามที่กำลังถอยรถออกจากที่จอดรถเบื้องหน้าเป็แน่
“เฮ้อ...เกือบซวยแล้วไหมล่ะดีนะที่เห็นทัน” เ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูมินิรุ่นล่าสุดสีแดงเพลิงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่ไม่พาเ้ารถคันใหม่เอี่ยมที่เพิ่งซื้อได้ไม่ถึงอาทิตย์คันนี้ไปชนตูดรถคนอื่นเข้าให้เกิดรอยตำหนิหญิงสาวถอยรถออกมาเล็กน้อยเพื่อให้รถคันหน้าได้ถอยออกได้อย่างสะดวก และเมื่อรถคันหน้าขับออกไปแล้วเธอก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดแทนที่ทันที
เมื่อจัดการจอดรถจนเข้าที่เรียบร้อยแล้วธัญรดาก็ลงจากรถเตรียมจะเดินเข้าร้านของตนเองหลังจากที่จัดการล็อกรถเรียบร้อยแล้วทว่าก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเ้าของร้านหนังสือที่ตั้งอยู่ข้างๆกับร้านทองของเธอเข้าเสียก่อน หญิงสาวมองตอบก่อนจะเชิดหน้าใส่แล้วเดินเข้าร้านของตัวเองไปอย่างไม่สนใจอีกเนื่องจากคราวนี้เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเพราะเธอจอดรถตรงกับหน้าร้านของตนเองไม่ได้ไปจอดทับที่ของใคร
เพราะเื่ที่จอดรถนี่แหละที่ทำให้เธอต้องผิดใจกับศันลิตา เ้าของร้านหนังสือมุมสบายบุ๊คเซ็นเตอร์อยู่บ่อยๆ เพราะมักจะจอดล้ำเส้นกันซึ่งส่วนมากมักจะเป็ฝ่ายเธอที่เข้าไปจอดรถในที่ของร้านหนังสือ เนื่องด้วยที่จอดรถหน้าร้านของเธอมันเต็มความจริงก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะเธอจอดแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นอีกอย่างลูกค้าร้านหนังสือก็ไม่ได้มีเข้ามาตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่าจะหวงที่อะไรนักหนา
“สวัสดีค่ะคุณรดา”
ทันทีที่ธัญรดาก้าวเข้าไปในร้านทองตั้งสกลรัตน์ซึ่งเป็กิจการของครอบครัวเธอเอง ลูกจ้างสาวโสดทั้งสองคนก็ยกมือไหว้พร้อมกับเปิดรอยยิ้มแจ่มใสให้ทันทีหญิงสาวยกมือรับไหว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ พลางเดินเข้าประตูกรงเหล็กดัดลวดลายสวยงามแต่แข็งแรงคงทนที่ทำกั้นไว้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเพื่อป้องกันความปลอดภัยสำหรับการปล้นที่เกิดขึ้นกับร้านทองอยู่บ่อยๆ
เมื่อเธอก้าวพ้นประตูแล้วลูกจ้างสาวนามว่าใหม่ก็จัดการปิดและล็อกประตูทันที ธัญรดาเดินเข้าไปในห้องด้านในก่อนจะนั่งลงบนโซฟานุ่มแล้วรับแก้วน้ำส้มจากลูกจ้างสาวอีกคนนามว่าจินมายกจิบพอดับกระหายแล้ววางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า
