มหาศึกสัตว์ซาตาน โกลาหลปฐพี

    ตอนที่ 39 น่าสะอิดสะเอียนชะมัด

    เหมียว! เหมียว! เหมียว! เหมียว! 

     

    นางส่งเสียงลากยาวใช้โทนเสียงโทนเดียวกัน และในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น วารุตก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่แหวกพงหญ้า ถ้าหากฟังจากเสียงย่ำเท้ามันน่าจะมีมากกว่าหนึ่งตัวอีกด้วย และสิ่งที่ปรากฏออกมามันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

     

    สัตว์สี่ขาตัวกระจ้อยโผล่กระโจนออกมาจากทุกทิศทุกทาง วิ่งทะลุมาทั้งต้นไม้กอหญ้า บางตัวก็กระโดดลงมาจากกิ่งไม้สูง บางตัวก็ถลามาพร้อมใบไม้แห้งเต็มตัว ปรากฏเห็นเป็นแมวป่าจำนวนห้าตัวด้วยกัน พวกมันวิ่งถลามาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของวิภาอย่างพอดิบพอดี

     

    สังเกตได้ไม่ยากเลยหนึ่งในห้าของกลุ่มแมวป่ามีสัตว์ซาตานอยู่หนึ่งตัว มันตัวใหญ่มากกว่ากลุ่มเพื่อนของมันสองถึงสามเท่า รูปร่างสง่างามลักษณะท่าทางแสดงออกถึงความมั่นใจเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้เป็นนาย มันเอาขนสีแดงเหลืองและใบหูแหลมตั้งเข้าไปคลอเคลียกับวิภาราวกับว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงขี้อ้อน

     

    “นี่คือสัตว์ซาตานประจำกายของข้า แมวป่า พวกมันจะพาเรากลับ” 

     

    วิภาเอ่ยขณะที่นางนั่งลงใช้มือลูบหัวเหล่าสัตว์เลี้ยงของนางทุกตัว

     

    สวนทางเจ้าของส่งเสียงข่มขู่ในลำคอ ฟ่อๆ วารุตต้องคอยเอาตัวเองขวางเอาไว้เพื่อไม่ให้มันกระโจนออกไปขย้ำเหล่าเจ้าแมวตัวน้อย

     

    “เอาล่ะ เรามาเริ่มตั้งขบวนกันเถอะ” 

     

    วิภาเริ่มแจกแจงหน้าที่ โดยไม่สนใจเสียงข่มขู่ในลำคอของเจ้าหมาป่า เพียงแค่นางผายมือออกไปข้างหน้า เหล่าแมวป่าทั้งห้าก็กระโจนไปตั้งแถวหน้ากระดานอย่างกับพวกมันรู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี แมวป่าแต่ละตัวยืนอยู่ในระยะห่างกันราว ๆ สองวา แน่นอนว่าเจ้าแมวป่าที่ตัวใหญ่ที่สุดมันย่อมยืนอยู่ตรงกลางระหว่างแมวตัวกระจ้อยทั้งสี่เพราะว่ามันเป็นผู้นำฝูง

     

    “แมวป่าพวกนี้ จะเป็นเสมือนผู้นำทางให้กับเรา มันจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและภัยอันตรายต่างๆ พวกมันจะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดเพื่อจะนำพาเราไปถึงจุดหมาย แม้เส้นทางอาจจะดูวกวนไปสักหน่อย แต่รับรองเลยว่าการเดินทางของพวกเราจะปลอดภัย”

     

    วารุตหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนว่าเขาจะนึกภาพตามสิ่งที่วิภาแจกแจงมาไม่ทัน

     

    “อธิบายง่ายๆ ก็คือ แมวป่าพวกนี้เป็นเสมือนเข็มทิศนำทาง เจ้าก็แค่วิ่งตามพวกมันไป พยายามอย่าตกขบวนเป็นอันขาด จะต้องเร่งฝีเท้าวิ่งไล่ตามพวกมันให้ทัน มิเช่นนั้นคนนอกอย่างเจ้าจะถูกทิ้งไว้กลางทาง”

     

    ถึงวารุตจะยังนึกภาพไม่ออก แต่เขาก็เข้าใจในสิ่งที่ตนจะต้องทำแล้ว  

     

    “แค่วิ่งตามให้ทันสินะขอรับ”

     

    วิภาพยักหน้ารับ

     

