บทที่ 43: เมืองระฟ้า
ประกายความสนใจในดวงตาของหลิงเซียวสว่างวาบขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจะกลับสู่ความสงบนิ่งเช่นเดิม "นิกายกระบี่คราม...น่าสนใจ"
เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การเดินทางที่เหลือก็กลายเป็นเรื่องง่ายดาย หลิงเซียวตัดสินใจเดินทางร่วมไปกับขบวนสินค้าของฟางซานต่อ แม้มันจะช้ากว่าการเดินทางคนเดียว แต่ก็ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องจุกจิก และสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในรถม้าไปกับการทำความเข้าใจเพลงกระบี่อสูรพันคมและเจตจำนงกระบี่สังหารที่เพิ่งได้รับมาได้อย่างเต็มที่
ตลอดสิบกว่าวันที่เหลือของการเดินทาง ไม่มีโจรป่าหรือสัตว์อสูรกลุ่มไหนกล้าเข้าใกล้ขบวนสินค้าอีกเลย กลิ่นอายจางๆ ของการสังหารหมู่ที่ติดอยู่บนตัวหลิงเซียวนั้นเป็นเครื่องป้องปรามที่ดีที่สุด ทำให้ฟางซานและคนของเขายิ่งเพิ่มความเคารพยำเกรงต่อเด็กหนุ่มผมเงินผู้นี้มากขึ้นไปอีก
จนกระทั่งในเช้าของวันที่สิบเอ็ด...
"นายท่าน! มองไปทางนั้นขอรับ! นั่นคือเมืองระฟ้า!" เสียงตื่นเต้นของฟางซานดังขึ้นปลุกหลิงเซียวจากการทำสมาธิ
หลิงเซียวเปิดม่านหน้าต่างรถม้าออกไป และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้แม้แต่เขาผู้มีจิตวิญญาณจากต่างโลกยังต้องรู้สึกทึ่ง
ณ สุดขอบฟ้าอันไกลโพ้น มีภูเขาลูกมหึมาตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว มันสูงใหญ่เสียจนยอดของมันจมหายเข้าไปในหมู่เมฆที่ลอยอ้อยอิ่ง และที่น่าตกตะลึงที่สุดก็คือ เมืองทั้งเมืองถูกสร้างขึ้นบนภูเขาลูกนั้น!
อาคารบ้านเรือนและปราสาทราชวังที่งดงามถูกสร้างลดหลั่นกันไปตามความสูงของไหล่เขา สะพานหยกขาวยาวเหยียดทอดข้ามหุบเหวลึก น้ำตกนับสิบสายไหลทะลักลงมาจากหน้าผาสูงชัน เกิดเป็นม่านน้ำสีเงินที่ส่องประกายระยิบระยับยามต้องแสงตะวัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเกาะลอยฟ้าขนาดเล็กใหญ่หลายแห่งลอยอยู่รอบยอดเขาหลัก เชื่อมต่อกันด้วยสะพานแสงสีรุ้งจางๆ เป็นภาพที่ราวกับดินแดนของทวยเทพ!
ยิ่งเข้าใกล้ ความยิ่งใหญ่นั้นก็ยิ่งกดดัน ประตูเมืองคืออุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เจาะทะลวงเข้าไปในฐานของภูเขาทั้งลูก ทหารยามที่ยืนเฝ้าประตูทุกคนสวมเกราะสีครามของนิกายกระบี่คราม และทุกคนล้วนมีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสูงสุด! นี่คือพลังที่สามารถเป็นผู้นำตระกูลเล็กๆ ในเมืองชายป่าได้แล้ว แต่ที่นี่กลับเป็นเพียงทหารเฝ้าประตูธรรมดา!
สายตาของเขากำลังกวาดสำรวจและวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว "พลังลมปราณหนาแน่นกว่าในป่าวิญญาณอย่างน้อยห้าเท่า...ค่ายกลป้องกันเมืองที่มองไม่เห็นนี้แข็งแกร่งมาก อย่างน้อยต้องเป็นยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำจึงจะพอมีหวังทำลายได้...สมแล้วที่เป็นเมืองที่อยู่ใต้การปกครองโดยตรงของนิกายอันดับหนึ่ง"
หลังจากจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมือง ขบวนสินค้าก็ได้เคลื่อนตัวเข้าสู่ภายในเมือง
ภาพความเจริญรุ่งเรืองปรากฏขึ้นเต็มสายตา ถนนกว้างขวางปูด้วยหินอ่อนขัดมันจนขึ้นเงา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าและหอสุราที่หรูหราโอ่อ่า และบนท้องฟ้า ก็มีเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เหยียบกระบี่บินหรือขี่สัตว์อสูรบินได้เคลื่อนที่ผ่านไปมาอย่างอิสระ ยอดฝีมือขอบเขตสร้างแก่นแท้ที่หาได้ยากยิ่งในเมืองก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับพบเห็นได้ทั่วไปราวกับผักปลาในตลาด!
เมื่อเดินทางมาถึงใจกลางเมือง ฟางซานก็โค้งคำนับให้หลิงเซียวเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความเคารพอย่างสูงสุด "นายท่าน ขบวนของเราต้องแยกไปทางย่านการค้าแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา หากท่านมีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้ในเมืองแห่งนี้ โปรดส่งข่าวมาที่สมาคมการค้าไป๋ซานได้ทุกเมื่อ"
"ข้าเข้าใจแล้ว" หลิงเซียวพยักหน้ารับ ก่อนจะก้าวลงจากรถม้า
เขายืนอยู่เพียงลำพังกลางจัตุรัสที่พลุกพล่านที่สุดของเมืองระฟ้า เสียงจอแจของผู้คนและกลิ่นอายอันทรงพลังของยอดฝีมือนับไม่ถ้วนถาโถมเข้าใส่เขาจากทุกทิศทาง
ที่นี่คือเวทีที่ใหญ่กว่าเดิม...คือจุดเริ่มต้นบทใหม่ของการเดินทาง
ดวงตาสีม่วงของหลิงเซียวทอประกายคมกริบ ความท้าทายและความทะเยอทะยานในใจของเขากำลังลุกโชนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน