หานเซินหาจุดที่ไม่ชันมากเอาตะขอยึดไว้ก่อนใช้เชือกนิรภัยผูกตัวเองให้มั่นคง จากนั้นเตรียม ‘ดูมส์เดย์โซล’ และดึงลูกธนู ‘สวิฟต์โฟลว์’ ในกระบอกธนูออกมา เสียบเข้ากับสายแล้วเล็งไปที่สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขา
เด็กหนุ่มยิงธนูออกไปหลายดอก แต่ก็ไม่มีดอกไหนที่สร้างความเสียหายให้สัตว์อสูรได้เลย แถมยังมีธนูสองดอกพลาดไปโดนโอรสสวรรค์ที่กำลังดวลเดี่ยวกับสัตว์อสูรอยู่
แน่นอน ลูกธนูสวิฟต์โฟลว์ราคาถูกไม่มีผลอะไรกับโอรสสวรรค์ในร่างวิญญาณอสูรลิงยักษ์ เพราะลูกธนูเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์ฝึกซ้อม ต่อให้ยิงใส่อสูรกลายพันธุ์ตัวเล็ก ๆ ก็คงแทบไม่ระคายเคือง ซึ่งที่หานเซินทำแบบนี้เหตุผลเพียงแค่ต้องการทดสอบระยะและความรู้สึกในการยิง เพราะเขามีลูกธนูโลหะ Z เพียงดอกเดียว จึงจำเป็นต้องมั่นใจให้มากที่สุดก่อนที่จะใช้งานจริง
“ไอ้โง่! ยิงไม่เป็นก็อย่ายิงมั่ว ธนูห่วย ๆ ของแกมันไร้ประโยชน์!” โอรสสวรรค์ตะโกนด่ากลับมาด้วยความโกรธเมื่อถูกลูกธนูพลาดไปโดน
ขณะนั้นเอง ฉินเซวียนพุ่งขึ้นมาถึงยอดเขาและเข้าร่วมวงต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คนอื่น ๆ ที่ตามมาก็เริ่มยิงธนูจากระยะไกล ในขณะบางคนที่มีวิญญาณอสูรแปลงร่างก็กระโจนเข้าร่วมการต่อสู้บนยอดเขาด้วย
แม้ว่าอสูรกิ้งก่าจะใกล้สิ้นฤทธิ์ แต่พลังอันมหาศาลของมันยังคงเป็นอุปสรรค ขัดขวางไม่ให้โอรสสวรรค์และฉินเซวียนเข้าใกล้ได้ง่าย ๆ กรงเล็บและเขี้ยวอันทรงพลังของมันยังคงฟาดฟันไปทั่วอย่างน่าหวาดหวั่น
ทันใดนั้น โอรสสวรรค์ก็ถอดร่างแปลงออก ร่างลิงขนดำหายวับไป หานเซินสังเกตและนึกสงสัย… ‘เขาคิดจะทำอะไร? การแปลงร่างไม่น่าจะหมดเวลาเร็วขนาดนั้น’
ไม่ต้องให้สงสัยนานหานเซินก็ได้คำตอบ ยังไม่ทันที่เท้าจะแตะพื้น โอรสสวรรค์ก็เรียกดาบวิญญาณอสูรสีแดงโลหิตออกมาแล้วอาศัยจังหวะที่ร่างยังลอยอยู่บนอากาศ ฟันเข้าที่ปีกชุ่มเลือดของอสูรกิ้งก่าระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์อย่างแรง
ด้านฉินเซวียนก็ยกเลิกการแปลงร่างเช่นกัน เธอเรียกกริชวิญญาณอสูร ‘ผีเสื้อหัวใจพิษ’ ออกมา แล้วจ้วงแทงร่างของสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว
คนอื่น ๆ ที่ตามขึ้นมาถึงยอดเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นใช้อาวุธของตนเองเข้ารุมโจมตีสัตว์อสูรเช่นกัน
สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่อาการสาหัสอยู่แล้ว ถูกโอรสสวรรค์ฟันจนโคนปีกข้างหนึ่งเปิดเป็นแผลลึก เลือดไหลพุ่งออกมาราวกับน้ำพุ
ฉินเซวียนใช้โอกาสนี้แทงกริชพิษซ้ำเข้าที่ตัวของมันตรงส่วนใกล้หัวใจอีกครั้ง เพียงครึ่งนาทีต่อมาเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลก็เปลี่ยนเป็นสีดำเหมือนหมึก บ่งบอกว่าพิษร้ายเริ่มออกฤทธิ์
“สู้ให้เต็มที่ มันใกล้ตายแล้ว!” เสียงใครบางคนตะโกนอย่างมีความหวัง ทำให้ผู้คนที่อยู่บนยอดเขาเร่งโจมตีอย่างไม่ลดละ