“วันนี้คุณรดาเข้าร้านเร็วนะคะ” ใหม่ซึ่งมีอายุเพียงยี่สิบปีเอ่ยทักอย่างแปลกใจ เพราะปกติแล้วธัญรดาจะเข้าร้าน่สายๆั้แ่สิบโมงเช้าเป็ต้นไป
“เบื่อๆไม่มีอะไรทำน่ะ” หญิงสาวตอบพลางหยิบนิตยสารแฟชั่นขึ้นมาเปิดๆดู แล้วถาม “เช้านี้เป็ยังไงบ้างล่ะ มีลูกค้าบ้างไหม”
“มีสามรายค่ะเอาทองมาจำนำไว้”
ธัญรดาพยักหน้าอย่างพอใจเล็กน้อยกิจการร้านทองนั้นคนที่ไม่รู้อาจมองว่าขายทองแล้วคงได้กำไรเยอะซึ่งความจริงไม่ได้เป็เช่นนั้นเลยเพราะกำไรที่ร้านทองได้รับนั้นส่วนมากจะมาจากการจำนำทองมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับนั่นแหละคือกำไรอย่างแท้จริงส่วนการขายนั้นได้กำไรไม่มากนักแถมอาจจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำไปเนื่องจากราคาทองในตลาดโลกตอนนี้ผันผวนอยู่ตลอดเวลา
“ไม่มีอะไรแล้วล่ะไปดูหน้าร้านเถอะ อ้อ...เดี๋ยวช่วยขึ้นไปเอาบัญชีมาให้ฉันหน่อยนะ”
“ค่ะ”
ลูกจ้างสาวทั้งสองรับคำก่อนจินจะเดินออกไปดูหน้าร้านส่วนใหม่นั้นเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองซึ่งทำเป็ห้องทำงานของธัญรดาทั้งชั้นเธอหยิบสมุดบัญชีที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของธัญรดาลงมาส่งให้ หญิงสาวรับมาตรวจดูตามปกติเหมือนที่เคยทำทุกวันตอนนี้เธอดูแลรับผิดชอบร้านทองเต็มตัวแทนบิดามารดาแล้ว ซึ่งพอเธอเรียนจบปุ๊บพวกท่านก็โยนกิจการนี้มาให้ทำทันทีเพราะไม่้าให้เธอออกไปหางานทำที่อื่น อีกอย่างเธอก็เป็ทายาทเพียงคนเดียวของพวกท่านด้วยก็เหมือนถูกเลือกไว้แต่แรกแล้ว
ร้านทองตั้งสกลรัตน์เป็ร้านค้าทองรูปพรรณและทองแท่งเพียงแห่งเดียว ที่ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์สี่ชั้นสไตล์โมเดิร์นในโครงการทาวน์เลิฟซึ่งเป็โครงการเดียวกับหมู่บ้านที่พักอาศัยที่ครอบครัวของเธออยู่ในตอนนี้ หมู่บ้านทาวน์เลิฟเป็หมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาได้เพียงสองปีมีบ้านเดี่ยวเนื้อที่ั้แ่เจ็ดสิบตารางวาไปจนถึงร้อยตารางวาให้เลือก ซึ่งราคาก็หลักล้านขึ้นไปดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้จึงมีฐานะค่อนข้างดีไปจนถึงขึ้นเศรษฐี
อาคารพาณิชย์ตั้งอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้าของหมู่บ้านซึ่งร้านทองตั้งสกลรัตน์อยู่ห้องแถวที่สี่ ด้านขวามืออยู่ติดกับร้านเรือนอักษราภัคซึ่งเป็ร้านสปาส่วนด้านซ้ายมือติดกับร้านหนังสือมุมสบายบุ๊คเซ็นเตอร์ ห้องที่ร้านของเธอตั้งอยู่นี่ราคาขายตกห้องละประมาณหกล้านบาทบิดาของเธอทำการตกลงซื้อขายกับเ้าของโครงการทันทีที่รู้ว่าจะสร้างเพราะตั้งใจที่จะย้ายร้านทองมาเปิดใกล้ๆกับบ้านพักอยู่แล้ว
