จอมหมัดราชันย์

    ตอนที่ 10 ฟ้าหลังพายุฝน

    ตอนที่ 10 ฟ้าหลังพายุฝน
    วันเวลายังคงเดินหน้าต่อไป แม้เนี่ยฟงจะไม่ล่วงรู้ถึงกาลเวลาที่ผ่าน ได้แต่นอนนิ่งรอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาอย่างต่อเนื่อง เลือดที่ไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด หลั่งรินไม่ขาดสาย เกิดเป็นแอ่งเลือดที่ย้อมสีเสื้อจนแดงฉาน “แค่กๆ !!” เสียงกระไอแอมของเนี่ยฟงดังสนั่น เลือดพุ่งออกมาจากปากจนชโลมไปทั่วทั้งใบหน้า ดวงตาของเขาเหม่อลอยเหม่อมองม่านเมฆที่สูงชัน ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งสองชาติภพ แล่นผ่านเข้ามาในห้วงความทรงจำ จากชายผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตชาติของกล้า จนถึงเนี่ยฟงคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นขยะของตระกูล “สะใจแล้วซินะสวรรค์! จะต้องให้ข้าตายอีกกี่ภพกี่ชาติ ถึงจะสาแก่ใจของพวกเจ้า เอาซิ...เอาเลย! ชาติก่อนให้ข้าเป็นนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ ชาตินี้ให้ข้ามาอยู่ในร่างของเศษขยะหนอนหนังสือของตระกูล จะให้ข้าไปเกิดเป็นอะไรอีกก็จัดมาเลย ข้าพร้อมแล้ว!!” เนี่ยฟงด่าทอออกไปด้วยเสียงที่ดังลั่น เขาเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง แต่แล้วดวงตาของเขาก็เบิกโพลงกว้าง จนแทบจะถลนออกจากเบ้า ราวกับนึกถึงบางสิ่งบางอย่างออก ก่อนจะรวบรวมพลังพลิกร่างกายด้วยความเจ็บปวด แล้วคลานไปยังกอหญ้ากอหนึ่งที่เขาปกปิดมันเอาไว้ มันคือกอหญ้าที่มีต้นหญ้าทลายฟ้า พืชที่มีพิษรุนแรงที่สุดในโลกใบนี้“อย่างน้อยความเป็นหนอนหนังสือของเจ้าก็มีประโยชน์อยู่บ้าง” เนี่ยฟงบ่นพึมพำขณะที่กำลังคืบคลานไปกับพื้น อย่างยากลำบากเกิดเป็นรอยเลือดสายทางยาว จนมาถึงที่กอหญ้าพร้อมกับเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วง ใบหน้าของเนี่ยฟงแสดงออกถึงความเจ็บปวดถึงขีดสุด เขารีบแหวกกอหญ้าอย่างรวดเร็ว จนพบหญ้าทลายฟ้าแล้วถอนมันออกมาทั้งต้นทันที“พิษต้านพิษซินะ หากมันได้ผลบางทีข้าอาจจะรอด แต่ถ้ามันไม่เป็นดังที่คาดหวัง...อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป” เนี่ยฟงยัดหญ้าทลายฟ้าทั้งต้นเข้าไปในปากทันที ก่อนจะบรรจงเคี้ยวมันอย่างช้าๆ อย่างกับว่าเอร็ดอร่อย ก่อนจะกลืนมันเข้าไปในลำคออย่างยากลำบาก พร้อมกับทุบลงบนหน้าอกสองสามครั้ง ทันใดนั้นดวงตาของเนี่ยฟงก็สั่นไหวอย่างรุนแรง พิษของหญ้าทลายฟ้าออกฤทธิ์เร็วดุจสายฟ้าฟาด ใบหน้าของเนี่ยฟงบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด กระอักเลือดออกมาไม่หยุดหย่อน “อ๊ากกก!!! อ๊ากกกกก!!!! อ๊ากกกกกก!!!!!!!!” เนี่ยฟงร้องดังสนั่นราวกับสุกรถูกเชือด ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ดไม่ขาดสาย