ข้านี่แหละเทพ

    ตอนที่ 36 หลอมเขี้ยวหมาป่า


    เมื่อทั้งหมดเดินมาถึงอาคารที่ใช้ผ่าหินหยกนั้น ท้องฟ้าบริเวณนั้นต่างมืดครึ้ม กลุ่มพลังงานพวยพุ่งก่อเกิดเป็นปรากฏการณ์ต่างๆออกมา เจ้าเมืองเห็นดังนั้น จึงได้จัดการวางค่ายกลวิเศษไว้โดยรอบไห้อีกชั้นหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดจากปรากฏการณ์ต่างๆที่แสดงออกมา


    ค่ายกลวิเศษนี้ สามารถพรางตา และกักเก็บพลังงานที่แปรปรวนต่างๆ ไว้ยังภายในค่ายกล ไม่ไห้เล็ดลอดออกไปภายนอกได้ เมื่อเสร็จแล้วจึงได้ตามพวกเด็กๆเข้าไปยังด้านในอาคาร


    ด้านในนั้น เนื่องจากเริ่มที่จะผ่าหินสำเสร็จบ้างแล้ว การที่ของวิเศษฟ้าดินจะออกมาสู่โลกภายนอกนั้น มักจะมีปรากฏการณ์ต่างๆเกิดขึ้นเสมอ จึงทำไห้ภายในอาคารนั้น เต็มไปด้วยความแปรปรวนต่างๆ ทั้งพลังงานและแสงสี


    ตอนนี้ หินก้อนแรกผ่าออกมาได้สำเร็จแล้ว นายช่างจึงนำของวิเศษที่ผ่าได้มายังโต๊ะของผู้ประเมินด้านข้าง เพื่อจดบันทึก และเก็บรวบรวมไว้ด้วยกัน เพียงหินก้อนแรกที่ผ่าออกมาก็นับเป็นของวิเศษหายากชนิดหนึ่ง เรียกว่าหยกแก่นโลหิตมาร 


    หยกแก่นโลหิตมารชนิดนี้ นับเป็นของวิเศษหายากที่แดนมารแห่งนี้ต่างถวิลหา เมื่อทำการดูดกลืนหินวิเศษนี้เข้าไป มันจะช่วยยกระดับพลังทางสายเลือดของผู้ดูดกลืน ต้องบอกก่อนว่า เหล่าเชื้อสารมารเหล่านี้นั้น พวกเขาจะสืบทอดพลังวิเศษทางสายเลือด ยิ่งผู้ไดมีสายเลือดที่แข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่ ลูกหลานของพวกเขา ก็จะได้รับพลังวิเศษสายเลือดนั้นๆไปด้วย


    จึงทำไห้พวกเขาต้องแสวงหาสิ่งของ ที่จะสามารถพัฒนาสายเลือดของพวกเขา เพื่อที่จะทำไห้ตระกูลและลูกหลานของพวกเขาแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไป


    จินต้าฉยงเห็นแก่นโลหิตมารเม็ดนี้ก็ใจเต้นรัว สมบัติวิเศษชิ้นนี้ช่างน่าดึงดูดใจยิ่งนัก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่สามารถแสดงความโลภออกมาได้ เนื่องจากของวิเศษเหล่านี้ ต่างก็เป็นขององค์ชายและลูกสาวของเขา


    ทั้งหมดยืนดูการผ่าหินอีกสักพัก ท่านเจ้าเมืองจึงได้เดินสำรวจโดยรอบอีกครั้งเพื่อความเรียบร้อย เขาสำรวจเพื่อความแน่ใจว่าจะไม่มีพลังงานไดๆเล็ดลอดออกไปภายนอก เพื่อเป็นที่จะไม่ไห้เป็นที่สนใจจากผู้คน เขาเสริมความแข็งแกร่งของค่ายกลวิเศษอีกหนึ่งครั้ง 


    จากนั้นจึงบอกไห้พวกเด็กๆต่างเข้าไปพักผ่อน แล้วเรียกตัวจินเข่ออี๋มาพูดคุยเป็นการส่วนตัว ก่อนจากกับอี้เหรินเฟิ่งได้พูดคุยกับอี้เหรินเฟิ่ง ว่าไห้เขานั้นได้พักอยู่ในจวนได้ตามสบาย เขาจะยกเรือนหลังนั้นไห้เป็นของอี้เหรินเฟิ่งโดยเฉพาะ และเนื่องจากว่าการผ่าหินนั้นต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่าหมด อี้เหรินเฟิ่งจึงตอบตกลงและกล่าวของคุณท่านเจ้าเมืองไป


