บัลลังก์ราชันห้าชิ้นในคนเดียว เรื่องราวแบบนี้แม้แต่พระเจ้ายังต้องเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่ใครจะคิดว่ามีคนทำได้จริง อีกทั้งเพื่อครอบครองพวกมันชายหนุ่มใช้เวลาเพียงไม่นานเท่านั้น ต้องบอกก่อนว่าบัลลังก์แห่งราชันแต่ละอันนั้นในตอนแรกไม่ได้ยอมสยบให้กับชายหนุ่มง่ายดายปานนั้น
แต่เนื่องด้วยหอคอยเทพมังกรของเฟยหรงมันวิเศษมากเกินไปถึงขนาดที่ว่าสยบบัลลังก์ราชันทุกชิ้นได้อย่างง่ายดายทำให้เฟยหรงผู้เป็นนายนั้นสะดวกเข้าไปใหญ่ในการทำความคุ้นชินและสยบพวกมันได้ในที่สุด ซึ่งพลานุุภาพที่แข็งแกร่งของหอคอยเทพมังกรนี้เองยังคงเป็นปริศนาที่แม้แต่เฟยหรงยังไม่รู้คำตอบ แต่ที่แน่ๆมันเป็นสมบัติที่อยู่ในระดับพระเจ้าอย่างแน่นอนอีกทั้งยังแข็งแกร่งกว่าบัลลังก์ราชันหลายเท่า ตัวมันถึงได้มีอำนาจสยบมากมายถึงเพียงนี้
เฟยหรงยิ่งคิดถึงความเป็นจริงนี้ทีไรเขาก็อดไม่ได้ที่จะขอบคุณความโชคดีของตัวเองเมื่อชีวิตก่อนที่นำมันกลับมาด้วย ทั้งๆที่ในอดีตมันดูไม่ได้วิเศษขนาดนี้ ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างยินดีก่อนที่ตัวเองจะทะยานร่างกลับไปยังพระราชวังของจ้าวหยางในทันควัน
ในเวลานนี้เอง ณ พระราชวังเองก็มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นตั้งมากมายในเวลานี้ทั่วทั้งเมืองมีแต่ร่างของชายชุดดำที่โดนแช่แข็งเต็มไปหมด อีกทั้งยังมีร่างของขุนนางกบฏและขุนนางที่ชั่วช้าเองก็เช่นกัน นี่ไม่ใช่ฝีมือของใครอื่นนอกจากเสวียเหม่ยที่ได้จัดการเรื่องทุกอย่างเนื่องจากไม่อยากจะมีปัญหารำคาญใจ ซ้ำพวกมันยังรนหาที่ตายบุกเข้ามาเองอีกต่างหากแล้วจะให้นางปล่อยไปได้อย่างไร หากปล่อยไว้เชื่อเสียงของนางมารปฐมกาลเหมันต์จะต้องมัวหมองเป็นแน่แท้
พลังของหญิงงามในเวลานี้มากมายจนสร้างความครั่นครามและเคารพให้แก่เหล่าผู้คนมากหน้าหลายตาไม่เว้นแม้แต่จ้าวหยาง เสี่ยวเฟิง พวกเขาอดไม่ได้ที่จะนับถือใจของเจ้าลูกเขยที่สามารถหาภรรยาที่งดงามและแข็งแกร่งเช่นนี้ได้โดยหารู้ไม่ว่าเฟยหรงในเวลานี้เองความแข็งแกร่งเป็นรองเสวียเหม่ยอยู่เล็กน้อยเท่านั้นเอง
"ระ ร้ายกาจถึงเพียงนี้!!"เหล่ากองทัพกบฎนอกเมืองที่เหลือรอดต่างพากันพลั่นพรึง ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าลงมือโหดเหี้ยมถึงขนาดกล้ากวาดล้างผู้คนรวมถึงขุนนางมากมายขนาดนี้ในเวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น ความหวังที่จะยึดเอาทวีปนี้กลับมาของพวกมันพังทะลายไม่มีชิ้นดี ในเวลานี้ไม่เหลือแล้วแม้แต่ความหาญกล้าภายในใจ
พวกมันต่างพยายามล่าถอยหนีออกไป แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันการ บรรยากาศรอบข้างของพวกมันอยุ่ดีๆก็หนาวเย็นขึ้นมาทันตา เบื้องหน้าของพวกมันคือหญิงสาวสามคนที่สวมอาภรณ์ขาวปกปิดใบหน้าราวกับเซียนหิมะ นั่นไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเสี่ยวเซียน เซียนปิงเอ๋อ และจ้าวหลานที่มาเก็บกวาดพวกกบฏรอบนอกตามคำสั่งของเสวียเหม่ยนั่นเอง
"พวกแกเป็นใคร............"
