เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

เล่มที่10 ตอนที่ 291 : ชีวิตก็เหมือนหมากรุก

        ที่เยี่ยนจิงยามเช้าตรู่ในบริเวณคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่อยู่แถบชานเมืองถูกออกแบบสไตล์จีนย้อนยุคภายในคฤหาสน์เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่มากมาย ทั้งดอกไม้และพืชพรรณต่างๆถูกนำมาวางเรียงรายตกแต่งได้อย่างรื่นรมย์ เนื่องจากอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ต้นสนไซปรัสในบ้านหลังนี้เปลี่ยนสีเป็นสีเขียวอ่อนรับเข้ากับหิมะที่ค่อยๆโปรยปรายลงมาจากบนฟ้า ทั้งหมดทั้งมวลนี้ช่วยให้บรรยากาศในลานดูน่าผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง

        บนโต๊ะหินอ่อนสีฟ้าตรงมุมหนึ่งของลานด้านบนโต๊ะเป็นกระดานหมากรุกจีนแกะสลักเอาไว้อย่างประณีตหมากรุกสีดำขาวถูกวางเอาไว้ราวกับเป็นกลยุทธ์ 

        ใกล้ๆ บริเวณนั้นเป็นกระถางใส่หมากที่มีชายชราผมหงอกคนหนึ่งนั่งอยู่ ทั่วทั้งลานรอบนอกเต็มไปด้วยกลุ่มคนคุ้มกันหลายคนกำลังยืนตระหง่านคอยป้องกันภัยอย่างเงียบๆ 

        ชายชราผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีดำทับด้วยเสื้อโค้ต ผมของเขาเป็นสีเทาอมดำเล็กน้อยใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยที่ผ่านห้วงเวลาอันยาวนาน ในขณะที่มือข้างหนึ่งกำลังหยิบหมากรุกวางลงไปบนกระดาน อีกมือหนึ่งก็ถือกรรไกรเล็มต้นบอนไซแคระที่วางอยู่ด้านหน้าของตนอย่างสบายอารมณ์

        ชายชราคนนี้ค่อยๆ บรรจงพรวนดินจากนั้นก็โรยปุ๋ยผสมกับเมล็ดพืชลงไปในกระถาง จากนั้นก็นำกระถางที่ตนเองพรวนดินเสร็จแล้วไปวางอยู่ที่ด้านหนึ่งของสวน เขาเดินกลับมานั่งที่โต๊ะหินพลางรินน้ำชาดื่มอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็กลับมาสนใจกับหมากรุกจีนบนโต๊ะอีกครั้ง

        ในตอนนั้นเองหญิงชราที่สวมเสื้อคลุมสีเทาก็เดินเข้ามาจากอีกด้านหนึ่งเธอยิ้มให้ชายชราและโค้งคำนับลง

        “นายท่านคะ ผู้บัญชาการหยางกลับมาแล้วค่ะ เขากำลังรอคุยกับท่านอยู่ด้านนอก”

        ชายชราที่อยู่ในอิริยาบถผ่อนคลาย ทันใดนั้นหมากรุกในมือกลับร่วงลงไปที่กระดานด้านล่าง สถานการณ์ของหมากรุกสีดำกำลังอยู่ในช่วงอันตราย ชายชราส่ายหน้าก่อนจะถอนหายใจ

        “ให้เขาเข้ามาได้”

        “ค่ะ” หญิงชรารับคำสั่ง

        หลังจากนั้นไม่นานชายผู้หนึ่งที่สวมเครื่องแบบชุดสีเขียวเข้ม ร่างกายสูงใหญ่และดูแข็งแรงกำยำกว่าชายทั่วไปก็ก้าวเข้ามาในลานบ้าน ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลามันเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่ไม่อาจอธิบายออกมาได้ หยางพั่วจวิน

        “พ่อ ผมมาแล้ว” หยางพั่วจวินก้มหัวลงทำความเคารพชายชราด้วยความนอบน้อม

        ชายชรากวักมือเรียกเขาเข้ามานั่ง“พั่วจวิน นั่งลงแล้วช่วยพ่อดูหน่อยสิว่าหมากสีดำเป็นอย่างไรบ้าง?”

