[หัวทะลวงแผ่นดิน]
อาวุธไม้ตายของเผ่าอาร์โธร์โพดาที่พัฒนาโดยมันสมองของเผ่า [ราชินีฟรีด้า]
มันคืออาวุธที่พัฒนามาจากหลักแนวคิดของการดูดกลืนพลังงานระดับโมเลกุล
เธอศึกษาพฤติกรรมของโมเลกุล และค้นพบถึงปฏิกิริยาลูกโซ่ของการดูดกลืนและคายพลังงานของโมเลกุล
ในตอนนั้นเองที่เธอได้เกิดแนวคิดหนึ่งขึ้น
[ถ้าหากว่าเราสามารถสร้างวัตถุที่ดูดกลืนพลังงานรอบตัวเข้าไปได้ละ?]
สร้างวัตถุที่มีขนาดใหญ่ แล้วทาสารตัวนำที่หากถูกกระตุ้นด้วยรังสี มันจะเกิดการสูญเสียโครงสร้าง แล้วเริ่มดูดกลืนพลังงานโดยรอบเพื่อรักษาสมดุลของโครงสร้างเอาไว้
ส่วนพลังงานที่ดูดกลืนเข้ามา ก็พลักมันส่งลงไปใต้ผิวโลกซะ
อิเล็กตรอนภายในโครงสร้างจะวิ่งผ่านอากาศ ผ่านสารตัวนำ เข้าสู่หอคอยงาช้าง แล้วถูกนำไปทิ้งสู่ใต้ผิวโลก
ราชินีฟรีด้าสร้างมันขึ้นมาด้วยแนวคิดที่มีหลักการทำงานเช่นนี้
แต่เธอไม่เคยทดลองใช้มันมาก่อน
ดังนั้นเธอจึงไม่รู้เลย---
" (รุนแรงไปแล้วราชินีฟรีด้า! ... ราชินีฟรีด้า? เกิดอะไรขึ้น!? ทำไมคลื่นสมองของเธอถึงอ่อนแรงลงขนาดนี้? ราชินีฟรีด้าตอบฉันด้วย!) "
---ว่าอาวุธนั้นจะอันตรายมากถึงขนาดนี้
ครึ่งหนึ่งของลานกว้างได้กลายเป็นหลุมลึกที่เต็มไปด้วยขี้เถ้า
โดมคริสตัลครึ่งหนึ่งถูกทำลายทิ้ง
แม้แต่บาเรียภูติที่แข็งแกร่งก็ยังถูกทำลายในพริบตา
ส่วนพลังงานที่ถูกดูดกลืนไปนั้น ได้ถูกทิ้งลงไปใต้ผิวโลก… ในตำแหน่งที่พวกราชินีฟรีด้าพร้อมเหล่าวิศวกรของเธอควบคุมมัน
พลังงานอันมาล้นนั้น ได้ทำให้โครงสร้างใต้ผิวดินเริ่มเปลี่ยนรูป
ราชินีฟรีด้าตื่นตกใจมากกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการคาดคะเนเอาไว้
พลังงานนั้นได้หลอมละลาย แตกตัวสลาย พร้อมกับทิ้งอุณหภูมิที่บ้าคลั่งเอาไว้ในใต้ผิวดิน
ดังนั้นหน่วยของราชินีฟรีด้าจึงได้รับผลกระทบที่ว่าเข้าไปเต็ม ๆ
"ราชินีแฟต… ทุกคน… ฉัน...ไม่ได้ตั้งใจ…"
ดังนั้นราชินีฟรีด้ากับหน่วยวิศวกรของเธอจึงสิ้นชีพจากไปด้วยเหตุผลเช่นนี้...
***ผู้กล้าสมองกล้ามเอรีส
"เหวออออ!? "
ตอนที่แสงสว่างนั้นดับสิ้นลง ฉันก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่น่ากลัวกำลังจะเกิดขึ้น
รู้สึกได้ว่าบางสิ่งที่ผูกโยงชีวิตตัวเองเอาไว้บนโลกนี้ได้ขาดสะบั้นลงมา
รู้สึกได้ถึง [น้ำหนักของชีวิต] ที่ในสมัยตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกเดิมของตัวเอง
ไม่ต้องให้มีใครบอก ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ฉันก็สามารถรับรู้ได้
เผ่ามนุษย์ทุกคนสามารถรับรู้ได้
ว่า…
“เอริส เป็นอะไรหรือ ดอง! ”
“พี่เอรีสค่ะ!? ”
“คริสตัลเผ่ามนุษย์แตกสลายไปแล้ว… พวกเรา… รีบไปที่นั่นกันเถอะ"
ฉันมองไปที่โดมคริสตัลอีกครั้ง
ฉันรู้สึกว่าถ้าตัวเองไม่ไปที่นั่น มันจะต้องเกิดเรื่องที่ได้มาเสียใจทีหลังแน่นอน
ฉันคิดเช่นนั้น
“ไปไม่ได้นะ! หนูยังรู้สึกถึงอันตราย---”
ในตอนนั้นเองที่เปอร์ไซด์พยายามเข้ามาหยุดฉันเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรเปอร์ไซด์”
แต่ไม่เป็นไรหรอก
“แต่ว่า---”
“ยังไงทุกคนก็ต้องตาย อยู่ที่ว่าจะตายเร็วหรือตายช้า..”
“...”
เธอทำสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาให้เห็น
อย่าทำแบบนั้นสิ มันทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวดใจนะ
แต่ฉันต้องไปที่นั่น
เพราะว่าเพื่อนของฉัน แอร์บาส์ร และทุกคนยังอยู่ที่นั่น
“ถ้าฉันไม่ไปเพื่อปกป้องทุกคน แล้วจะเรียกตัวเองว่าเป็นผู้กล้าได้ยังละ จริงหรือเปล่า? ”
***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
"เมื่อกี้นี้คริสตัลมันแตกทลายไปก้อนหนึ่งใช่ไหม!? "
ผมถามตัวเองด้วยความตื่นตระหนก
ผมยืนมองดูออกไปที่ทิวทัศน์ตรงหน้า
ลานกว้างถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทะเลทรายโดยมีหอคอยเป็นจุดศูนย์กลาง
หอคอยสีดำเริ่มส่งเสียงดัง ก่อนจะเอนล้มถล่มลงไปกองกับพื้นดิน
ที่บริเวณของโดมคริสตัลยังมีผู้รอดชีวิตอยู่บ้าง
แต่ว่า…
"เมื่อกี้… มีใครตายไปบ้าง…"
ไม่สิ ต้องถามว่ามีใครรอดยังจะง่ายมากกว่า
กองทัพของเรากับกลุ่มของบานาไม่มีใครตาย เพราะต่างอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุมาก
แต่ว่าพวกคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นนี่สิ
"อลูฟ สกัด ฮอร์เนส…"
สัญญาณคลื่นสมองของพวกเขาหายไปหมด และเหลือเพียงแค่ฮอร์เนสคนเดียวเท่านั้น
หากมองจากตรงนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าฮอร์เนสกำลังนำทัพกลับไปบุกที่โดมคริสตัลอีกครั้งหนึ่ง
ศัตรูในเวลานี้คงเหลือเพียงแค่เผ่าปีศาจยักษ์
พวกปีศาจแสงไม่อยากทำสงคราม ดังนั้นจึงตัดออกไปได้
ส่วนเผ่าจอมมารนั้น..
"ม่ายยย! "
"อ๊า… คริสตัลของพวกเรา! พวกเขาตายแล้ว พวกเขาตายและจะไม่เกิดใหม่ ตายจากไปแล้ว! "
พวกเขาต่างก้มตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นและหมดสภาพกันอย่างที่เห็น
ต้องบอกว่าโชคดีมากที่คริสตัลซึ่งถูกทำลายไปเมื่อกี้ไม่ใช่ของเผ่าพวกเรา
แต่นี่มันผิดแผนไปหมดแล้ว
แผนการเดิมคือเข้าควบคุมโดมคริสตัล แล้วรอให้ทุกคนคืนชีพเพื่อชี้เป้าได้ว่าคริสตัลชิ้นไหนเป็นของเผ่าไหน ก่อนจะเข้าทำลายทิ้งเสีย
มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ที่จะสามารถช่วยชีวิตของคนจากทุกเผ่าได้มากที่สุด
แต่แผนการนั้นกลับล่มไม่เป็นท่าเพราะพลังทำลายของอาวุธลับชิ้นนี้ที่รุนแรงเกินไป
ถึงได้บอกไงว่าไม่อยากใช้วิธีใช้กำลังนะ
เพราะแผนการมักไม่เคยเป็นไปตามแผนการ
แล้วดูผลลัพธ์ที่น่าเศร้าในตอนนี้สิ...
ผมได้แต่ภาวนาจากใจให้สหายต่างเผ่าอย่างเอรีสยังคงมีชีวิตรอดอยู่ต่อไป
" (จากราชินีแฟต ขอให้ทุกคนดำเนินตามแผนการเดิม) "
ให้ตายสิ… ไม่คิดจะหันหลังถอยกลับแล้วใช่ไหมครับท่านราชินีแฟต?