ดวงตาทั้งสองข้างเหลือกขึ้นข้างบนจนไม่ปรากฏตาดำให้เห็น เส้นเลือดปูดพองปรากฏไปทั่วทั้งเรือนร่าง เสียงกระดูกภายในร่างดังลั่นราวกับถูกบดขยี้ เส้นเอ็นเส้นชีพจรภายในร่างถูกฉีกกระชากซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนร่างกายของเนี่ยฟงบิดงอจนเสียรูปร่าง สั่นสะท้านอย่างรุนแรง นับเป็นความเจ็บปวดที่ไม่สามารถบรรยายได้ ซึ่งล้วนแต่ทรมานเกินขีดจำกัดของมนุษย์จะรับไหว สภาพของเนี่ยฟงเวลานี้ไม่ต่างอะไรจากตายทั้งเป็น หากมีผู้ใดมาพบเห็นคงได้วิ่งหนีหางจุกก้นด้วยความหวาดกลัว นึกว่าพบเห็นกับภูตผีปีศาจกาลเวลายังคงผ่านไปอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องของเนี่ยฟงยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหวเขาก็จะสลบไปทันที พร้อมกับเสียงร้องที่เงียบลง เมื่อยามที่เนี่ยฟงตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็จะส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด วนเวียนเช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่องไม่จบไม่สิ้นณ ที่ขอบหน้าผาด้านหลังตระกูลเนี่ยในเวลาดึกสงัด เหล่าสานุศิษย์มากมายต่างมายืนจ้องมองที่ขอบหน้าผาไร้ก้น โดยมีเนี่ยตี้และเทียนเหมินยืนที่ขอบหน้าผา จับจ้องไปยังม่านเมฆที่หนาทึบ หลังจากที่เนี่ยฟงและหลิงเอ๋อตกลงไปในหน้าผา ก็ผ่านมาถึงห้าวันห้าคืนแล้ว“พี่ตี้ พี่เทียนเหมิน พวกท่านได้ยินเสียงประหลาดหรือไม่ เมื่อสามวันก่อนข้ามาหาสมุนไพร ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ ที่ผานี้ นั้นไงมีเสียงอีกแล้ว!! ท่านลองฟังดูดีๆ ซิ!!” “วู้~~วู้~~!!!” “เหลวไหล! ไร้สาระสิ้นดี! แทนที่พวกเจ้าจะเอาเวลาไปฝึกฝน กลับเรียกข้ามาเพื่อฟังเสียงลม เสียงฝนหรือยังไง อีกสิบวันจะถึงวันคัดสรรศิษย์เพื่อเข้าพรรคมังกรฟ้า พวกเจ้ายังมีเวลามาเหลวไหลเช่นนี้ หรือพวกเจ้าอยากให้ข้ารายงานผู้อาวุโสให้ลงโทษหรือไงกัน” เนี้ยตี้ดุด่าเหล่าศิษย์เสียงดังสนั่น ก่อนจะโบกสะบัดชายเสื้อแล้วเดินจากไป เมื่อเทียนเหมินเห็นดังก็เหลือบมองที่หน้าผาหนึ่งครั้ง ก่อนจะวิ่งตามเนี่ยตี้ไปติดๆ เมื่อเหล่าสานุศิษย์เห็นเนี้ยตี้และเทียนเหมินเดินจากไป พวกมันรีบแยกย้ายไปฝึกฝนทันที เกรงว่าเนี้ยตี้จะรายงานผู้อาวุโส “พี่ตี้...หรือจะเป็นเสียงดวงวิญญาณของเจ้าขยะเนี่ยฟง” “หุบปากซะ!! ปากของเจ้านี้ไม่เคยจะสร้างสรรค์เลยหรือไง มันเป็นเสียงของลมที่พัดผ่านช่องแคบของหน้าผาเท่านั้น ข้าได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ที่หลังอย่าตามข้ามาฟังเรื่องเหลวไหลเช่นนี้อีก จำไว้!!” หลังจากทุกผู้ทุกคนได้เดินจากไป ก็ปรากฏร่างของหญิงสาวสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหญิงสาวผู้หนึ่งที่งดงามดั่งบุปผา สายลมที่โบกพัดเสื้อผ้า ทำให้เห็นรูปร่างทรวงทรงที่เด่นชัด