ณ หน้าประตูท้องพระโรงวังหลวงแห่งแคว้นต้าเฉียง ประตูบานใหญ่สีแดงที่ประดับไปด้วยการสลักลายมังกรซ้ายขวาที่บริเวณมือจับชวนให้ผู้ที่มองไปเห็นรู้สึกถึงพลังและความยิ่งใหญ่ที่ส่งออกมา
หากแต่บริเวณรอบๆ กลับไร้การตกแต่งเพื่อแสดงถึงความโอ่อ่าและมั่งมีของราชวงศ์ ก็ยิ่งชวนให้ผู้ที่กำลังสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ สงสัยยิ่งนัก
เพียงแต่เมื่อได้ยืนรออยู่หน้าประตูท้องพระโรง ท่ามกลางเสียงดังเซ่งแซ่ที่เล็ดลอดออกมา เป่ยจินก็รู้สึกเหนื่อยหน่ายจิตใจเต็มที
ตามจริงแล้วนางสมควรจะต้องไปนั่งรอ ณ ห้องใดห้องหนึ่งในตำหนักเหล่านี้เพื่อให้สมเกียรติของนาง หากแต่ความดื้อดึงที่มีก็สมควรแล้วที่เหล่าขันทีจักยื่นรอด้านหลังด้วยความเหงื่อตก
กระทั่งตัวของจวินเทียนหลงเอง แม้จะอยากให้เป่ยจินนั่งรออย่างสบายเช่นไรก็ยังคงค้านมิได้ ด้วยเหตุที่ว่ามิอยากจะให้อีกฝ่ายได้ใจในการกระทำเช่นนี้ หรือนางต้องการชื่นชม มโหรสพตรงหน้า ก่อนเข้าไปด้านในกระมัง
“ฝ่าบาท อย่างไรเสียเราก็ต้องสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อบ้านเมืองนะพะยะค่ะ”
“โปรดจงพิจารณา”
“โปรดจงพิจารณาด้วยเถิด”
“เช่นไรหรือท่านเสนาบดีซู”
“ฝ่าบาทโปรดตรองดูเถิด แคว้นต้าเฉียงนั้นประสบกับการบุกรุกดินแดนจากแคว้นจิ้นมาเนิ่นนานเพียงใด อีกทั้งการสูญเสียมากมายที่ผ่านมาย่อมสร้างความทุกข์ยากให้แก่ราษฎรมานานนัก ครั้งนี้แคว้นจิ้นถึงกับยื่นข้อเสนอการเชื่อมสัมพันธไมตรีโดยการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ สิ่งนี้จะมิเป็นการช่วยราษฎรมิให้ทนทุกข์ยากจากการสงครามเช่นนั้นหรือพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นที่ผ่านมาแคว้นต้าเฉียงหลังจากข้าขึ้นครองราชย์ เคยพ่ายแพ้หรือไม่”
เมื่อเจ้าเหนือหัวตรัสออกมา ทำเอาเสนาบดีซูถึงกับเงียบไปพักหนักและตอบกลับมาอย่างอึกอัก
“มิเคยพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดจึงทำราวกับว่าเจ้าสามารถตัดสินบ้านเมืองแทนข้าได้เล่า หืม” ยามที่ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้ตรัสออกมาด้วยน้ำเสียงเชื่องช้าและเบื่อหน่ายเช่นนี้ กลับทำเอาเหล่าขุนนางถึงกับหนาวเย็นขึ้นมาทันที ราวกับว่า ณ ท้องพระโรงแห่งนี้ กำลังเข้าสู่ฤดูเหมันต์
เพียงแต่ยังมิทันที่จะได้เอ่ยปากถึงสิ่งอื่น กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา คล้ายระฆังสวรรค์ที่ยื้อชีวิตอีกฝ่ายเอาไว้
“ฝ่าบาทองค์หญิงจากแคว้นจ้าว เสด็จมาถึงแล้วพะยะค่ะ”