หานเซินที่อยู่ต่ำลงมาเล็กน้อยเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดชัดเจน แท้จริงแล้วบรรดาผู้ติดตามของโอรสสวรรค์ล้วนมีฝีมือไม่ธรรมดา พวกเขากระโดดไปมาบนหน้าผาสูงชันได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนกำลังวิ่งอยู่บนพื้นราบ หากไม่มีคนเหล่านี้คอยกดดัน สัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์คงจะไม่ถูกโจมตีซ้ำ ๆ ได้ง่ายดายขนาดนี้
หานเซินบีบคันธนูดูมส์เดย์โซลในมือแน่น ไม่นานก็เปลี่ยนไปจดจ่อกับเจ้ากิ้งก่ายักษ์แทน
ขณะนี้ดูเหมือนสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ใกล้จะหมดแรงเต็มที เขาจะรอจังหวะเหมาะสมเพื่อใช้ลูกธนูโลหะ Z ในตอนสุดท้าย เด็กหนุ่มหวังได้เป็นคนลั่นสายธนูสังหารมัน! ซึ่งถ้าโชคดี เขาอาจได้วิญญาณอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ด้วย
เรื่องนี้ หานเซินรู้ดีว่า ถึงโอกาสสำเร็จจะมีอยู่น้อยนิดแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย แม้แต่โอรสสวรรค์เองก็ยังยอมเสี่ยงชีวิตปีนขึ้นมาเพื่อให้ได้เป็นคนสุดท้ายที่สังหารมัน
ด้วยความจริงของก็อดแซงก์ทัวรีที่ว่า คนที่ฆ่าได้จะเป็นผู้ได้รับวิญญาณอสูร และเป็นผู้เดียวที่จะรู้ว่าสัตว์อสูรตัวที่ฆ่าปลดปล่อยวิญญาณอสูรออกมาหรือไม่ ดังนั้นกฎของการล่าเป็นหมู่คณะจึงตั้งล้อตามความจริงที่กล่าวมานั่นคือ การโจมตีของใครปลิดชีพอสูรได้ในการล่า วิญญาณอสูรที่ตกจากอสูรตัวนั้น ๆ ให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของคนคนนั้นโดยปริยาย
ทันใดนั้น โอรสสวรรค์ก็ตวัดดาบเข้าฟันคอสัตว์อสูรอย่างแรงจนเกิดแผลลึกถึงกระดูก เลือดพุ่งออกมาเป็นสาย แม้จะอ่อนแอใกล้ตาย แต่การโจมตีนี้ก็ทำให้เจ้าอสูรกิ้งก่าบ้าคลั่งและเกิดแรงฮึดอีกครั้ง ปีกที่เต็มไปด้วยแผลกระพือพรึ่บอย่างรุนแรงบีบให้มนุษย์ทุกคนในระยะร้อยเมตรต้องถอยหนี มันพยายามบินขึ้นอย่างทุลักทุเลพร้อมทะยานไปข้างหน้าโดยมีทิศทางการหลบหนีอยู่ที่ยอดเขาฝั่งตรงข้าม
ทุกคนเห็นชัดเจนว่ามันใกล้สิ้นใจ เลือดสีดำคล้ำยังคงไหลออกมาจากร่างของมันไม่หยุด โอรสสวรรค์ไม่ปล่อยโอกาส เขาเรียกวิญญาณอสูรคันธนูและลูกธนูออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้ศรวิญญาณอสูรพุ่งทะลุปีกของกิ้งก่ายักษ์จนฉีกเป็นแนวยาวและขาดวิ่น การโจมตีล่าสุดทำให้มันไม่อาจต้านทานได้อีก ปีกที่ขาดเหมือนเรือใบที่ใบเรือขาดเหลือเพียงเสากระโดง ปีกไร้แรงต้านอากาศช่วยพยุงขยับต่อได้เพียงเล็กน้อยก่อนที่ร่างขนาดใหญ่จะร่วงตกจากฟ้าอย่างรวดเร็ว
การร่วงหล่นเกิดขึ้นเร็วมาก เร็วจนไม่มีใครยิงซ้ำได้ทัน
โอรสสวรรค์ยิ้มอย่างพอใจ เขามั่นใจว่าการโจมตีครั้งสุดท้ายของตัวเองได้ปิดฉากชีวิตอสูรเลือดศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นไปโดยสมบูรณ์แล้ว และตามกฎ วิญญาณอสูรย่อมต้องตกเป็นของเขา!