    เมื่ออี้เหรินเฟิ่งได้เข้าไปยังที่พักแล้ว จินเข่ออี๋จึงได้เข้าไปพบกับเจ้าเมืองยังห้องหนังสือของจินต้าฉยง ทั้งสองจึงได้เริ่มพูดคุยกัน


    "เข่ออี๋ เจ้ารู้จักกับคุณชายเฟิ่งได้เช่นไร"


    "ข้าเจอเขาที่บ่อนของข้าเจ้าค่ำ เขาเล่นจนได้กำไรไปหลายร้อยล้านผลึกวิญญาณ ข้าจึงไปเชิญเขาออกจากร้าน"


    "ก่อนจะออกจากบ่อน ข้าได้ไห้เขาเข้าไปเลือกสมบัติ ข้าจึงได้พบว่าเขานั้นมีสัตว์วิเศษ คางคกทองคำสามขา ข้าจึงได้รู้สาเหตุที่ทำไห้เขาทำเงินได้อย่างมหาศาล"


    "จากนั้นข้าจึงได้ทำการค้ากับเขาตามที่ท่านพ่อได้เห็นเจ้าค่ะ"


    "เขาได้เล่าความเป็นมาของเขาไห้เจ้าได้รับฟังหรือไม่"


    "เขาได้เล่าไห้ข้าฟังเจ้าค่ะ เขาบอกว่า เขาได้ออกจากบ้านมาฝึกฝนเจ้าค่ะ เขามาจากเมืองหลวง บิดาของเขาได้นำเขานั้นไปทิ้งไว้กลางป่า"


    "แล้วไห้เขาอยู่ฝึกฝนด้วยตัวเองจนอายุครบ 15 ปีค่อยกลับบ้านเจ้าค่ะ"


    "เป็นเช่นนั้นเองหรอกหรือ"เนื่องจากจินต้าฉยงก็ไม่ได้ทราบข่าวไดๆจากเมืองหลวง เขาจึงไม่ทราบว่าอี้เหรินเฟิ่งนั้นได้ออกมาฝึกฝนด้านนอกหลายปีแล้ว


    "ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ดูแลต้อนรับเขาไห้ดีๆหล่ะ ดูแล้วเขาน่าจะเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในดินแดนมารนี้ ในภายภายหน้าจะต้องได้ขึ้นเป็นใหญ่เป็นแน่แท้ หากว่าเจ้าสามารถมัดใจเขาได้หละก็นะ ไห้เจ้ารีบจัดการเขาได้เลย"จินต้าฉยงยิ้มเจ้าเล่ห์


    จินเข่ออี๋ได้ยินพ่อเขาพูดอย่างนั้น ใบหน้าก็ร้อนผ่าวหูแดงเถือกในทันที


    "ท่านพ่อพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เขายังเด็กอยู่นะ" จากนั้นนางก็วิ่งหนีออกไปทันที


    อี้เหรินเฟิ่งและจินฉานนั้น เมื่อทั้งสองกลับมาถึงเรือนที่พัก ก็พูดคุยกันสักพัก จากนั้นจึงได้แยกย้ายกันฝึกฝนทันได ก่อนหน้านี้ อี้เหรินเฟิ่งผ่าหินหยกได้ของวิเศษมาจากจินซานฟู่กุ้ย ยังไม่ได้ดูดซับเลย เขาจึงจะทำการดูซับของวิเศษทั้งหลายในรวดเดียว


    เนื่องจากที่นี่นั้นเป็นจวนเจ้าเมือง เรื่องความปลอดภัยจึงไม่ต้องเป็นกังวล เขาจึงสามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจ ใช้เวลาสามวันกว่าจะดูดซับของวิเศษที่ได้มาก่อนหน้านี้ได้ทั้งหมด อี้เหรินเฟิ่งเดินออกมาจากห้องพักด้วยความสดชื่น 


    พลังงานอัดแน่นเต็มเปี่ยมตอนนี้ วิญญาณธาตุน้ำแข็งของเขาเริ่มมีสติปัญญาแล้ว มันทำไห้เขานั้นสามารถแสดงวิชา เคล็ดหมื่นบุบผาเหมันต์ได้อย่างสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ตอนนี้เขามีทั้งวิญญาณเพลิง และวิญญาณน้ำแข็งที่มีสติปัญญาไว้ในครอบครอง ทำไห้พลังงานภายในร่างกายนั้น ก่อเกิดไม่หมดสิ้น


    อี้เหรินเฟิ่งตอนนี้นั้น นับได้ว่าเกิดการพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก หลังจากออกมาจากการเก็บตัวนั้น อี้เหรินเฟิ่งได้เดินไปยังห้องอาหารเพื่ออาอะไรทาน แล้วก็ได้มาเจอจินเข่ออี๋ที่นั้น ทั้งสองเมื่อทานอาหารเสร็จจึงได้พากันไปยังอาคารผ่าหินวิเศษ


