The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 95 ลางบอกเหตุจากห้วงฝัน

            ภายในป่าอันมืดทึบ ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมไปทั่วบริเวณ มิเนอร์วานั่งอยู่บนหลังของอามูร์พยายามหรี่ตาครุ่นคิด ชายหนุ่มรู้ดีว่าราชาแห่งคัมเบียผู้นี้นั้นไม่ธรรมดา แต่ก็ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะระวังตัวเป็นอย่างมากเช่นนี้ ในใจของชายหนุ่มนั้นก็หวังไว้ว่ามันจะโมโหมากกว่านี้ จึงตั้งใจเอามือไปแหย่รังแตน หวังไว้แตนแตกรังไล่ตามตนเองไป ช่างน่าเสียดายที่ราชาวรมันที่ 2 เลือกจะป้องกันมากกว่าบุกตะลุยอย่างขาดสติ



            เมื่อบุปผาเพลิงมิอาจเบ่งบานได้ดังใจหวัง ชายหนุ่มก็สลายร่างปฐวี และเรียกเหล่าฝูงผีให้กลับคืนมา จากนั้นจึงมุ่งหน้ากลับไปยังหอคอยสูงหลังกำแพง หุ่นฟางจำนวนมากที่ถูกโยนทิ้งไว้ทั่วทั้งป่าเป็นดั่งเครือข่ายข่าวสารของชายหนุ่ม หากมีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นระหว่างที่ชายหนุ่มไม่อยู่ มิเนอร์วาจะรับรู้ได้ทันทีผ่านการสื่อสารกับเหล่าวิญญาณที่สิงอยู่ในหุ่นฟาง มนุษย์ที่แข็งแกร่งไม่พอย่อมไม่อาจมองเห็นพวกเขาได้ ยิ่งเหล่าผีต้องการซ่อนอำพรางกาย แม้แต่ครึ่งเทพก็ยังต้องเพ่งให้ดีถึงจะสามารถมองเห็นได้ถึงสิ่งผิดปกติ



            เวลาที่มีเพียงน้อยนิดตลอดทั้งคืนนั้นได้หมดไปกับการสร้างไดนาไมต์จำนวนมาก ฝั่งวรมันที่ 2 เองก็ไม่แม้แต่จะส่งผู้ใดออกมาอีก มันเลือกที่จะเก็บตัว ตั้งใจรอให้รุ่งสางมาเยือนแล้วค่อยกลับมาทำศึกอีกคราอย่างเต็มรูปแบบ ต่างฝ่ายต่างก็มีแผนการเป็นของตัวเอง ผู้คนจากวังมรณะสาบสูญเองก็จัดหาวัตถุดิบมาให้มิเนอร์วาอย่างต่อเนื่อง บางส่วนก็แยกตัวไปทำหน้าที่ตามที่ได้จัดสรรไว้ เหล่าระดับสูงต่างก็แยกตัวไปประจำยังจุดต่างๆ ใช้เวลารอคอยด้วยจิตใจที่เต้นระทึก



            เมื่อแสงแรกสาดส่องอาบท้องฟ้า ทั่วนภาก็กึกก้องเต็มไปด้วยเสียงกลองศึก ราชาวรมันที่ 2 ได้ประกาศออกคำสั่งให้กองทัพแห่งคัมเบียเปิดสงครามทำการศึก ยอดอัศวินบนหลังอาชาก็กำลังคึกส่งเสียงเฮปลุกขวัญดังขึ้นมา พวกมันต่างกู่ร้องพร้อมกันจนแผ่นดินสะเทือนอากาศสะท้าน จนกลายมาเป็นภาพที่น่าเกรงขามนัก พวกมันทั้งหลายต่างก็จัดทัพแต่งกระบวนรบ พากันดาหน้าเดินมาบนพื้นราบที่โล่งกว้างอย่างอาจหาญ แววตาและรอยยิ้มที่โผล่ออกมาจากช่องว่างของหมวกเกราะก็แสนจะดุดัน สะกดให้ผู้จ้องมองต้องรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย



            อาศัยแรงกดดันจากระยะไกลเพียงเท่านี้ย่อมไม่อาจนับเป็นอะไรได้ มิเนอร์วาที่นั่งนิ่งประจำที่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมา แววตามรกตทอแสงแวววับอันตรายจ้องมองไปยังเหล่าผู้มาเยือน ผู้คนทั้งหมดต่างก็อยู่ในอาการเงียบสงบไร้เสียงโวยวายตื่นกลัวใด ไม่มีผู้ใดแสดงอาการต่อต้านขัดขืนเลยแม้แต่น้อย วรมันที่ 2 ซึ่งกำลังนำทัพบัญชาการนั่งอยู่บนอสรพิษศึกตัวหนึ่งด้านหลังกองทัพใหญ่ ขนาบข้างด้วยสองทัพเรียงยาวซ้อนกันมองจากด้านบน ดูไปแล้วก็เหมือนลวดลายของอสรพิษอยู่ไม่น้อย



            กองทัพแห่งคัมเบียบุกตะลุยมาได้อย่างราบรื่น แต่ความราบรื่นในการศึกสงครามนั้นเป็นเรื่องที่หาได้ยาก สงครามชีวิตคือการเอาจิตสู้กัน หากพิชิตได้โดยง่ายดายเช่นนั้นอีกฝ่ายจะเสียเวลาทำศึกไปทำไม เลือกยอมแพ้ยอมจำนนเสียก็สิ้นเรื่อง ในช่วงที่ราชาแห่งคัมเบียกำลังเอะใจคิดอยู่นี้เอง ชายขอบของเขตป่าทั้งสองข้างทางจากที่ราบโล่งนี้ก็มีลูกธนูถูกยิงโจมตีมา ช่างนับได้ว่าเป็นเวลาที่เหมาะเจาะเป็นอย่างมาก ความระแวดระวังภัยที่มีจึงถูกชักจูงไปกับฝูงลูกธนูที่มอบความไม่ราบรื่นนี้ ลืมเรื่องที่กำลังคิดไปเสียได้ มันแสยะยิ้มอย่างดูถูกและเอ่ยเสียงดัง



            “หรือว่าทาสอย่างพวกเจ้าจะไม่รู้จักกลศึกการสงคราม จัดแต่งทัพไม่เป็นจึงต้องเล่นเป็นเด็กเช่นนี้ ลูกธนูจำนวนแค่นี้จะทำอะไรพวกข้าได้กัน ช่างโง่เขลาเสียจริง! พวกเจ้าจงบุกเข้าไป ทุ่มทุกสิ่งที่มีเป็นเดิมพัน หากกรุงซัลวาโตเรนี้แตกพ่ายเมื่อไหร่… หลังสงครามไร้สาระนี้จบลง ข้าจะให้รางวัลแก่พวกเจ้าเจ็ดวัน! อยากกระทำสิ่งใดกับเหล่าเชลย ก็จงทำตามใจอยากของพวกเจ้าเถิด กระทำย่ำยี ปล้นชิงได้เต็มที่ ไม่มีความผิดใด จงสั่งสอนให้พวกมันเหล่าทาสทั้งหลายได้รู้ไว้ ว่าอย่าได้ริมาบังอาจเทียบตนเสมอกับพวกเรา จงบุกเข้าไปให้ข้า!”



            เสียงเฮลั่นดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง แต่ทางด้านผู้คนที่อยู่อีกฝั่งกลับยังนิ่งเฉยจากเสียงนี้ ภาพของลูกธนูที่ถูกป้องกันรับไว้ได้ทั้งหมดนั้นไม่ได้ทำให้มิเนอร์วา หรือผู้ใดรู้สึกแตกตื่น พวกเขาเอาแต่จ้องมองศัตรูเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน เลือกที่จะเชื่อในแผนการอย่างแน่วแน่ กองทัพศัตรูบุกเข้ามาจนใกล้จะถึงหน้าลานโล่งที่เป็นด้านหน้าของกำแพงเมือง มิเนอร์วาที่ไม่แยแสในสิ่งใด จู่ๆ ก็ส่ายหน้าแค่นเสียงหึอย่างเหยียดหยัน