ทว่า…
ทันใดนั้น ลูกธนูโลหะ Z ก็พุ่งมาจากกลางอากาศ เสียบทะลุบาดแผลลึกที่คอของสัตว์อสูรจนจมมิด โอรสสวรรค์ชะงักไปด้วยความตกตะลึง เช่นเดียวกับทุกคนที่อยู่บนยอดเขา ต่างคนต่างหยุดนิ่งด้วยความงุนงง ขณะที่ร่างของสัตว์อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ตกลงไปกระแทกพื้นหินเบื้องล่างอย่างรุนแรง เลือดสาดกระจายเต็มพื้น อสูรระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์หน้าตาเหมือนกิ้งก่ายักษ์บินได้สิ้นใจตายในทันที
เสียงปริศนาดังขึ้นในหัวของหานเซิน
-- สังหารมังกรเกล็ดม่วงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์, ได้รับวิญญาณอสูร: ปีกมังกรเกล็ดม่วงเลือดศักดิ์สิทธิ์ --
-- หากกินเนื้อมังกรเกล็ดม่วงระดับเลือดศักดิ์สิทธิ์ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
ความตื่นเต้นยินดีแล่นผ่านร่างของเด็กหนุ่ม เขาแทบจะหลุดเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจ แต่ต้องรีบเก็บอาการเอาไว้แล้วแสร้งทำเป็นผิดหวังและหดหู่
ทุกสายตาบนยอดเขาจับจ้องมาที่เขา โดยเฉพาะโอรสสวรรค์ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความอำมหิตและอาฆาตแค้น ราวกับว่าถ้าฆ่าคนด้วยสายตาได้ก็คงฆ่าหานเซินให้ตายคาที่ทันทีไม่รีรอ
ถึงแม้กฎจะระบุว่า ใครสังหารสัตว์อสูรได้ก็จะได้รับวิญญาณอสูร แต่หานเซินตัดสินใจแน่วแน่ว่า ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะไม่ยอมรับเด็ดขาดว่าได้รับวิญญาณอสูรมา เพราะถ้าโอรสสวรรค์รู้ความจริงเข้าอีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยผ่านแน่ ถึงจะสะใจที่ชิงวิญญาณอสูรจากคนอำมหิตมาได้แต่หานเซินก็ยังไม่อยากตายตอนนี้
สำหรับคนอื่น ๆ เมื่อเห็นท่าทางเศร้าสลดของหานเซิน แม้จะยังคงนึกหงุดหงิดแต่อารมณ์และความรู้สึกตึงเครียดทั้งหลายก็ผ่อนคลายลงไปไม่น้อย
ผิดกับโอรสสวรรค์ หลังจากทุกคนลงจากเขา เขาก็พุ่งเข้ากระชากคอเสื้อของหานเซินอย่างแรงพร้อมจ้องมองด้วยสายตาคั่งแค้นแล้วกัดฟันถาม “บอกมาตามตรงนะ แกได้วิญญาณอสูรไปรึเปล่า?”
“ไม่ได้!” หานเซินจ้องตาอีกฝ่ายกลับอย่างไม่กลัว ปากตอบคำถามเสียงหนักแน่น
โอรสสวรรค์ยังคงไม่เชื่อเต็มร้อย เขาเงื้อหมัดเตรียมซัดหน้าหานเซินระบายโทสะ แต่ฉินเซวียนเข้ามาขวาง มือบางแต่แข็งแรงคว้าแขนข้างนั้นและยึดไว้
“โอรสสวรรค์ ตั้งสติหน่อย! คนของฉันไม่ได้ทำผิดอะไร และถึงเขาจะได้วิญญาณอสูรไป คุณก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้เขาคืนให้” ฉินเซวียนพูดเสียงเย็นชา
ตอนนี้หานเซินถือเป็นคนในอาณัติของเธอ ถ้าเธอยอมให้โอรสสวรรค์ทำร้ายเขาต่อหน้า บารมีของเธอในหมู่ลูกน้องจะลดน้อยลงแค่ไหน เธอเป็นระดับผู้บังคับบัญชา การจะใช้อำนาจต้องอาศัยบารมีควบคู่ ถ้าไม่น่าเชื่อถือ ไม่ได้รับความศรัทธาหรือไม่สมควรได้รับความไว้วางใจ ในอนาคตก็คงไม่อาจควบคุมใครได้อีก
โอรสสวรรค์จ้องมองหานเซินด้วยความโกรธอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างหงุดหงิดพร้อมสะบัดร่างอีกฝ่ายทิ้ง
หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่หันไปที่ร่างของมังกรเกล็ดม่วงปีกเงิน ดึงลูกธนูของหานเซินออกจากคอของมัน หักเป็นสองท่อนด้วยความเดือดดาล ก่อนจะขว้างมันลงพื้นอย่างแรง
.
.
.