สิ้นเสียงขันทีประกาศ ภายในท้องพระโรงก็เงียบลง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมิมีผู้ใดคาดคิดว่า ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้จะเชิญเสด็จองค์หญิงคนสำคัญของแคว้นจ้าวมาถึงที่นี่
“เช่นนั้นก็เชิญนางเข้ามาเถิด หาไม่แล้วจะเป็นการหมิ่นพระเกียรติองค์หญิงจากแคว้นจ้าวที่ให้รอนานเกินไป” ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มบางเบา เรียกให้เหล่าขุนนางที่ได้ยิน ออกอาการมือไม้สั่นไปตาม ๆ กัน
หญิงสาวได้ยืนรออยู่ครู่นึง หลังสิ้นเสียงนั้น นางจึงเดินเข้ามาด้านในท้องพระโรง ไม่มากนักที่จะมีสตรีเหยียบเข้ามาในท้องพระโรงแคว้นต้าเฉียง
ด้วยตั้งแต่ฮ่องเต้ต้าเฟยเฉิงขึ้นครองราชย์ก็มิมี สตรีนางใดที่ได้รับอนุญาตให้เฉียดกลายบริเวณท้องพระโรง แม้กระทั่งเหล่าพระสนมและนางกำนัล
เป่ยจินมิได้ก้มศีรษะลงเพื่อทำความเคารพอีกฝ่ายทำเพียงย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ เช่นเดียวกับบุรุษข้างกายของนางที่ทำเพียงยืนนิ่งๆ
“กู้หลุนจินหรงกงจู่ ถวายพระพรฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงเพคะ” จ้าวจินเออร์เอ่ยออกมา
“จวินเทียนหลง ถวายพระพรฮ่องเต้แคว้นต้าเฉียงพะยะค่ะ” เมื่อคนรักเอ่ยเช่นนั้น จวินเทียนหลงจึงไม่รอช้าที่จะแสดงละครตามออกไป
“ไม่ต้องมากพิธีๆ คนกันเองทั้งนั้น ฮ่า ๆ ๆ” ต้าเฟยเฉิงตรัสออกมาเช่นนั้น ทั้งที่ภายในใจตอนนี้ ลอบปาดเหงื่อไปหลายครา ด้วยจวินเทียนหลงที่กำลังยืนอยู่ข้างกายของนางกำลังมองตรงมายังเขา ประหนึ่งว่า หากเจ้าทำให้นางขุ่นข้องใจแม้แต่ประโยคเดียว จะเกิดอันใดขึ้น
เหล่าขุนนางที่ได้เห็นท่าทีนั้นระหว่างบุคคลทั้งสามต่างกำลังคิดกันอยู่ภายในใจว่าทั้งสามคนมีความข้องเกี่ยวกันมากเพียงใด
เหตุใดฮ่องเต้ถึงสามารถเชิญองค์หญิงแคว้นจ้าวมาได้ เช่นนี้แล้วแผนการที่พวกเขาเรียกร้องจักสำเร็จหรือไม่
“สุขสบายดีหรือไม่พะยะค่ะองค์หญิงจ้าว ชินอ๋องจวินเทียนหลง” ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เพื่อทำลายบรรยากาศที่แสนจะเยือกเย็นที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงหลังจากที่บุคคลทั้งสองเดินเข้ามา
แต่หากยิ่งเป็นการดับเชื้อไฟในกองเพลิงให้มอดไหม้ลงไปอีก เมื่อชื่อหลังที่เอ่ยตามมา คือพระนามของชินอ๋องในดินแดนเหนือ จากแคว้นเฉียนที่ได้ชื่อว่าเป็นแคว้นที่มีเชื้อสายจากเผ่ามารสืบทอดกันมา
“คารวะองค์หญิงจ้าว คารวะชินอ๋องจวินเทียนหลงพะยะค่ะ” สิ้นเสียงความเงียบ เหล่าขุนนางที่ตระหนักได้กล่าวออกมา