            เมื่อราชาแห่งคัมเบียได้มองเห็นรอยยิ้มนี้จากที่ไกล ความระแวดระวังที่ถูกชักจูงไปกับฝนลูกธนูเมื่อก่อนหน้านี้ก็กลับมา มันคือความรู้สึกไม่ราบรื่นที่ผิดธรรมชาติมากเกินไป หากอีกฝ่ายต้องการจะลอบโจมตีทั้งทีทำไมถึงไม่กระทำให้เงียบ และเด็ดขาดมากกว่านี้ ทั้งๆ ที่เมื่อคืนที่ผ่านมาก็ดูจะเป็นคนฉลาดโหดเหี้ยมไม่ธรรมดา เมื่อคิดได้เช่นดังนี้ วรมันที่ 2 ก็เย็นหลังวูบวาบรู้สึกไม่ดี ในขณะที่กำลังจะสั่งหยุดเดินทัพนั้นเอง มิเนอร์วาก็ยกยิ้มอย่างขบขัน เป็นการมอบรอยยิ้มดูถูกที่สื่อให้เห็นอย่างชัดเจน



            ความเชื่อนั้นไม่เคยทรยศต่อผู้กล้า ผู้คนทั้งหมดที่เลือกจะเชื่อในตัวชายหนุ่มนั้นต่างก็ได้เห็น และได้ยินในสิ่งเดียวกัน บังเกิดเป็นเสียงตูมตามของระเบิดจำนวนมาก เหตุการณ์ไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้นทันทีที่มิเนอร์วากระตุ้นใช้ร่างปฐวี ให้ร่างแยกช่วยบังคับลูกไฟที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเตโชกสิณ เกิดเป็นฝุ่นควันที่ปลิวคลุ้งบดบังทัศนวิสัยไปชั่วครู่หนึ่ง แต่เวลาแค่เพียงชั่วพริบตานี้ก็เพียงพอให้ร่างปฐวีกสิณทั้งสามจุดระเบิดได้อีกหลายลูก



            ผู้มีความรู้ย่อมไม่เคยขาดแคลนในอาวุธ ปัญญาเองก็เป็นหนึ่งในอาวุธของชายหนุ่มเช่นกัน ด้วยพัฒนาการทางด้านความรู้ที่มีมากกว่าชาวคัมเบีย รวมทั้งความพิสดารของพลังวิญญาณที่มีมากจนนับได้ยากนั้น ก่อให้เกิดเป็นดงบุปผาเพลิงสร้างเป็นทุ่งสังหารหมู่ เหล่าผู้รุกรานทั้งหลายต่างก็กรีดร้องอย่างแตกตื่น มีหลายร่างที่นอนแน่นิ่งไม่ขยับ และก็มีหลายคนที่แตกทัพวิ่งหนีไปเพราะตกใจ วรมันที่อยู่ด้านหลังไกลออกไปอ้าปากค้างอย่างเหม่อลอย ตกตะลึงให้กับภาพที่ได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต



            สิ่งที่ตัวมันเคยคิดนั้นพลิกกลับอย่างไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายไม่ได้ใช้อาวุธวิเศษใด แต่อาศัยเพียงพลังวิญญาณของตัวเองเท่านั้นในการสำแดงเดชนี้ เมื่อเปลวเพลิงลูกเท่ากำปั้นเด็กจำนวนมากหมุนวนกระจายตัวไปมา ไม่ว่าลูกไฟนี้จะไปตกตรงที่ใด มันก็จะปะทุระเบิดพลังคำรามอย่างน่ากลัว พลังก็รุนแรงเป็นอย่างมาก สามารถทำให้ทหารที่เป็นถึงผู้วิเศษชั้นสูงตกตายได้ในทีเดียว ขวัญกำลังใจที่สร้างมาเมื่อก่อนหน้านี้กลายมาเป็นความกังขา เหล่าผู้ที่ยังมีชีวิตรอดต่างก็ตระหนกตื่นกลัว ไม่กล้าเข้าใกล้ลูกไฟนี้