"ฉับ!"
"ตุ๊บ!"
ไม่ทันได้กล่าวอะไรให้มากความวิถีกระบี่สายลมของจ้าวหลานก็สบั้นคอมันจนตกลงพื้นไปและกลายเป็นน้ำแข็งแตกละเอียดในพริบตา นี่คือผลของการฝึกตลอดหกปีของนางวิถีกระบี่ที่ผสานความเร็วของสายลมและความหนาวเย็นของหิมะ ดังนั้นวิถีกระบี่ของนางจึงเปลี่ยนแปลงจากวิถีกระบี่สายลมธรรมดากลายเป็นวิถีกระบี่ลมหิมะในที่สุด
"ผนึกเจ็ดจันทรา จันทราที่หนึ่งผนึกปราณ!"เสียวเซียนชี้นิ้วอันเรียวงามไปด้านหน้าน้ำแข็งของนางกลายเป็นละอองเข้าและเข้าไปสู่ร่างกายของของฝ่ายตรงก่อนที่มันจะไปจับตัวในเส้นลมปราณจนทำให้มันอุดตันจนไม่สามารถใช้ลมปราณได้อีกต่อไป
ทันใดนั้นเซียนปิงเอ๋อเพียงแค่โบกมือฝนน้ำแข็งจำนวนมากก็ลงมาทิ่งแทงร่างของพวกมันจนสิ้นใจ ทำไม่ได้แม้แต่จะกล่าวอะไรออกมาในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ทั้งเสี่ยวเซียนและเซียนปิงเอ๋อนั้นต่างมองหน้ากันและยกยิ้มก่อนจะหันหลังเดินจากไป ตามจริงด้วยพลังของกลุ่มกบฏขอเพียงส่งพวกนางคนใดคนหนึ่งมาก็เพียงพอ แต่เสวียเหม่ยอยากจะให้พวกนางทั้งสามมีประสบการณ์สู้จริงเอาไว้บ้างเนื่องจากในวันข้างหน้าหากยังอยากยืนเคียงข้างเฟยหรงพวกนางจะต้องฆ่าอีกนับร้อยพัน เพราะนั่นคือชะตากรรมของผู้แข็งแกร่ง
"ท่านพี่เสี่ยวเซียน เรื่องกบฏจบไปท่านจะเอาอย่างไรกับเรื่องที่พี่หญิงเสวียเหม่ยเล่าให้ฟังเจ้าคะ"จ้าวหลานกล่าวถาม เรื่องที่เสวียเหม่ยเล่าไม่ใช่เรื่องอะไรนอกจากเรื่องแม่ที่แท้จริงของเสี่ยวเซียนนั่นเอง
"ข้าไม่มีแม่อะไรนั่น ในเมื่อนางทิ้งข้าไปแล้วใยต้องมาตามหาในเวลานี้ มันสายไปแล้ว"เสี่ยวเซียนกล่าวเสียงเย็นชาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อนางได้รับรู้เรื่องของมารดา สิ่งแรกที่นางรู้สึกหาใช่ความรักและคิดถึงไม่แต่เป็นความโกรธเคื่องในใจ ว่าทำไมต้องทิ้งท่านพ่อของนางไปและปล่อยให้ท่านพ่อทนทุกข์ถึงทุกวันนี้
แม้จะรู้ดีว่านางแต่งกับท่านพ่อของตนเพราะความจำเสื่อม แต่แล้วอย่างไรละในสายตาของคนเป็นลูกแล้วนางช่างเป็นแม่ที่ผิดพลาดเหลือเกิน แล้วจะให้เสี่ยวเซียนรู้สึกดีกับคนที่ทิ้งนางไปหรือแน่นอนว่าไม่! เรื่องเช่นนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น นางจึงได้ปฏิญานในใจ ทั้งชีวิตนอกจากครอบครัวของสามีแล้วนางมีพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นคือเสี่ยงเฟิง