ดวงตาที่เป็นประกายดั่งหมู่ดาวจดจ้องไปเหวลึกไร้ก้น นางคือจิวจางลี่พร้อมกับศิษย์พี่ร่วมสำนักที่กำลังยืนทอดถอนลมหายใจ เสียดายกับการจากไปของเนี่ยฟง “น้องจางลี่ เจ้าเสียดายชายผู้นั้นรึ?” “ขอบอกตามตรงข้าเสียดายยิ่งนัก ตั้งแต่ข้าเกิดมาข้าไม่เคยพบเคยเจอชายใดที่มีหน้าตาหล่อเหลาและงดงามเฉกเช่นเขา ต่อให้บุรุษทั้งเมืองหรือแม้แต่จักรวรรดิตงเปียน ก็ไม่อาจเทียบเคียงได้ และยิ่งเป็นชายพิการไร้ซึ่งพลังลมปราณยิ่งง่ายดายแก่การควบคุม ท่านลองคิดดูว่าบรรดาหญิงสาวต้องรู้สึกอิจฉาข้ามากเพียงใด ข้าเสียดายจริงๆ” “เหอะ! เจ้าก็เพียงอยากได้บริวารชายเพิ่มเท่านั้น ถึงขนาดยอมเปลื้องผ้าต่อหน้าฝูงชน แผนการของเจ้าเกือบจะสมบูรณ์แบบ แต่กลับถูกขัดขวางโดยสุนัขสองตัว น่าเสียดายจริงๆ แต่ถึงจะว่าไป เจ้าเนี้ยตี้ก็แลดูมีใจชื่นชอบเจ้า ถึงแม้มันจะไม่ได้หล่อเหลาเทียบเท่ากับเนี่ยฟง แต่ก็ถือว่าหน้าตาหล่อเหลา เจ้าไม่ลองพิจารณาสุนัขผู้นั้นหน่อยหรือไงกัน” “ข้าจะเก็บมันไว้พิจารณา พวกเราไปเถอะ” หญิงสาวทั้งสองจากไปในความมืดมิด เหลือทิ้งไว้เพียงหน้าผาที่ว่างเปล่า เสียงหวีดหวิวของสายลมยังคงดังอย่างต่อเนื่อง หรือเสียงที่พวกเขาได้ยินจะเป็นเพียงเสียงของสายลมจริงๆ ภายใต้ม่านหมอกที่หนาทึบ ร่างของเนี่ยฟงนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว ใบหน้าของเขาจมแอ่งเลือดที่เจิ่งนองอยู่บนพื้น และยังปรากฏคราบเลือดอีกหลายแห่งที่แห้งกังไปกับพื้น ทันใดนั้นใบหน้าของเนี่ยฟงก็ยกขึ้น! พร้อมกับสายเลือดที่สายกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้า ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเจ็บปวดด้วยความทรมาน ร่างกายบิดกระตุกอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ปรากฏเสียงคร่ำครวญหลุดปากออกมาแม้แต่คำเดียว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นชโลมใบหน้าผสมไปกับคราบเลือด แยกไม่ออกว่าอันใดคือเม็ดเหงื่อหรือหยาดโลหิต เสียงขบฟันของเนี่ยฟงดังลั่นเขาอดกลั้นถึงขีดสุด เขากำลังพบบางอย่างที่ผิดปรกติในร่างกาย ภายใต้ความเจ็บปวดเนี่ยฟงกลับปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้างกาลเวลายังคงเดินหน้าต่อไปถึงหนึ่งชั่วยาม ร่างของเนี่ยฟงนั่งสมาธิอยู่ใจกลางของแอ่งเลือด เวลานี้เนี่ยฟงไม่ปรากฏความเจ็บปวดใดๆ บนใบหน้า แต่กลับเป็นว่าเขาผ่อนคลายอย่างที่สุด อาการเจ็บปวดต่างๆ นานา มลายหายสิ้นราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้น ร่างกายของเนี่ยฟงขับสิ่งสกปรกออกจากเรือนร่าง ส่งกลิ่นเหม็นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ หลังจากขับของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณของเนี่ยฟงขาวผ่องเป็นยองใยมากขึ้น