แต่ผมเข้าใจท่านนะ
เพราะว่าพวกเราได้มาถึงจุดที่ไม่สามารถหยุดอยู่แค่ตรงนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
" (ทุกคนบุก! เป้าหมายคือโดมคริสตัล พวกเราจะไปสนับสนุนกองทัพของฮอร์เนสกัน!) "
ผมออกคำสั่งทุกคนผ่านคลื่นสมอง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับบานา
เขากำลังยืนมองออกไปตรงหน้าอย่างร้อนรน ราวกับกำลังมองหาใครสักคนหนึ่งที่หายสาบสูญ
"พวกเราจะทำสงครามต่อ ลาก่อนบานา..."
ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดอะไรมากไปกว่านี้กับชายที่เป็นทั้งสหายรักและศัตรูในคนเดียวกัน
เอาละ รีบไปสมทบกับฮอร์เนสแล้วปิดฉากเกมส์สงครามที่เลวร้ายนี้กันเถอะ!
***ชายผู้หลงทาง [บานา]
"หัวหน้า! ได้โปรดมอบคำสั่งให้ด้วยครับ! "
"ท่านขุนนางบานา ได้โปรดสั่งการด้วย! "
หัวของข้านั้นขาวโพล้น
สิ่งนั้นมันคืออะไร?
แล้วคริสตัลที่แตกไปต่อหน้าเมื่อกี้คือของเผ่ายักษาน้อยเช่นนั้นหรือ?
การโจมตีเมื่อกี้เป็นฝีมือของเผ่าตัวเขี้ยวหรือ?
สเลบหลอกใช้ข้ากับยัยแครอทให้ไปถูกเชือด?
*เพล้ง! *
"มีคนโจมตีใส่คริสตัลอีกแล้ว! "
"ม่ายยยยยย! โรส! ทุกคน! คนที่ตายไปแล้ว!? คริสตัลของเผ่าเรา! ไม่จริง กิว! "
คราวนี้เป็นเผ่าตัวจิ๋วที่กรีดร้อง
ดูเหมือนว่าจะมีคนโจมตีใส่เข้าไปข้างในโดมที่เปิดโล่งนั้น
หากพิจารณาจากคนที่อยู่ใกล้ที่สุด นั่นคงเป็นฝีมือของอเมริคานา ขุนนางของเผ่าข้า
ทำไมถึงได้ทำแบบนี้?
คริสตัลถูกทำลาย คนที่ตายไปจะไม่ถือกำเนิดใหม่ได้อีกต่อไป
ทุกคน… ตายจากไป...
"ท่านบานาครับ! "
เหล่าลูกน้องของข้าต่างกรีดเสียงเรียกหาข้า
ดวงตาของเขากำลังร่ำร้องขอความช่วยเหลือ
พวกเขาสับสนและไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อไป
ข้าควรจะเป็นผู้นำพวกเขา
ควรจะมอบคำสั่งออกไป
ทั้งที่รู้แบบนั้น…
"แค...รอท…"
ทั้งที่รู้ว่าควรออกคำสั่ง แต่สิ่งที่ลอดออกมาจากปากของข้ากลับเป็นชื่อของสตรีคนหนึ่ง
ใช่ ข้าเองก็สับสนไม่แพ้พวกเขา
ข้าควรนำคนหนีไปจากที่นี่แล้วทิ้งทุกอย่างไป
แต่ทำไมสิ่งที่ออกมาจากปากของข้า กลับเป็นชื่อของขุนนางแครอทที่หายสาบสูญไปพร้อมกับแสงสว่างนั้นไปได้ละ?
“ทุกคนจงฟังทางนี้! เดียวพวกเราจะหนีออกไปจากที่นี่โดยมุ่งหน้าไปทิศตะวันออกกัน! พวกเผ่ามนุษย์มดดูท่าจะเชื่อใจไม่ได้แล้ว ขอให้คนที่ปลอดภัยคอยช่วยคนที่บาดเจ็บด้วย! ”
ในตอนนั้นเองที่แอร์บาส์รแผดเสียงดังขึ้นมา
ทุกคนรวมไปถึงลูกน้องของข้าต่างหันหน้าไปจับจ้องที่เขาเป็นสายตาเดียวกัน
“บานา คนของนายผมจะดูแลแทนให้เอง ตอนนี้รีบไปทำในสิ่งที่นายต้องการเถอะ”
สิ่งที่ข้า… ต้องการหรือ?
ข้าต้องการทำอะไร?