ร้านทองตั้งสกลรัตน์แม้จะไม่ใช่อาคารเดี่ยวแต่ก็โดดเด่นเป็สง่าเพราะทุกชั้นของตัวตึกถูกทาสีแดงทั้งหมด ด้านหน้าของร้านนั้นเป็ประตูกระจกใสที่สามารถมองเห็นภายในร้านได้ประตูทางเข้าออกเป็ประตูกระจกที่เลื่อนเปิดปิดเองโดยอัตโนมัติผนังภายในร้านถูกทาสีแดงสดสีเดียวกับภายนอก โคมไฟ้าเป็โคมไฟพวงระย้าคริสทัลงดงามสองด้านของผนังมีแจกันจีนลายดอกโบตั๋นขนาดใหญ่สูงเท่าเอวผู้ใหญ่วางประดับเอาไว้เคียงกับโต๊ะรับแขกสำหรับลูกค้าภายในร้านเย็นฉ่ำเพราะติดเครื่องปรับอากาศเอาไว้ บนผนังมีป้ายบอกราคาทองคำในแต่ละวันอย่างชัดเจนเพราะร้านนี้ค้าขายอย่างซื่อสัตย์ยุติธรรมไม่เคยโก่งราคาทองกับลูกค้า
“ใกล้จะเที่ยงแล้วคุณรดาอยากทานอะไรคะเดี๋ยวหนูจะออกไปซื้อให้ค่ะ” จินเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นใกล้จะเที่ยงแล้วธัญรดาปิดสมุดบัญชีแล้วทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา
“ไม่รู้สิแล้วใหม่กับจินล่ะ อยากกินอะไรกัน”
“พวกหนูก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่าจะกินอะไรดีแต่สงสัยคงหนีไม่พ้นส้มตำพี่น้ำรินมั้งคะ เพราะพวกหนูไม่อยากไปไกล”
ธัญรดารู้ดีว่าทำไมจินถึงไม่อยากไปไกลไม่ใช่เพราะว่าี้เีไปแต่เป็เพราะไม่สามารถไปไหนไกลร้านและไปนานๆได้เลยเนื่องจากว่าต้องคอยดูแลร้านการทำร้านทองนั้นเป็ธุรกิจที่เสี่ยงอันตรายต่อทรัพย์สินและชีวิตเป็อย่างมาก อีกทั้งยังจำกัดอิสระของเ้าของร้านไปด้วยเพราะไม่กล้าวางใจทิ้งร้านไปเที่ยวไหนนับั้แ่เข้ามาดูแลกิจการหญิงสาวก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนกับเพื่อนฝูงอีกเลยมีแวบไปได้บ้างก็แค่สองสามชั่วโมงก็ต้องกลับมาเฝ้าร้านต่อ
เนื่องจากว่าร้านทองเป็กิจการที่มีความเสี่ยงสูงคนที่มาช่วยดูแลก็มักจะเป็เครือญาติกันมากกว่าที่จะจ้างคนอื่นเข้ามาดูแลหากไม่ใช่กิจการใหญ่โตอะไรร้านทองของธัญรดาเองก็เป็เพียงร้านทองเล็กๆ มีเพียงสาขาเดียวเท่านั้นแต่ที่ต้องจ้างใหม่กับจินมาดูแลเพราะอยากช่วยให้เด็กทั้งสองมีงานทำเลี้ยงตัวเองและครอบครัวที่อยู่บ้านนอกได้
เด็กสาวทั้งสองเป็คนเชียงรายบ้านของทั้งคู่อยู่ในละแวกเดียวกับบ้านพักที่เชียงรายที่ครอบครัวของเธอซื้อไว้เพื่อใช้เป็ที่พักผ่อนยามเบื่อกรุงเทพฯจินเป็ลูกสาวของป้าอิงคนที่มารดาของธัญรดาจ้างไว้ให้คอยดูแลทำความสะอาดบ้านที่เชียงรายให้หญิงสาวเห็นสองแม่ลูกคู่นี้มานานแล้วซึ่งทั้งสองเป็คนดีมาก ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์สุจริต