            แต่สิ่งนั้นหาใช่ปัญหาใหญ่สำหรับมิเนอร์วา หากพวกมันไม่เข้ามาหา เช่นนั้นก็ขว้างปาไปหาเสียก็สิ้นเรื่อง เกิดเป็นเสียงร้องโวยวายไม่ได้ศัพท์อยู่ในฝุ่นควันที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดูเหมือนว่าผู้ที่อยู่ด้านหลังจะถอยทัพได้ช้าไม่ถูกใจ ทหารจำนวนมากก็แตกฮือหนีตายเข้าไปในป่าทึบ หวังจะซ่อนตัวจากมัจจุราชเพลิงผู้ที่ชอบอวยพรมอบบุปผาเพลิงมรณาให้แก่ชาวคัมเบีย แต่น่าเสียดายที่พวกมันนั้นได้เข้าใจผิด พลังแห่งเตโชกสิณนั้นหาใช่การปะทุระเบิดใด แต่เป็นเหล่าไดนาไมต์จำนวนมากต่างหากเล่าที่เป็นอาวุธทำลายล้าง



            เมื่อผสมรวมเข้ากับเศษหินเศษไม้ก็ยิ่งกลายเป็นกระสุนสังหารที่น่ากลัว วรมันที่ 2 เองก็รีบสั่งถอยทัพเป็นการด่วน ไม่กล้าบุ่มบ่ามเดินเข้าใกล้ อาจจะเป็นเพราะอัตตาที่ตัวมันยึดถือนั้นมีอยู่สูงลิบลิ่ว จึงทำให้ชะล่าใจเผลอประมาทคิดได้ไม่ทัน มองเห็นรอยเท้าของอีกฝ่ายเดินนำอยู่สองก้าว เหตุเพียงเพราะคิดช้าไปไม่กี่วินาที ผู้ใดจะคาดคิดกันว่าเวลาเพียงเท่านั้น จะสามารถเปลี่ยนกระแสของสงครามได้มากถึงเพียงนี้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้อีกฝ่ายสามารถถล่มไล่ล่าได้โดยอาศัยเพียงตัวคนเดียว



            มิเนอร์วาก็แค่หลอกชักจูงโจมตีให้มันไขว้เขว เมื่อแผนแรกได้ลุล่วงประตูมรณะก็เข้าสู่สงครามนี้ ร่างแยกทั้งสองก็เริ่มเปิดประตูมรณาล่าสังหารไปทั่วทั้งป่าทึบ ร่างหลักของชายหนุ่มก็ผลุบโผล่ไปทั่วพื้นที่โล่ง จุดปะทุระเบิดไปทั่วบริเวณได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเสียเวลาวัดคำนวณเพราะอีกฝ่ายนั้นมีจำนวนที่มากนัก เมื่อระเบิดไดนาไมต์ถูกจุดเล่นอย่างส่งเดช ก็ส่งผลให้ตกตายไปแล้วมากมายหลายคน จนกระทั่งพวกมันทั้งหมดต้องยอมถอยกลับไป เสียงจุดระเบิดก็ได้ถูกทำให้เงียบลง หลงเหลือไว้เพียงฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งไปทั่วอากาศ



            ทหารหาญแห่งคัมเบียต่างก็พากันอกสั่นขวัญแขวน ตื่นตระหนกให้กับพลังอันก้าวร้าวรุนแรงของชายหนุ่ม พวกมันทั้งหลายที่พึ่งหนีตายออกมาได้ต่างก็จ้องมองกลับไปยังทิศที่พึ่งจากมา แม้จำนวนทหารที่เสียชีวิตจะมีเป็นจำนวนมาก แต่พวกที่เหลือรอดรักษาชีวิตไว้ได้กลับมีมากกว่า อสรพิษศึกที่ราชาแห่งคัมเบียนั่งมาก็รู้สึกตื่นตกใจเป็นอย่างมาก มันทะลึ่งร่างขดตัวม้วนแล้วพุ่งพาผู้เป็นนายจากไปไกล แต่น่าเสียดายที่สวรรค์มักจะชอบเบี่ยงทางเดิน ปรากฏเป็นผู้คนจากวังมรณะสาบสูญจำนวนมาก ที่โผล่ออกมาจากบริเวณชายขอบของป่าทึบทั้งสองด้าน