    “เดินทางไกลโพ้นขนาดนี้ เหตุไฉนพวกเราถึงไม่ใช้รถเกวียนกันนะ” 

     

    วารุตพึมพำออกมาอย่างนึกสงสัย โดยไม่คาดหวังคำตอบ

     

    แต่เหมือนเสียงอันแผ่วเบาของเขานั้น มันจะบังเอิญแว่วเข้าถึงหูของวิภาพอดี นางจึงตอบกลับวารุตด้วยท่าทางเชิดๆ ว่า


     

    “ไม่ว่าจะเป็นวัวหรือควายพวกมันต่างก็เป็นสัตว์ที่เชื่องช้าอืดอาด ไม่รวดเร็วทันใจข้า ข้าไม่ต้องการพึ่งพาพวกมันนักหรอก”

     

    ทันทีที่สิ้นสุดประโยชน์แมวป่าทั้งห้าก็เริ่มก้าวเท้าออกเดินเฉกเช่นเดียวกันกับวิภาในทันที โดยปล่อยให้วารุตยืนงงทำอะไรไม่ถูก ไม่นานพวกเขาก็วิ่งออกไปอย่างพร้อมเพรียงกัน

     

    “ตามมาให้ทันล่ะเจ้าหนู” 

     

    วิภาเปล่งเสียงไล่หลัง

     

    “เอะ! นี่เริ่มกันเลยเหรอ เดี๋ยวก่อนนะ รอข้าด้วยสิขอรับ” 

     

    วารุตตะกุกตะกัก จู่ ๆ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

     

    “ไปกันเถอะเจ้าขวาน กลับไปหาพ่อและแม่ของข้า กลับไปยังเมืองของพวกเรากัน” 

     

    หมาป่าสีเทาส่งเสียงเห่าหอนรับอย่างร่าเริง เมื่อมันเห็นรอยยิ้มแย้มบนใบหน้าของวารุต และทั้งคู่ก็ออกวิ่งพร้อมๆ กันไล่ตามแผ่นหลังที่เห็นเพียงริบหรี่ของวิภาไป

    ในขณะเดียวกัน บนฟากฟ้าที่พึ่งจะจากกันไปได้ไม่นาน พญาอีกายังคงลอยล่องอยู่ท่ามกลางท้องนภา ชายผ้าคลุมคิดไม่ตกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาคอยกวนใจเขา สีหน้าฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดของเขาปรากฏขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด จู่ ๆ เขาก็สบถถ้อยคำออกมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์

     

    “แค่ทำตามหนังสือพรรค์นั้น  --  แล้วได้มา อย่างงั้นเหรอ โชคชะตางั้นเหรอ น่าสะอิดสะเอียนชะมัด”

    เหล่าประชากรจำนวนมากถูกสั่งให้อพยพไปยังพื้นที่ที่ทางการจัดเตรียมเอาไว้ให้ ทั่วทุกระเบียบนิ้วเต็มไปด้วยผู้คนอุ่นหนาฝาคั่ง พวกเขาจำต้องอาศัยร่มไม้หรือกระท่อมหลังเล็กๆ เป็นที่ซุกหัวนอนกับภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติ 

     

    ความขัดแย้งระหว่างแคว้นเกษพลกับกองโจรสวรรค์ทมิฬดูท่าว่าคงจะไม่ยุติลงง่ายๆ ด้วยการคลี่คลายสถานการณ์ที่ล่าช้านี้ จึงมีเหล่าพสกนิกรจำนวนไม่น้อยเริ่มจะเคลือบแคลงสงสัยในความสามารถของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

     

    องค์รัชทายาทที่พึ่งเข้ารับพิธีราชาภิเษกได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์เมื่อห้าเดือนก่อน บัดนี้จะถูกกลุ่มกองโจรไร้นามเข้ายึดอำนาจและกวาดล้างทุกสิ่ง ความตื่นตระหนกของเหล่าผู้คนบ่งชี้ไปทิศทางนั้น

     

    แต่ทว่ามันกลับเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับบุคคลที่เป็นดั่งหัวเรือใหญ่ กษัตริย์สหทัศน์ไม่ได้คิดว่าตนเดินหมากผิดพลาด การป้องกันทุกชีวิตถือเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ การล่าถอยเพื่อรักษากำลังรบไม่ใช่การยอมแพ้ สถานการณ์ที่เป็นอยู่เขาไม่ได้ยอมจำนน เพียงแต่เขายังไม่ตอบโต้พวกมันต่างหาก