ส่วนใหม่นั้นเป็เพื่อนของจินและก็เป็เด็กดีไม่แพ้กันเพราะใหม่ต้องคอยรับจ้างทำงานทั่วไปเพื่อเลี้ยงดูยายแก่ๆกับน้องสาวที่ยังเล็กอยู่ บิดามารดาของเธอรับเด็กสาวทั้งสองเข้าทำงานที่ร้านทันทีหลังจากที่รู้ว่าทั้งคู่จะไม่เรียนต่อมหาวิทยาและหวังจะเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯเพื่อส่งเงินให้ทางบ้าน ความที่เห็นกันมานานจึงไม่อาจปล่อยให้สองสาวไปผจญกับความโหดร้ายตามลำพังกันได้จึงยื่นข้อเสนอให้ซึ่งเด็กสาวทั้งสองก็ตอบรับทันทีด้วยความดีใจ
นับจากวันนั้นก็ผ่านมาเกือบสี่ปีแล้วที่ใหม่กับจินมาทำงานด้วยทั้งสองตั้งใจทำงานและซื่อสัตย์สุจริตเป็อย่างมากจนครอบครัวของเธอไว้วางใจจนเริ่มปล่อยร้านไว้ให้คนทั้งคู่ดูแลบ้างเป็บางครั้งเวลาจำเป็ต้องไปธุระจริงๆเงินเดือนที่ให้นั้นก็ให้ตามมาตรฐานลูกจ้างทั่วไปแต่ก็จะมีเงินพิเศษให้ทั้งคู่ทุกเดือนด้วยซึ่งร่วมๆ กันแล้วอาจได้มากกว่าพนักงานบริษัททั่วไปด้วยซ้ำไปครอบครัวเธอไม่ได้เห็นสองสาวเป็เพียงลูกจ้างเท่านั้นแต่เห็นเป็เหมือนญาติมิตรคนหนึ่งที่ต้องดูแลเอาใจใส่การที่พวกเธอให้ใจไปด้วยก็ได้ใจจากอีกฝ่ายตอบแทนกลับมาเช่นกัน
“อืม...กินส้มตำก็ดีเหมือนกันนะฉันไม่ได้กินมานานแล้ว”
“ได้สิคะแล้วคุณรดาอยากกินอะไรล่ะคะ”
“เอาตำอะไรก็ได้ใหม่กับจินอยากกินอะไรก็สั่งๆ มาแล้วกัน มากินด้วยกันนะ”
“จะดีเหรอคะ” จินถามอย่างเกรงใจ เพราะแม้ครอบครัวธัญรดาจะให้ความเป็กันเองกับพวกเธอแต่พวกเธอก็ยังระลึกถึงฐานะของตัวเองอยู่เสมอ
“ดีสิจะให้ฉันนั่งกินคนเดียวได้ยังไงกันล่ะ เหงาตายเลย”
“ก็ได้ค่ะเดี๋ยวหนูออกไปซื้อให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ” จินยิ้มรับหน้าชื่น
“จดใส่กระดาษไปเลยก็ได้นะแม่ค้ายิ่งชอบมั่วอยู่ด้วย” ธัญรดาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะกิตติศัพท์ความมั่วชอบตำผิดของน้ำริน แม่ค้าร้านส้มตำที่อยู่ถัดจากร้านเธอไปแค่ร้านเดียวนั้นเป็ที่เลื่องลือมากทีเดียวเธอเองก็เคยเจอมาแล้วที่สั่งตำไทยแต่ได้ตำปลาร้ามาแทน
“ถึงจดให้ก็ชอบมั่วอยู่ดีค่ะคุณรดานี่ถ้าไม่ติดว่าตำอร่อยนะเจ๊งไปนานแล้วล่ะค่ะ” จินบ่นอุบพลางลงมือเขียนยิกๆในกระดาษอยู่ครู่หนึ่งแล้วเตรียมจะออกไปซื้อ ซึ่งก็เป็จังหวะเดียวกับที่เสียงกรุ๊งกริ๊งของร้านดังขึ้นพอดีเป็สัญญาณบอกว่ามีลูกค้าเข้าร้าน
“โอ๊ย...ไม่ไหวแล้ว” ใหม่เดินแกมวิ่งเข้ามาด้านใน พอเจอจินปุ๊บก็เอ่ยฝากทันที “จิน แกช่วยรับลูกค้าแทนฉันหน่อยนะ ฉันไม่ไหวแล้ว ปวดท้องมากเลย” กล่าวจบใหม่ก็วิ่งเข้าห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่างไปทันที
“อ้าว...”