        หยางพั่วจวินทำตามคำสั่งของชายชราทันทีเขานั่งลงตรงด้านหน้าและเพ่งมองหมากดำบนกระดานอยู่นานสองนาน ก่อนจะกล่าวขึ้น

        “หมากสีดำกำลังจะพ่ายแพ้ ถ้ายังฝืนเดินหน้าต่อไปย่อมจะต้องพบเจอหายนะอย่างแน่นอน”

        “อืม...” ชายชราพยักหน้าเขาไม่ได้บอกว่าคำพูดของหยางพั่วจวินผิดหรือถูกมีเพียงรอยยิ้มจางบนใบหน้าเท่านั้นที่ปรากฏออกมา

        “เจ้ารีบถ่อมาจากเจียงหนานเพื่อที่จะมาหาคนแก่อย่างพ่อคงจะเหนื่อยมากเลยสินะ”

        “ไม่ว่าจะไกลแค่ไหนก็ตามถ้าเป็นเรื่องของพ่อล่ะก็ ผมไม่มีทางที่จะเหนื่อยง่ายๆ แน่นอน” หยางพั่วจวินกล่าวอย่างจริงใจ

        “ฮะฮะ...” ชายชราคลี่ยิ้มออกมา “ทั้งชีวิตของหยางกงหมิงผู้นี้ มีเพียงเจ้ากับจี้หยูได้ก็นับว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิตแล้วจี้หยูแต่งงานอยู่ที่จงไห่ แต่ลูกชายของข้ากลับยังอยู่ที่ค่ายทหารในเจียงหนานช่างน่าเสียดายจริงๆ”

        หยางพั่วจวินขมวดคิ้วเขากล่าวออกมาด้วยความขมขื่นเล็กน้อย

        “พ่อไม่ต้องห่วงนะครับหลังจากที่การเลือกตั้งสิ้นสุดลงเมื่อใด ผมจะกลับมาที่เยี่ยนจิงในทันที เมื่อถึงตอนนั้นผมก็จะพาหลี่เอ๋อร์มาพบกับพ่อด้วย”

        หยางกงหมิงเงียบไปคล้ายว่าจะจำอะไรได้

        “พ่อได้ยินมาว่าครั้งนี้มีนายทหารและรองประธานหลายแห่งเข้ามาลงสมัครด้วยหลายคนต่างก็อิจฉาริษยาเรา เรื่องของคณะกรรมาธิการชาติและพรรคภายใน ต่างเป็นเรื่องยุ่งยากทั้งนั้นพ่อเองก็แก่แล้ว คงจะอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่นานนัก อำนาจที่พ่อมีตอนนี้ก็ยกให้เจ้าไปแทบทั้งหมดแล้วตอนนี้พ่อแค่ต้องการพักในที่ที่เงียบสงบเท่านั้น”

        หยางพั่วจวินยกศีรษะขึ้นมองบิดาของตนอีกครั้ง“พ่ออย่าพูดเช่นนั้นสิครับ ไม่ใช่ว่าพ่อเป็นคนบอกผมเองไม่ใช่เหรอ ว่าพักนี้กระชุ่มกระชวยขึ้นจนสามารถอยู่ได้อีกตั้งหลายสิบปีน่ะ?”

        “การเกิดและการตายเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อเด็กๆ เติบโตขึ้นก็ย่อมจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า เป็นพ่อคนแม่คนในอนาคต ในขณะที่คนแก่ๆอย่างพ่อก็จะสิ้นลมไปไม่ช้าก็เร็ว ชีวิตของพ่อหยางกงหมิงนั้นอาจเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ในสายตาของใครหลายๆ คน แต่พ่อกลับคิดว่ามันช่างไร้ประโยชน์ราวกับว่าพ่อเกิดมาได้ไร้ประโยชน์สิ้นดี”

        “พ่อ...”