ราวกับเนื้อหยกชั้นดีที่ผ่านการเจียระไนมานับครั้งไม่ถ้วน มุมปากที่อ่อนโยนของเขายกยิ้มขึ้นอย่างช้าๆ ภายในความเงียบสงบ เนี่ยฟงค้นพบพลังลมปราณที่แผ่กระจายไปทั้งเรือนร่าง พลังลมปราณวิ่งวนอย่างบ้าคลั่งไปยังจุดชีพจรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่นั้นมันยังดูดพลังฟ้าดินรอบตัวอย่างตะกละตะกาม เนี่ยฟงหลับตาสนิทปล่อยให้ร่างกายดูดพลังฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง เมื่อมองไปยังโลกภายในเรือนร่าง ก็พบเส้นชีพจรลมปราณที่งอกเงยขึ้นมาใหม่ และมันยังทะลุทะลวงจุดชีพจรทั้งห้าสิบหกจุดจนทะลุปรุโปร่ง รูปลักษณ์ของมันคล้ายดั่งตำราการแพทย์ที่เนี่ยฟงศึกษามา แต่มันกลับมีขนาดใหญ่โตกว่าเส้นชีพจรลมปราณปรกติถึงหนึ่งเท่า ภายใต้สัมผัสรับรู้ของเนี่ยฟงยังพบกับต้นหญ้าทลายฟ้าที่กำลังเติบโตอยู่ภายใน ซึ่งภายใต้ลำต้นของมันยังปรากฏสมุนไพรหายากนานาชนิด ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ฉางไห่มอบให้แก่เขาตั้งแต่เยาว์วัย ต้นหญ้าทลายสวรรค์ดูดซึมพวกมันอย่างต่อเนื่อง และแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วทั้งเรือนร่าง ที่ยอดของมันยังปรากฏดอกทลายฟ้าที่เบ่งบานเต็มที่เนี่ยฟงไม่สามารถรู้ได้ว่ามันคืออะไร แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุด เขารู้สึกถึงพลังลมปราณที่อัดแน่นไปทั่วทั้งเรือนร่าง ซึ่งหมายความว่าเขาไม่ใช่ขยะของตระกูลอีกต่อไป “ปัง!!!” ทันใดนั้นปรากฏเสียงดังสนั่นในกกหู ดวงตาที่หลับสนิทสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังลมปราณของเนี่ยฟงทะลุเข้าสู่ขั้นปลายของขั้นเริ่มต้น มันกำลังจะทะลุทะลวงสู่ขั้นก่อกำเนิดลมปราณในอีกไม่ช้า หากมีผู้ใดล่วงรู้ย่อมบ้าคลั่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กหนุ่มผู้มีอายุสิบเจ็ดปีกลับมีพลังลมปราณถึงขั้นปลายของขั้นเริ่มต้น หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป สำนักต่างๆ ต้องรีบมาต้อนรับเนี่ยฟงอย่างดีเพื่อชักชวนเข้าสำนัก หรืออาจกระทั่งลงมือต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเนี่ยฟง ชั่วเวลานั้นเอง ดวงตาของเนี่ยฟงพลันเปิดขึ้น มันสดใสเปล่งประกายราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า หมัดทั้งสองข้างของเนี่ยฟงกำแน่นขนัด จดจ้องไปยังม่านหมอกหนาทึบที่อยู่เบื้องบน “รอก่อนเถอะ ข้าต้องไปจ่ายค่าตอบแทนให้พวกเจ้าอย่าสาสม!!”

    *หมายเหตุคำที่ขีดเส้นใต้**ทวารทั้งเจ็ด ได้แก่ หูสอง จมูกสอง ตาสอง ปากหนึ่ง บางตำรามีบอกถึงเก้าทวาร ได้แก่ หูสอง จมูกสอง ตาสอง ปากหนึ่ง ทวารหนักหนึ่ง ทวารเบาหนึ่ง (ข้อมูลจากวิกีพีเดีย) *หนึ่งชั่วยาม = 2 ชั่วโมง*จุดชีพจรทั้งห้าสิบหก ข้อมูลจาก https://www.scribd.com/doc/171846001/ทฤษฎีเส-นลมปราณและจุดฝังเข-ม