            เกิดเป็นการปิดล้อมตีขนาบข้างซ้ำเข้าไปอีกระลอกหนึ่ง วรมันที่ 2 รีบสั่งการให้ถอยทัพออกไปไกลมากกว่าเดิม จำเป็นต้องรีบจัดกระบวนทัพใหม่อย่างเร่งด่วน ตัวมันไม่มีทางเชื่ออย่างแน่นอนว่าอีกฝ่ายจะไล่กล้าตามไปไกล เห็นได้ชัดจากการที่พลังระเบิดได้เงียบหายไป อีกฝ่ายต้องมีเงื่อนไขในการใช้พลังวิญญาณอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไล่ตามมาเข่นฆ่าไปนานแล้ว ที่ราชาแห่งคัมเบียคิดนั้นก็มีส่วนถูก แต่ก็ถูกเพียงครึ่งเท่านั้น



            สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะว่ากองทัพของผู้รุกรานนั้นยืนอยู่นอกเขตกับดักระเบิด จึงทำให้พวกมันอยู่รอดปลอดภัยอย่างที่เห็นในตอนนี้ และกองทัพเสริมที่โจมตีขนาบข้างนี้ก็เป็นเพียงแผนตบตา ดังเช่นการหลอกชักจูงจิตใจเมื่อก่อนหน้านี้ วรมันที่ 2 ติดกับดักของชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่ถูกหลอกให้ยกทัพเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของทุ่งมรณะ มาจนถึงการถอยทัพในครั้งนี้ เมื่อไพร่พลจากคัมเบียหนีไปไกลพวกมันก็หยุดลง แววตาของผู้เป็นราชายังคงแฝงความไม่ยอมแพ้มีความไม่ยินยอมแฝงเอาไว้อยู่หลายส่วน มันทั้งโมโห ทั้งอับอายในเวลาเดียวกัน รู้สึกถูกหยามเกียรติจนยากจะรับไว้ได้ ในใจก็อัดอั้นเหลือเกินจะทนไหว



            เมื่อไล่เรียงคิดหาเหตุผลอย่างถี่ถ้วน วรมันที่ 2 ผู้นี้ก็ได้เข้าใจว่าตั้งแต่ต้นจนจบนั้นเป็นพวกมันที่วิ่งเต้นอยู่บนฝ่ามือของอีกฝ่าย ถูกลอบชักจูงให้กระทำการไปต่างๆ นานาอย่างแยบคาย แม้ผลกระทบจากแผนการของอีกฝ่ายจะสร้างความเสียหายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจสังหารกองทัพทหารนับล้านรายลงได้ด้วยแผนเดียว พวกมันจึงสามารถจัดทัพแปรขบวนได้อย่างรวดเร็ว ความเสียหายทางกายภาพนั้นไม่นับเป็นอะไรได้สำหรับกองทหารชาวคัมเบีย แต่ไม่ใช่กับเรื่องของขวัญกำลังใจ ที่ถูกทุบทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี มีหลายคนที่คร้ามเกรงภายในส่วนลึกของจิตใจก็ขยาดหวาดกลัว ไม่กล้าเดินรุกกลับเข้าไปยังส่วนลึกที่พึ่งหนีตายจากมา



            “จงโอบล้อมพวกมันทั้งหมดเอาไว้ ที่นี่คือสถานที่ปลอดภัย จงสังหารสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่พวกเจ้าได้พบเห็น จงกักขังพวกมันเอาไว้เพื่อรอเวลาแห่งการตัดสิน เมื่อวันแห่งการพิพากษานี้ได้มาถึงอีกครา คัมเบียจะฆ่าล้างแลยึดครองดินแดนทั้งหมดนี้ ให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกเจ้าเหล่าผู้กล้า!”