    บัดนี้นั้น การผ่าหินเป็นไปอย่างราบรื่น พวกนายช่างทำงานทั้งวันทั้งคืนจนตอนนี้นั้น ผ่าเสร็จไปกว่าห้าสิบก้อนแล้ว อี้เหรินเฟิ่งเข้าไปตรวจดูรายการของวิเศษที่จดไว้ พบว่าทุกชิ้นล้วนเป็นของวิเศษหายาก ซึ่งถ้าเกิดได้ออกไปสู่ตลาดภายนอกนั้น รับรองว่าจะต้องสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองแน่นอน


    อี้เหรินเฟิ่งหมายตาไว้แล้วหลายชิ้น ซึ่งของวิเศษที่เขาหมายตาไว้นั้น ล้วนจำเป็นต่อการบ่มเพาะของเขาทั้งสิ้น เมื่อสำรวจเสร็จสิ้น เขาก็ได้ขอไห้จินเข่ออี๋นั้น พาเขาไปยังร้านหลอมอาวุธที่มีชื่อเสียงภายในเมือง


    เขาต้องการนำเขี้ยวหมาป่าไปหลอมทำอาวุธวิเศษเพื่อใช้งาน ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าจะเก็บไว้นำไปหลอมที่เมืองหลวงเนื่องจากไม่มีเงิน แต่บัดนี้นั้น สองกระเป๋าเต็มไปด้วยเหรียญทอง เขาจึงต้องการอาวุธวิเศษคู่กายไว้ใช้งาน 


    จินเข่ออี๋ได้พาอี้เหรินเฟิ่งมายังโรงหลอมแห่งหนึ่ง ชื่อว่าหอกระบี่มาร ที่นี่มีปรมาจารย์นักหลอมเป็นเจ้าของหอ ว่ากันว่าอาวุธวิเศษแต่ละชิ้นที่เขาตีขึ้นนั้น จะมีวิญญาณอาวุธสถิตอยู่ภายใน


    อี้เหรินเฟิ่งได้ทำการว่าจ้างไห้หอกระบี่มารแห่งนี้ หลอมเขี้ยวหมาป่าของเขาไห้เป็นดาบยาวเล่มหนึ่ง เขาได้มอบของวิเศษต่างๆอีกมากมายที่จำเป็นในการหลอมไห้กับหอกระบี่มารแห่งนี้ เพื่อใช้ในการหลอมอาวุธวิเศษเล่มนี้ เขาทุ่มไม่อั้นเลยทีเดียว


    ผู้ดูแลได้ยื่นเรื่องไปยังเจ้าของหอ พร้อมกับนำของวิเศษต่างๆพร้อมกับเขี้ยวหมาป่าไปไห้เจ้าของหอได้ตัดสินใจ สักพักผู้ดูแลก็ได้กลับมาพร้อมกับคำกล่าวของเจ้าของหอ


    "ท่านเจ้าของหอตกลงรับงานชิ้นนี้แล้ว เขาจะเป็นผู้หลอมดาบเล่มนี้ด้วยตัวเอง ค่าใช้จ่ายในการหลอมดาบเล่มนี้ จะอยู่ที่สองร้อยล้านผลึกวิญญาณ"


    "เนื่องจากเขี้ยวหมาป่าชิ้นนี้ เป็นเขี้ยวหมาป่าของสัตว์อสูรระดับแปด ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุดิบระดับสูง จำต้องใช้เวลาในการตีหลอมยาวนาน"


    "ท่านเจ้าหอคาดว่า จะใช้เวลาในการหลอมประมาณหกเดือน หากทุกท่านไม่ขัดข้อง ข้าจะร่างสัญญาซื้อขาย พร้อมกับเก็บมัดจำ หนึ่งร้อยล้านผลึกวิญญาณ"


    "คุณชายคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง"


    "ข้าตกลง เชิญท่านร่างสัญญาได้เลย" 


    จากนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็ได้มอบแหวนเก็บของใบหนึ่งออกไปให้กับผู้ดูแล ด้านในนั้น บรรจุไปด้วยหินวิญญาณหนึ่งร้อยล้านก้อน พร้อมกับหันไปหาจินเข่ออี๋แล้วกล่าวกับเขาว่า


    "ข้าคงต้องพักอยู่ที่บ้านของเจ้าต่ออีกสักระยะแล้วหละ"


    "เจ้าจะอยู่ตลอดไปก็ได้นะ"จินเข่ออี๋ตอบกลับไปพร้อมกับสองแก้มอันแดงซ่าน 


     


    คล้ายกับเรื่องข้านี่แหละเทพ ที่คุณอ่าน