        “พั่วจวิน” หยางกวงหมิงกล่าว “ลูกยังหนุ่มยังแน่นลูกยังต้องเรียนรู้อีกมาก ความคิด การตัดสินใจ และความรับผิดชอบ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้เท่านั้นลูกเป็นได้มากกว่าพลตรี แกนหลักของประเทศเราต้องใช้กำลังอันสามัคคีมาขับเคลื่อนมันถึงจะเดินหน้าต่อไปได้ตระกูลหยางของเราเป็นหนึ่งในนั้น พ่อภูมิใจที่มีลูกอย่างเจ้า แม้แต่ทุกคนในตระกูลก็ยังรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เจ้ามาเป็นผู้สืบทอด”

        “พ่อสืบทอดสายเลือดมาจากท่านบรรพบุรุษหากไม่มีพ่อ ก็คงไม่มีผมในวันนี้”หยางพั่วจวินกล่าว

        หยางกงหมิงไม่พูดอะไรต่อ ชายชราจิบชาในถ้วยเล็กน้อยก่อนจะกล่าวขึ้น

        “ถูกต้องพ่ออาจได้รับสายเลือดที่สืบทอดมาจากท่านบรรพบุรุษของตระกูลเราก็จริง และบางทีเหตุผลนั้นอาจเป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันอย่างจริงจังในวันนี้”

        หยางพั่วจวินกะพริบตาเขาไม่เข้าใจว่าบิดาของตนต้องการจะสื่อถึงอะไร

        หยางกงหมิงพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงดวงตาสาดประกายความทุกข์ออกมาชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนเป็นความยินดีที่ปิดไม่มิด ชายชราดึงเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อของตนจากนั้นจึงวางมันไว้ต่อหน้าของหยางพั่วจวิน

        หยางพั่วจวินรู้สึกถึงลางไม่ดีเขารับมันมาก่อนจะอ่านดูคร่าวๆ จากนั้นสีหน้าของหยางพั่วจวินก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง!

        “พ่อ... เกิดอะไรขึ้น... ทำไมพ่อถึง...” หยางพั่วจวินรู้สึกอ่อนแรงลงทันใด

        ปริมาณเอกสารมากมายตรงหน้าของหยางพั่วจวิน แสดงถึงผลการรายงานการตรวจสอบดีเอ็นเอมากมายของหยางเฉินและหยางพั่วจวิน ทั้งหมดถูกดำเนินการอย่างลับๆโดยที่หยางพั่วจวินไม่อาจรู้แม้แต่น้อย!

        หยางกงหมิงถอนหายใจออกมา

        “เจ้าไม่จำเป็นต้องแปลกใจเห็นได้ชัดว่าเจ้าและภรรยาเป็นผู้ให้กำเนิดเขาในปีนั้น มีคนช่วยฉันสืบเรื่องนี้โดยรายงานผลมาที่ฉันโดยตรงอีกทีหนึ่ง”

        ถ้อยคำเหล่านี้ราวกับเป็นสายฟ้า ที่ผ่าลงในจิตใจของหยางพั่วจวิน “พ่อ... ทำไม... ทำไมถึง...”

        หยางกงหมิงแค่นรอยยิ้ม

        “ในอดีตที่ผ่านมาฉันเคยต้องลงแข่งขันชิงตำแหน่งมากมายในการเมืองรวมทั้งอิทธิพลภายในประเทศ หากมันสำเร็จลง ตระกูลหยางของเราก็จะเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาตระกูลทั้งหลายในเยี่ยนจิงได้ถ้าฉันแพ้ มันก็คงยากที่จะบอกว่าตระกูลของเราจะตกต่ำลงถึงขนาดไหน ในตอนนั้นถึงเจ้าและภรรยาต่างยังไม่ได้แต่งงานถ้าหากมีเด็กเกิดขึ้นมาล่ะก็ แน่นอนว่ามันต้องเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ส่งผลในวงกว้าง เจ้าก็เลยตัดสินใจส่งเด็กคนนั้นออกไปที่ไหนก็ไม่รู้สิ่งที่เจ้าทำ ทำให้พ่อรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก เหนือเกียรติยศและความรุ่งเรืองทั้งหมดคือการใส่ใจคนในตระกูลหยางเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา แล้วดูสิ่งที่เจ้าทำสิ เจ้าส่งเขาออกไประหกระเหินเร่ร่อน อ้างว่าไม่รู้จักแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ ไม่เคยคิดที่จะกลับไปหาลูกของตัวเองแม้แต่ครั้งเดียว”