            เหล่าทหารชาวคัมเบียต่างก็โห่ร้องอย่างดีใจ รีบกระจายตัวโอบล้อมแทบจะทันที มิเนอร์วาที่มองมาจากที่ไกลไม่ได้ไล่ตามต่อ พื้นที่ที่อีกฝ่ายตั้งทัพอยู่นั้นเป็นเขตปลอดภัยไม่มีไดนาไมต์ฝังเอาไว้ และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่แผนของชายหนุ่มนั้นได้ผล เสแสร้งแกล้งทำเป็นอ่อนแอ ชักจูงเปลี่ยนใจให้ผู้คนไขว้เขว สร้างภาพจำอันน่าหวาดกลัวฝังใจ จนกระทั่งสามารถหลอกให้อีกฝ่ายหลงติดกับ หลงคิดไปว่าจะโอบล้อมกักขังผู้คนทั้งหมดเอาไว้ภายในกรุงซัลวาโตเรได้อย่างง่ายดาย



            ถึงแม้บริเวณนี้จะปลอดภัยไร้ระเบิด แต่พวกมันกลับต้องสูญเสียชีวิตลงไปอีกเป็นจำนวนมาก กว่าจะโอบล้อมตีวงได้สำเร็จ ก็นับเสียงระเบิดได้อีกหลายร้อยลูก มีทหารหลายกลุ่มที่กระชับพื้นที่ลึกเกินไป จึงมีเหตุให้เป็นไปเพราะโดนกับดักระเบิด หากมองจากที่สูงลงมาจะมองเห็นบุปผาเพลิงจำนวนมากเบ่งบานและโรยราสลายไป มีเสียงร้องก่อนตายหวีดดังเสียงแหลมสูง เป็นเหตุให้เหล่าทหารที่อยู่ใกล้ต้องแตกฮือหนีตายวิ่งไม่คิดชีวิต กว่าจะหาพื้นที่ปลอดภัยเจอกาลเวลาก็ผันผ่านไปอีกครั้ง



            จนกระทั่งราตรีกาลได้มาถึง ในวันนี้อากาศช่างหนาวเย็น สายลมก็พัดบ่อยจนผิวกายนั้นแห้งแตก หน้าหนาวคงใกล้จะมาถึงอีกแล้วกระมังหนอ กองไฟจำนวนมากจึงถูกจุดขึ้นเพื่อสร้างแสงอันสว่างไสว วรมันที่ 2 ที่นอนหลับตาอยู่ทั้งอับอายทั้งโมโห ภาพเหตุการณ์สู้รบในตอนเช้าของวันนี้ยังคงตามหลอกหลอนมันผู้เป็นราชาไปถึงในห้วงฝัน ภาพที่มันเห็นในความฝันขณะนี้ช่างน่าหวาดกลัวนัก ตัวมันกำลังวิ่งหนีเงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตนหนึ่ง เงาร่างนี้สูงใหญ่ดั่งยักษาในตำนาน มันสับขาวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต สบถด่าทอให้กับตัวเองว่ามีขาไม่มากพอ