ทั้งที่ในหัวนั้นไม่รู้คำตอบ แต่ทว่าขาของข้ากลับออกตัววิ่งไปแล้ว
“ขอบคุณมากแอร์บาส์ร ฝากลูกน้องข้าด้วย! ”
พร้อมกับกล่าวขอบคุณเช่นนั้นแล้วทิ้งพวกลูกน้องเอาไว้ที่เบื้องหลัง
นี่ข้ากำลังทำอะไร?
ทำไมข้าถึงทิ้งทุกคนแล้วมุ่งตรงไปหยั่งพื้นที่ทะเลทรายตรงหน้า?
ข้าไม่รู้
แต่ร่างกายของข้ามันเริ่มออกค้นหาด้วยตัวเอง
สอดส่องและทอดสายตาไปทั่วบริเวณ
จนกระทั้งข้าไปพบกับเธอ
ร่างของแม่นางแครอท
ร่างของเธอนั้นมีสภาพไม่น่าดู
แขนและขาหงิกงอเข้าหากันเหมือนกับศพที่ถูกเปลวไฟแผดเผา
เพียงแค่เห็นก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นความตายที่ทุกข์ทรมาน
“ไม่…”
ข้าเดินเข้าไปใกล้
เอื้อมมือออกไปแตะร่างกายของนางตรงหน้า
แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส ร่างของนางก็แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงขี้เถ้าไป
“อึ๊ก…”
ในเวลานั้นเองที่ข้าได้รู้สึกตัว
“อึ๊ก… อ๊า…”
ว่าทำไมข้าถึงเลือกที่จะออกมาตามหาแม่นางแครอทเป็นคนแรก
“ไม่จริง... ว๊ากกกกกกก! ”
ใช่แล้ว ข้านะ [รัก] นางจากหัวใจจริง ๆ
นางเป็นสหายร่วมรบ
เป็นคนที่คอยดูแลข้ายามที่ข้าเจ็บป่วย
ช่วยเหลืออยู่เคียงข้างตลอดเวลา ไม่เคยหนีจากไปไหน
และต่อให้เธอกระทำเรื่องสุดสยองกับข้า แต่ข้าก็ไม่รู้สึกรังเกียจนาง
ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวแล้วละ
ว่าข้ารักนาง
ทำไมถึงรักนาง?
ไม่ต้องมีเหตุผลให้มากความ
ข้า [รัก] นาง นั่นละคือเหตุผลที่มากพอแล้ว
“ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก! ไม่! แบบนี้! เรื่องแบบนี้! ”
ข้าแผดเสียงดังลั่น
ตอนนี้เหลือคริสตัลอีกเพียงแค่สองก้อน
หนึ่งคือของเผ่าเรากับอีกหนึ่งคือของเผ่าตัวเขี้ยว
ข้าไม่รู้ว่าอเมริคานามีวิธีแยกแยะคริสตัลยังไง หรือว่าพวกสเลบมันมีวิธีแยกแยะยังไงบ้าง
แต่ข้าจะปล่อยให้คริสตัลของเผ่าตัวเองถูกทำลายตอนนี้ไม่ได้
ไม่เช่นนั้นแครอทจะลาจากไปตลอดกาล
โลกที่ไม่มีนางอยู่ ข้าไม่เอาด้วยหรอก
ข้าไม่ต้องการ…โลกที่… ไม่มีนาง… เช่นนั้น…
ณ ลานหน้าโดมคริสตัล
“นั่นแกทำเชี่ยอะไรวะอเมริคานา! ”
“แมงโก! แกนั่นละทำเชี่ยอะไร! ทำไมถึงเข้ามาขวาง! ”
สองขุนนางเผ่ายักษากำลังส่งเสียงคำรามใส่กันเองอย่างดุเดือดอยู่
คนหนึ่งคือยักษาแห่งวารีสมุทร [อเมริคานา] สูง 275 เซนติเมตร มีผิวสีเขียวคล้ำ ดวงตาสีเทา และมีผมสีฟ้าตัดเกรียนสั้น
อีกคนหนึ่งคือตำนานมีชีวิต [แมงโก] สูง 330 เซนติเมตร มีผิวสีเขียวเข้ม ดวงตาสีทอง ผมสีส้มตัดสั้นยุ่งเหยิง
ปืนใหญ่ที่มีขนาดยาวกว่าสี่เมตรและหนักเป็นตันได้ถูกยกขึ้นสูงแล้วหันปลายกระบอกเข้าหากันเอง