        ใบหน้าของหยางพั่วจวินเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงเขาคิดว่าเรื่องพวกนี้มีเพียงเขาและภรรยาเท่านั้นที่รู้ แต่กลับกลายเป็นว่าพ่อของเขากลับรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด

        โดยเฉพาะกับเรื่องที่เขาทำเป็นไม่รู้จักลูกของตน

        “พั่วจวิน เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไป หากเป็นครอบครัวธรรมดาๆ ล่ะก็การที่เจ้าและภรรยาจะมีเด็กก่อนแต่งงาน ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แม้แต่ตอนนี้การจะให้เด็กคนนั้นกลับเข้ามาตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือเป็นเรื่องใหญ่เขาสามารถเป็นที่รักของคนในตระกูลด้วยซ้ำ แต่ทำไมเจ้าถึงยอมแพ้และทิ้งเด็กคนนั้นได้ลงคอ” หยางกงหมิงกล่าวอย่างเจ็บปวด

        “บางทีคงเป็นเพราะฐานะสมาชิกผู้เป็นเสาหลักของตระกูลอาจทำให้เจ้ารู้สึกอับอาย ในตอนนั้นเจ้าอาจไม่รู้สึกอะไรที่ได้เอาเด็กคนนั้นออกไปจากชีวิต แต่ตอนนี้มันไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้นเจ้าไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเลือดเนื้อเชื้อไขของตนได้อีก ลูกหลานตระกูลหยางต้องเร่ร่อนอยู่ที่โลกภายนอกด้วยความสิ้นหวังก็เพราะเจ้าการจะล้างผิดในครั้งนี้ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของตระกูลหยางที่ควรกระทำ”

        หยางพั่วจวินก้มหน้าลงก่อนจะถามด้วยสีหน้าอันหลากหลาย “ใครเป็นคนส่งรายงานพวกนี้ให้พ่อเหรอครับ?”

        หยางกงหมิงถอนหายใจ “หัวหน้าตระกูลหลินจากจงไห่หลินจื้อกั๋วส่งมา”

        “ตระกูลหลิน... หลินจื้อกั๋ว...” ใบหน้าของหยางพั่วจวินเต็มไปด้วยเมฆครึ้ม“หลินจื้อกั๋วเป็นเพียงนายพลทั่วไปเขาไม่มีอำนาจทางการทหารมากมายขนาดนั้น ไม่คิดเลยว่าจะกล้ามาหาเรื่องตระกูลหยางของเราโดยใช้เรื่องส่วนตัวโจมตีมาแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้ผมเสียชื่อเสียงและสูญเสียอิทธิพลทางการทหารไปอีกทั้งยังคิดจะสั่นคลอนสถานะตระกูลหยางของเราด้วย”

        หยางกงหมิงขมวดคิ้วพูดขึ้น “พั่วจวิน หลินจื้อกั๋วอาจเป็นเพียงนายพลธรรมดาในสายตาเจ้าแต่เจ้าไม่อาจมองข้ามตระกูลหลินและตัวเขาไปได้โดยเด็ดขาด ที่เจ้าเห็นเป็นเพียงเปลือกนอกของคนคนนั้นและตระกูลหลินเท่านั้น เจ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งสภาความมั่นคงของประเทศ จึงทำให้เจ้าไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเขาพ่อขอบอกเจ้าเอาไว้ตรงนี้เลยแล้วกัน แม้แต่พ่อเองก็ยังต้องรักษาหน้าหลินจื้อกั๋วเอาไว้ส่วนหนึ่งหลังจากนี้ก็อย่าหาว่าพ่อไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน!”