“ไม่เป็ไรจินเธอไปซื้อส้มตำเถอะ เดี๋ยวฉันจะดูแลลูกค้าเอง” ธัญรดาบอกแล้วลุกขึ้นเดินออกไปรับลูกค้าที่หน้าร้านแทนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มส่วนจินก็ออกจากร้านไปซื้อส้มตำตามที่เ้าของร้านสั่ง
“สวัสดีค่ะร้านทองตั้งสกลรัตน์ยินดีต้อนรับค่ะ”
“สวัสดีค่ะคือ...คือว่าฉัน้าเอาทองมาเปลี่ยนลายน่ะ” หญิงสาวท่าทางห้าวๆออกทอมบอยเพราะตัดผมสั้นกุดเหมือนผู้ชาย อายุประมาณสามสิบกว่าๆ บอกด้วยรอยยิ้มซื่อๆพลางควักทองเส้นใหญ่ออกจากกระเป๋าถือของตัวเอง “นี่ค่ะ เส้นละสองบาทฉันอยากได้ลายใหม่ที่มันสวยกว่านี้น่ะค่ะ”
“ได้เลยค่ะร้านเรามีหลายลายให้คุณเลือกเลยค่ะ”ธัญรดาเดินไปเปิดตู้กระจกโชว์แถวที่แขวนทองเส้นละสองบาทเอาไว้เธอหยิบออกมาสามลายที่คิดว่าสวยที่สุดมาวางบนตู้กระจกให้ลูกค้าได้เลือกดู “นี่คะ สามลายนี้เป็ลายใหม่นะคะ คนกำลังนิยมใส่กันเลยค่ะอาจจะแพงกว่าลายเก่าเล็กน้อย แต่ก็เพิ่มเงินไม่มากหรอกค่ะ”
“ขอดูก่อนนะคะ” ลูกค้าหยิบทองที่วางอยู่ขึ้นมาพิจารณาดูทีละเส้น หญิงสาวมองยิ้มๆก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอยังไม่ได้ตรวจทองของอีกฝ่ายเลย จึงเอ่ยขออนุญาตหยิบขึ้นมาตรวจสอบ
“ขออนุญาตตรวจทองของคุณพี่ก่อนนะคะจะได้รู้ว่าถ้าคุณพี่จะเปลี่ยนจะต้องเพิ่มเงินอีกเท่าไร”
“เอ่อ...ค่ะๆ”
เมื่อได้รับอนุญาต ธัญรดาก็หยิบสร้อยทองของลูกค้าขึ้นมาพิจารณาดูน้ำหนักของทองทำให้เธอรู้สึกเอะใจขึ้นมา เพราะทองสองบาทเส้นขนาดนี้เธอเคยจับมาั้แ่เล็กจนโตจนชินน้ำหนักมือแล้วหญิงสาวมองลูกค้าสาวห้าวด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัยก่อนจะลองทดสอบบางอย่างดู
“แหม...สร้อยทองของคุณพี่ดูเบาๆไปหน่อยนะคะ”
ลูกค้าสาวสะดุ้งเล็กน้อยใบหน้านั้นซีดเผือดลงและดวงตาเริ่มล่อกแล่กอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งทำให้ธัญรดาเริ่มแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็มิจฉาชีพที่เอาทองปลอมมาหลอกขายให้ร้านทองแน่ๆ
“ฉันคงต้องขอตรวจสร้อยทองของคุณพี่ให้แน่ใจหน่อยนะคะว่าทองจริงหรือเปล่า”
“อะไร นี่คุณหาว่าฉันเอาทองปลอมมาหลอกงั้นเหรอ” ลูกค้าโวยวายใส่เสียงดังใหม่ที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำได้ยินเข้าพอดีก็รีบถามหน้าตาตื่น
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะคุณรดา”
“ไม่มีอะไรหรอกใหม่มาก็ดีแล้วเดี๋ยวช่วยเอาทองเส้นนี้ของลูกค้าไปเช็กให้พี่ทีนะว่าทองจริงหรือว่าทองปลอม” หญิงสาวบอกเสียงเรียบพลางยัดทองใส่มือลูกจ้างสาว ซึ่งจังหวะที่เธอมัวหันไปคุยกับใหม่นั้นลูกค้าสาวห้าวก็อาศัยจังหวะนี้คว้าทองสามเส้นที่วางอยู่ ซึ่งธัญรดายังไม่ได้เก็บคืนไปแล้ววิ่งออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว
“ว้าย! ขโมย! คุณรดาคะมันขโมยทองไปแล้วค่ะ” ใหม่ร้องโวยวายอย่างตื่นตระหนก
“บ้าจริง! โทรเรียกตำรวจเดี๋ยวนี้เลย” หญิงสาวร้องสั่งแล้ววิ่งตามโจรสาวออกจากร้านไป
“ว้ายคุณรดาอย่าวิ่งตามมันไปค่ะ อันตราย โอ๊ย...ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย ใช่ๆคุณรดาสั่งให้โทรเรียกตำรวจนี่นา” ใหม่รีบเดินไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาตำรวจมือไม้สั่นพอโทรเสร็จก็ออกไปยืนมองที่หน้าร้านด้วยความเป็ห่วงนายสาว จินที่กำลังยืนซื้อส้มตำอยู่รีบวิ่งเข้ามาถามเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเห็นธัญรดาวิ่งผ่านหน้าไปซึ่งพอรู้เื่เธอก็รีบโทรหาบิดามารดาของนายจ้างสาวทันที