และชินอ๋องผู้นี้ยังถือว่าเป็นตำนานของสามแผ่นดิน หากนำทัพด้วยตนเองเมื่อใด ศัตรูย่อมมิมีสิทธิ์ที่จะก้าวกลับหลัง ดั่งเช่นที่ ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้คนปัจจุบันเคยได้รับความร่วมมือในการแย่งชิงบัลลังก์จากชินอ๋องมาก่อน
นั้นยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำในเหล่าคนในแผ่นดินนี้ เชื่อมั่นว่าแคว้นเฉียนสืบสายเลือดมาจากเผ่ามาร จึงไร้พ่ายมาถึงทุกวันนี้ หากถามว่าเหตุใดแคว้นเฉียนจึงมิบุกรุกดินแดนอื่นแล้วละก็
ย่อมมีบันทึกไว้ว่า แคว้นอื่นย่อมมีการสืบสายเลือดบริสุทธิ์มาจากสวรรค์เช่นกัน นอกจากนั้นยังมีสัญญาลงนามที่บันทึกไว้ว่า แคว้นเฉียนจะไม่บุกรุกแคว้นใดก่อน เช่นนั้นแล้วจะเกิดไฟโลกาลุกขึ้นมาจากใต้ผืนพิภพและกลืนกลินแคว้นเฉียนไปทันที
ด้วยเหตุนี้จึงมิมีฮ่องเต้องค์ไหนกล้าทำสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนมาก่อน
“ย่อมถือว่าสุขกายและสบายใจดีเพคะ” จ้าวจินเออร์หันหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายและตอบกลับออกไปด้วยท่าทีสบายๆ มิได้มีความกังวลใจให้เหล่าขุนนางที่กำลังรอชมความสนุกได้สงสัย
“หากคู่หมั้นของกระหม่อมสุขทั้งกายและสบายใจ กระหม่อมย่อมสบายดีด้วยเช่นกันพะยะค่ะ แล้วฝ่าบาทเหล่า มีเหตุอันใดจึงเชิญคู่หมั้นกระหม่อมมาในวันนี้เช่นนั้นหรือ”
“อืม เช่นนั้นหรือ ข้าเพียงได้ยินข่าวคราวว่า องค์หญิงแคว้นจ้าวมาซุกซนที่แคว้นของข้า จึงอยากจะเชื้อเชิญมาร่วมสนทนาเพียงเท่านั้น แต่คาดมิถึงว่าจะมีชินอ๋องจากแคว้นเฉียนติดตามมาด้วยเช่นนี้ ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก”
ไม่ช้าขันที ก็นำเก้าอี้มาให้ทั้งสองได้นั่ง
“กระหม่อมย่อมต้องติดตามคู่หมาย จักปล่อยให้นางมาเที่ยวเล่นผู้เดียวก็เกรงว่าจะมีเหล่าแมลงมาเชยชมพะยะค่ะ”
“เป็นเกียรติจริงเชียวที่แคว้นต้าเฉียงของเรา ได้มีโอกาสต้อนรับเชื้อพระวงศ์คนสำคัญของทั้งสองแคว้นเช่นนี้ ฮ่า ๆ ๆ เช่นนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นย่อมถือว่าดีมากเชียว”
จ้าวจินเออร์และจวินเทียนหลงทำเพียงรับฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเล่นละครใส่เท่านั้น หาได้ตอบกลับไปไม่
นางกำลังรอให้การแสดงเริ่มขึ้นต่างหาก อยากจะรู้จริงเชียวว่าอีกฝ่ายจะจัดการแสดงเช่นไรให้นางได้ร่วมเล่น
“เอ่อ ฝ่าบาทพะยะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าการที่ให้สตรีเข้ามาในท้องพระโรงจักเป็นการมิเหมาะสมหรือไม่” เสนาบดีซูเอ่ยออกมา ยามเมื่อเห็นว่าความสนิทสนมกันระหว่างสามแคว้นเริ่มมีบางอย่างผิดปกติ
“อย่างไรกันท่านเสนาบดี ท้องพระโรงแห่งนี้เหตุใดสตรีจึงจะเข้ามามิได้กัน”