        เมื่อได้ยินบิดาของตนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมผิดปกติหยางพั่วจวินก็รู้สึกแปลกใจ ไม่ใช่ว่าหลินจื้อกั๋วเป็นเพียงนายพลธรรมดาๆ? แล้วเขาเป็นใครกัน?

        หลังจากเงียบไปสักพักหยางพั่วจวินก็กล่าวขึ้น

        “ตั้งแต่ที่พ่อรู้เรื่องนี้ ผมก็ไม่คิดจะปฏิเสธอีก แน่นอนว่าผมเองก็หวังว่าจะพาเด็กคนนั้นกลับไปตระกูลหยางด้วยกันถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกของผม ไม่มีเหตุผลอะไรต้องปฏิเสธอีกแล้ว เพียงแต่หลังจากนี้ไม่นานทางประเทศเองก็กำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้นผมคิดว่าเราควรจะรอให้ผ่านช่วงนั้นไปก่อน หลังจากนั้นเราค่อยกลับมาพูดเรื่องนี้กันอีกครั้งดีไหมครับ?”

        ภายในดวงตาของหยางกงหมิงปรากฏความผิดหวังขึ้นเล็กน้อยแต่ชายชราก็พยักหน้ารับคำ

        “ลูกเป็นลูกของพ่อ อีกไม่นานพ่อก็ต้องส่งตระกูลทั้งตระกูลให้เจ้าดูแล และพ่อหวังเพียงว่าเจ้าจะปฏิบัติกับเขาให้ดี เราไม่รู้ว่าเขาเติบโตมาอย่างไร แต่เราก็ไม่ควรละเลยความเป็นอยู่ของเขาไปอย่างง่ายดายอีกครั้ง”

        “เข้าใจแล้วครับ” หยางพั่วจวินยืนขึ้น “ถ้าพ่อไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อนนะครับจากนี้ผมจะกลับไปที่กองทัพบกก่อน”

        “ไปเถอะ อยู่ที่นี่จะเสียเวลาเจ้าเปล่าๆ ”หยางกงหมิงตอบ

        หลักจากที่หยางพั่วจวินออกไปไม่นานหญิงชราคนเดิมก็กลับมาอีกครั้ง เธอพูดกับหยางกงหมิงด้วยรอยยิ้ม

        “นายท่านอยากให้เปิดเผยสถานะของเขาให้ชัดเจนเลยหรือเปล่าคะตอนนี้นายน้อยเฉินกำลังจะแต่งงานกับหลินรั่วซีที่เป็นหลานสาวของหลินจื้อกั๋ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้เป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย”

        “ใช่... นั่นไม่น่าแปลกใจเท่าไร” หยางกงหมิงพยักหน้ากล่าว

        หญิงชราระบายยิ้ม

        “บางทีนายน้อยเฉินอาจกลับมาทันงานเลี้ยงฉลองของตระกูลหยางไม่รู้ว่าเขาจะเหมือนกับพ่อของตนหรือเปล่า บางทีท่านหญิงน้อยอาจเป็นคนที่ดีใจที่สุดก็ได้หลังจากที่ต้องแยกกับลูกชายของตัวเองมาตั้งหลายสิบปี”

        หยางกงหมิงถอดถอนหายใจพลางมองหมากรุกสีดำ

        “ชีวิตก็เหมือนกับหมากรุกบางทีเราคงไม่อาจคาดเดาตาต่อไปได้ง่ายดายนัก”

        “!”

        หมากรุกสีดำที่อยู่บนกระดานกลับกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบจากนั้นมันก็กำลังจะโต้กลับหมากสีขาวอีกครั้ง!

คล้ายกับเรื่องเมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์ ที่คุณอ่าน