            ส่วนศีรษะของอีกฝ่ายนั้นก็น่าหวาดกลัว ดูไปแล้วก็คงจะเป็นอมนุษย์ผู้หนึ่งที่มีเปลวเพลิงลุกโหมรุนแรง คมเขี้ยวที่งอกยาวทั้งสี่นั้นกำลังอ้าออกจากกันหัวเราะเยาะให้กับตัวมันที่ขลาดกลัว ดวงตาของอมนุษย์ตนนี้ส่องแสงสีเขียวสะกดกาย พยายามจะบดร่างของมันด้วยพลังวิญญาณที่หนักแน่น มันวิ่งหนีจนรู้สึกเหนื่อยล้าหอบหายใจยาว จนกระทั่งสัมผัสได้ว่าหนีพ้นแล้ว จึงล้มตัวลงนอนด้วยอาการหมดแรง แต่ก็ต้องตกใจร้องสะดุ้งจนตัวโยน ผวาลุกพรวดพราดตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลบรรทมนอน ที่หมอนหนุนก็เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อที่เปียกชุ่ม หลังของมันแฉะลื่นเต็มไปด้วยหยดน้ำ ราชาวรมันที่ 2 หัวใจเต้นตึกตักด้วยความรัวเร็ว ภาพที่เห็นก่อนจะสะดุ้งตื่นนั้นทำให้ตัวมันผู้เป็นครึ่งเทพรู้สึกใจสั่น



            ในขณะที่ฝันว่ากำลังล้มตัวนอนเพราะเหนื่อยล้า เมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกรอบตัว ตัวมันก็หันมองไป จึงได้เห็นร่างของมิเนอร์วานอนหันหน้ายกยิ้มมอบให้อย่างน่าขนลุก จากนั้นร่างนี้ก็ระเบิดขึ้นห่างจากตัวมันไปเพียงไม่ถึงห้าก้าว ราชาแห่งคัมเบียนั้นสัมผัสได้เป็นอย่างดี ถึงความร้อนที่ปะทุเข้าปกคลุมกาย ภายในห้วงฝันนั้นเดาว่าได้ตกตายไปครึ่งตัวแล้ว แต่ยังดีที่มันสะดุ้งตื่นก่อน ไม่เช่นนั้นก็คงจะได้รู้แล้วว่าความตายที่แท้จริงนั้นรู้สึกเช่นไร



            แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับชายหนุ่ม เป็นอาการตกใจกังวลมากเกินเหตุจนเก็บเอาไปฝันก็เท่านั้น แต่ราชาอย่างมันมีหรือจะกล้าประมาท ฝันก็เป็นอีกลางบอกเหตุหนึ่งที่สามารถนำมาตีความได้เป็นอย่างดี เมื่อตั้งสติได้แล้วก็สั่งให้เหล่าทหารไปเรียกโหราจารย์มาตรวจทำนายดู แล้วก็เป็นเช่นที่ตัวมันได้คาดคิดเอาไว้ ผลทำนายออกมาในทางที่แย่นัก โหราจารย์ผู้นี้ตีความอ่านเป็นคำพูดฟ้าได้แทบจะทันที มันกล่าวว่า



            “ภูตเพลิงนั้นย่อมต้องเป็นศัตรูในยามนี้ การที่มันไล่ต้อนท่านจนต้องวิ่งหนีก็เป็นดั่งเช่นในกาลก่อนหน้านี้ และตอนนี้คือการที่ท่านคิดว่าหนีพ้นแล้ว จึงได้นอนพักเพื่อให้หายเหนื่อย แต่แท้จริงแล้วต่อจากนี้เป็นต้นไป ศัตรูของท่านจะจ้องหาโอกาสลงมืออย่างแน่นอน ผู้เป็นศัตรูก็รู้แล้ว เป้าหมายก็กระจ่างแล้ว ข้าขอบังอาจเสนอแนะให้แก่ท่านในบางข้อ ข้าสัมผัสได้ถึงความมืดอันเข้มข้น ลางมรณะเองก็เต้นไม่อาจอยู่เป็นสุข หากไม่อาจสังหารอีกฝ่ายลงได้โดยเร็ว เช่นนั้นก็จงเลือกสันติเถิด เขามันเป็นตัวอันตราย ไม่สมควรจะไปบาดหมางด้วย แต่สุดท้ายแล้วก็ทำตามใจท่านปรารถนาเถิดองค์ราชา หากท่านรู้สึกกรุ่นโกรธในคำพูดข้า ก็ให้คิดเสียว่าข้าผู้ชราผายลมให้ฟังก็แล้วกัน… ข้าขอตัวลา”