“โจมตีใส่คริสตัลทั้งที่ไม่รู้ว่าก้อนไหนคือของเผ่าตัวเอง แกคิดอยากจะปิดฉากเผ่าตัวเองหรือยังไงฟะ! ”
“แกนั่นละที่โง่! คิดว่าพวกเรามีเวลามากขนาดนั้นหรือยังไง! ไม่เห็นตรงนั้นหรือ? พวกศัตรูเผ่าตัวเขี้ยวมันมีกองทัพอีกนับแสน! และพวกมันกำลังวิ่งมาบดขยี้พวกเราตรงนี้ที่เหลือเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งร้อยคนแล้วนะ! ”
“เพราะเหตุผลแบบนั้นเลยสุ่มยิงมั่ว ๆ ออกไปเนี่ยนะ! ”
“โอกาสโดนคริสตัลของเผ่าเราเองมีแค่หนึ่งในสาม ในเมื่อยังไงก็ต้องแพ้ แล้วแบบนั้นทำไมจะไม่ลองเสียงดูละเจ้าโง่แมงโก! ”
ถ้าหากว่าจะแพ้ งั้นขอเสี่ยงกับโอกาสชนะที่เหลืออย่างน้อยนิดนี้ยังจะดีเสียกว่า
นั่นคือสิ่งที่อเมริคานาคิดเอาไว้
“แต่ดูท่าว่าคริสตัลที่แกทำลายไปจะไม่ใช่ของเผ่าตัวเขี้ยวนะ”
“แล้วทำไม? มันก็แค่เหลือโอกาสแค่หนึ่งในสอง มันก็เท่านั้นเองมิใช่หรือ? ”
“นี่แก! ไม่สนใจชีวิตคนที่ตายไปในวันนี้เลยเรอะ!? พวกคนที่ไม่อยากทำสงครามแล้วตายลงอย่างไร้ค่า เจ้าไม่คิดที่จะมอบโอกาสคืนชีพให้กับพวกเขาเลยเช่นนั้นหรือ! เจ้ายังมีศักดิ์ศรีของนักรบอยู่อีกหรือเปล่า! ”
“แล้วเจ้าแน่ใจได้หรือว่าเผ่าตัวเขี้ยวมันคิดเป็นห่วงเผ่าอื่นเหมือนแบบแกนะ? ”
“อึ๊ก…”
“เพราะฉะนั้น ข้าจะยิง! ”
“หยุดเดียวนี้นะ! ”
ว่าแล้วอเมริคานาก็ลั่นไกปืนออกไปแทนคำตอบ
แมงโกเองก็ลั่นไกปืนออกไปเช่นกัน
เป้าหมายกระสุนปืนใหญ่ของแมงโกคือหัวใจของเขา
ร่างอันใหญ่โตของอเมริคานาได้ขาดครึ่งกระเด็นขึ้นท้องฟ้า
แต่เป้าหมายของกระสุนปืนใหญ่ของอเมริคานานั้นกลับไม่ใช่แมงโก
มันเป็นคริสตัลที่ตั้งอยู่ข้างหลัง ซึ่ง… เป็นคริสตัลของเผ่าไหน แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้
เขาคิดเพียงแค่ว่าจะลองเดิมพันกับโอกาสหนึ่งในสองเพื่อเอาชนะสงครามนี้เท่านั้น
“เจ้าโง่อเมริคานา! ”
“ฮะ ฮะ ฮะ! แด่เผ่ายักษา! ”
อเมริคานาหัวเราะให้กับเผ่าของตัวเองก่อนจะสิ้นใจลง
แต่กระสุนนั้นกลับไม่อาจไปถึงก้อนคริสตัลได้
ลำแสงสีฟ้าได้พวยพุ่งตรงเข้ามากระทบใส่กระสุนปืนใหญ่จนระเบิดออกก่อนที่จะได้ทันทำลายคริสตัลก้อนนั้นไป
และผู้ที่เข้ามาขัดขวางกระสุนนั้นไม่ใช่ใครอื่น
“เจอกันอีกแล้วนะครับ น่าจะเป็นครั้งที่สองที่พวกเราได้พบกันใช่มั้ย? ”
“! ”
เขาคือชายที่วิ่งรุดหน้าออกมาจากกองทัพโดยไม่สนลูกน้อง
เป็นบุรุษที่สามารถดึงความสามารถของเกราะแขนกลออกมาได้สูงสุด
บุรุษที่ได้รับสมยานาม [บุรุษไร้พ่าย] ของเผ่าตัวเอง
[ฮอร์เนส] บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าอาร์โธร์โพดาได้มาปรากฏตัวต่อหน้าขุนนางแมงโกอีกครั้งแล้ว