เสี่ยวเซียนเดินนำหน้าไป ทั้งเซียนปิงเอ๋อและจ้าวหลานอดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ากับพร้อมกับรอยยิ้มบางๆดูเหมือนเสี่ยวเซียนจะโกรธกับเรื่องนี้เอามากๆดังนั้นพวกนางจึงไม่อยากจะถามให้มากความอีกต่อไป และเดินตามนางไปเงียบๆ
ผ่านไปสักพักใหญ่เฟยหรงก็เดินทางกลับมาถึงพระราชวังเป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่จะลงไปยังเบื้องล่างและเดินไปนั่งอยู่ข้างๆของเสวียเหม่ยที่กำลังมองดูผลงานของเหล่าน้องหญิงของพวกนางอยู่
"ผ่านไปแค่ไม่กี่วันพวกเจ้าก็เล่นกันจนวุ่นวายไปทั่วอาณาจักรเสียแล้ว ภรรยาของข้าแต่ละคนช่างซุกซนเสียจริง"เฟยหรงกล่าวหยอกล้อทันทีที่มาถึง เสวียเหม่ยไม่กล่าวตอบอะไรและเพียงแค่ยกยิ้มให้กับชายหนุ่มผู้เป็นสามี สำหรับนางแล้วการทำอะไรครึ่งๆกลางๆนั้นช่างไร้สาระ หากต้องการที่จะกวาดล้างย่อมต้องทำให้สิ้นซาก
"โอ้ สามีดูเหมือนเราจะมีแขกไม่ได้รับเชิญ"เสวียเหม่ยกล่าวขึ้น เฟยหรงยกยิ้มและกางม่านพลังปกปิดตัวตนของเขาเอาไว้ในทันที แขกไม่ได้รับเชิญนี้ย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตระกูลจื่อนั่นเอง
"เจ้าไม่คิดจะช่วยพวกนางหรือ??"เมื่อเห็นม่านพลังปกปิดตัวตน เสียวเหม่ยจึงกล่าวถามอย่างฉงนสงสัย เฟยหรงยกยิ้มก่อนจะกล่าวออกไปว่า "ให้พวกนางเผชิญหน้าด้วยตัวเองก่อน หากช่วยเหลือมากเกินไปพวกนางก็จะเอาแต่พึ่งพาพลังของพวกเราและการบ่มเพาะก็จะช้าลง ข้าไม่อยากให้พวกนางเคยชินกับการมีคนช่วยจนหลงลืมในการพัฒนาความแข็งแกร่ง"
เสวียเหม่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูเหมือนสามีของนางจะมองเรื่องนี้ออกอย่างทะลุปรุโปรงเลยทีเดียว เนื่องจากหนึ่งปีมานี้พวกนางได้พบกับเฟยหรงมากขึ้นทำให้การบ่มเพาะของพวกนางล่าช้าลงเล็กน้อยแต่นั่นก็เป็นสัญญานว่าพวกนางเริ่มจะมีความคิดเหมือนที่เฟยหรงได้กล่าว อีกทั้งการมาในครั้งนี้ของตระกูลจื่อก็มีเพียงจักรพรรดิเทวะขั้นตนและเหล่าเทวะอีกสิบคนเท่านั้น ด้วยเส้นลมปราณพิเศษที่มีในร่างอีกทั้งวิชาที่นางให้ไปเสวียเหม่ยไม่คิดว่าพวกนางจะรับมือไม่ได้อย่างแน่นอน